หน้าแรก > เศรษฐกิจมหภาค > ข่าวเศรษฐกิจมหภาค   
  [ ฉบับที่ 1186 ประจำวันที่ 19-3-2011  ถึง 22-3-2011 ]

108 1009

   + อันดับข่าวอ่านมากที่สุดนี้
หุ้นไทยคลายกังวลอเมริกาลดงบฯ ...
ท้องถิ่นเฮ!ปรับเงินเดือนใหม่ ป.ตรีให้ 1.3 หมื่น/ขยับซี ...
ส.อ.ท.ร้าวลึกประกาศไม่เผาผี "ธนิต" เอาคืนฟ้องกลับ "พยุ...
ผู้ว่าฯ "ไร้รอยต่อ" !?!...
โค้กเถลิงเจ้าบัลลังก์ "น้ำดำ" สบช่องคู่แข่งอ่อนแรง/กวาด...
"แอร์เบอร์5" ร้อนรับไฟวกฤติ "รุ่นประหยัด-ราคาถูก" เปิดศ...
ดึง4ยอดมวยไทยร่วมศึกมาราธอน-“สมรักษ์”เดิมพัน”