หน้าแรก > เศรษฐกิจมหภาค > Lead   
  [ ฉบับที่ 1373 ประจำวันที่ 30-1-2013  ถึง 1-2-2013 ]

เจาะ‘บาทแข็ง’ใครได้..ใครเสีย

   + อันดับข่าวอ่านมากที่สุดนี้
หุ้นไทยคลายกังวลอเมริกาลดงบฯ ...
ท้องถิ่นเฮ!ปรับเงินเดือนใหม่ ป.ตรีให้ 1.3 หมื่น/ขยับซี ...
ส.อ.ท.ร้าวลึกประกาศไม่เผาผี "ธนิต" เอาคืนฟ้องกลับ "พยุ...
ผู้ว่าฯ "ไร้รอยต่อ" !?!...
โค้กเถลิงเจ้าบัลลังก์ "น้ำดำ" สบช่องคู่แข่งอ่อนแรง/กวาด...
"แอร์เบอร์5" ร้อนรับไฟวกฤติ "รุ่นประหยัด-ราคาถูก" เปิดศ...
ดึง4ยอดมวยไทยร่วมศึกมาราธอน-“สมรักษ์”เดิมพัน”เจริญทอง”1...
 
 
บาทแข็ง! ไม่ได้มีแต่ข้อเสีย ข้อดีก็มาก เพียงแต่การแข็งค่าของเงินบาท กระทบกับภาคธุรกิจส่งออก และเศรษฐกิจบ้านเราอาศัยรายได้จากการส่งออก เพราะฉะนั้นพอผู้ส่งออกได้รับผลกระทบจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่

แล้วใครได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาท?

ก่อนจะไปถึงคำตอบในเรื่องนี้ ควรมาทำความเข้าใจก่อนว่า สาเหตุใดที่ทำ ให้เงินบาทแข็งค่า

สาเหตุหลักคือมีเงินดอลลาร์ไหลเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวนมาก ทว่า! ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่เป็น แรงหนุนให้เงินบาทแข็งค่า นั่นคือนโยบายทางการเงินของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และ รัฐบาลญี่ปุ่น

คือมุมมองที่ รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตร MPA สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) สะท้อนสู่สังคม

รศ.ดร.มนตรี กล่าวว่า การแข็งค่าของเงินสกุลต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาเคลื่อนไหวในระดับต่ำกว่า 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐนั้น มีปัจจัยสำคัญมาจากนโยบาย ผ่อนคลายทางการเงินของสหรัฐฯ ที่ดำเนิน มาตรการเพิ่มปริมาณเงินในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปี 2555 โดยอัดฉีดเงินเข้า สู่ระบบเศรษฐกิจ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน รวมถึงการดำเนินนโยบายอัดฉีดเงินของรัฐบาลญี่ปุ่น ที่ทำให้มีเงินทุนไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอีกสักระยะ

“ภาวะค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในขณะนี้จะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจไทยมากกว่าจะไปกังวลกับตัวเลขการส่งออก” รศ.ดร.มนตรี กล่าว

เนื่องจากในช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ของประเทศ ด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้น ฐาน ที่รัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนกว่า 2.27 ล้านล้านบาท จึงถือเป็นโอกาสดีที่ภาครัฐต้องเร่งลงทุน และเป็นจังหวะเหมาะในการ นำเข้าสินค้าทุนจากต่างประเทศมาใช้ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะนำเข้าได้ในราคาที่ต่ำลง ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนที่มีหนี้สกุลเงินตราต่างประเทศ สามารถเร่งรัดนำเงินไปชำระหนี้เพื่อลดเงินต้นและภาระดอกเบี้ยได้อีกด้วย

“ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทั้งแง่บวกและลบ อยู่ที่จะมองมุมไหน และบริหารจัดการอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งในช่วงที่ประเทศจำเป็น ต้องลงทุนเป็นจำนวนมากเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การที่เงินบาทแข็งค่าก็ถือเป็นช่วงที่เหมาะสม เพราะเราสามารถนำเข้าสินค้าทุนในราคาที่ถูกลง เช่น นำเข้ารถไฟฟ้าได้ในราคาที่ถูก หรือสินค้าที่เราจำเป็นต้องนำเข้าจำนวนมากอย่างเช่นน้ำมัน ที่เมื่อบาทแข็งค่า ต้นทุนพลังงานก็ไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยกดตัวเลขเงินเฟ้อไม่ให้สูงอีกด้วย”

ผู้อำนวยการหลักสูตร MPA ของนิด้า กล่าวด้วยว่า ส่วนภาคเอกชนที่มีความ จำเป็นต้องลงทุน ช่วงนี้จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะลงทุนพัฒนาด้านเทคโนโลยีการผลิต โดยสั่งซื้อเครื่องจักรที่ทันสมัยจากต่างประเทศเข้ามาใช้เพื่อลดใช้แรงงานคน เป็น การเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการผลิตให้ต้น ทุนต่อหน่วยต่ำที่สุด หรือจะเลือกลงทุนขยายกิจการด้วยรูปแบบการร่วมทุนหรือซื้อกิจการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน รองรับการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558

“คนที่กังวลว่า หากเงินบาทแข็งค่าสินค้าไทยจะส่งออกไม่ได้ ไม่เป็นความจริงทั้งหมดเพราะสินค้าส่งออกของไทยมีหลายประเภท จึงจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์เป็นรายอุตสาหกรรม หากเป็นสินค้าที่นำเข้าวัตถุดิบมาผลิตภาย ในประเทศ เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ หรือ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ต้องนำเข้า วัตถุดิบกว่า 50-70% เพื่อใช้ผลิตและส่งออก ก็ถือเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก ค่าเงินบาทแข็ง ขณะที่กลุ่มสินค้าเกษตร ที่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหาร อาจจะได้รับกระทบมากหน่อย แต่เนื่อง จากสินค้ากลุ่มนี้เป็นสินค้าจำเป็นต่อการ ดำรงชีวิต แม้ว่าราคาสินค้าจะแพงขึ้น แต่ด้วยคุณภาพของสินค้าไทยยังทำให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกได้”

ขณะที่มุมมองของผู้ส่งออกอย่าง พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า คนที่เสียประโยชน์คือกลุ่มผู้ส่งออก ต้องหาทางช่วยเหลือเช่นเดียวกับ เจน นำชัยศิริ รองประธานสภาอุตสาหกรรม ที่กล่าวว่า หากเปรียบเทียบอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินบาทกับเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะเทียบกับประเทศคู่ค้าคู่แข่งสำคัญ ทั้งจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย จีน อินเดีย และฟิลิปปินส์ จะพบว่าค่าเงินบาทไทยแข็งค่าที่สุด คือค่าเงินบาทแข็งค่า 3.13% อินเดียแข็งค่า 2.4% เกาหลีแข็งค่า 2.35% มาเลเซียแข็งค่า 2.2% ฟิลิปปินส์แข็งค่า 2.1% เวียดนามแข็งค่า 0.66% ไต้หวันแข็งค่า 0.45% จีนแข็งค่า 0.4% อินโดนีเซียแข็งค่า 0.05% ฮ่องกงแข็งค่า 0.03% ขณะที่สิงคโปร์อ่อนค่าลง 0.58% บรูไนอ่อน ค่าลง 0.67% และเยนอ่อนค่าลง 6-7%

“หากเทียบกับประเทศอินโดนีเซียที่เป็นคู่แข่งสำคัญทางด้านการส่งออกรถ ยนต์ ไทยแข็งค่ามากกว่าถึง 3% ทำให้มีความกังวลต่อการสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันอย่างมาก” นายเจน กล่าว

จึงมีข้อเรียกร้องของ ส.อ.ท. ถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 7 ข้อ ประกอบด้วย 1.พยายามรักษาค่าเงินบาท อย่าให้แข็งค่าเร็วเกินไป เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ใช้เวลาในการปรับตัว 2 ควรดูแลอย่าให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่าคู่แข่งทางการค้า โดยเฉพาะมาเลเซียและอินโดนีเซีย 3.อยากให้มีการปลดล็อกเรื่อง การถือครองเงินตราต่างประเทศเพื่อลดแรงกดดันผู้ส่งออก และให้เวลาแก่ผู้ส่งออกในการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยน 4.ในส่วนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้า ไม่ถึงมาตรการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน อาจมีการร่วมกับธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐในการลดวงเงินการทำธุรกรรมด้านการป้องกันความเสี่ยงให้น้อยลง 5.ควรมีการแยกบัญชีกับกลุ่มนักลงทุนที่เข้ามาเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อ การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท 6. ควรส่งเสริมผู้ประกอบการไทยในการออกไปลงทุนยังต่างประเทศผ่านสิทธิพิเศษต่างๆ ให้มากขึ้น 7.ควรเร่งให้เกิดการลงทุนของ ภาครัฐ ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนสามารถเร่งตัวตามการลงทุนดังกล่าว

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ธปท. ควรปรับเปลี่ยนมุมมองในการบริหารจัด การค่าเงินบาท โดยควรที่จะนำมาเปรียบเทียบกับค่าเงินสกุลในภูมิภาคที่เป็นคู่ค้าคู่แข่งสำคัญ โดยเฉพาะประเทศในอาเซียน และเอเชียใต้ เนื่องจากที่ผ่านมา ธปท.จะระบุเสมอว่าค่าเงินบาทยังคงเกาะกลุ่มกับภูมิภาค แต่ในความเป็นจริงแล้วหากเทียบกับประเทศคู่ค้าคู่แข่งสำคัญ ไทยมีการแข็งค่าเงินบาทที่สูงกว่า และทำให้เสีย เปรียบทางการแข่งขัน จากข้อมูลที่ปรากฏพูดได้ว่าไทยแข็งค่าสุดในเอเชีย โดยเฉพาะหากเทียบกับอินโดนีเซียที่เป็นคู่แข่งทางด้านรถยนต์
 
พิมพ์หน้านี้
   

Untitled Document
(c) 2008 Siamturakij media Co.,Ltd. All rights reserved.
  คำชี้แจงสิทธิส่วนบุคคล | ข้อกำหนดการใช้ | ลงโฆษณาบนไซต์นี้  E-mail : webmaster@siamturakij.com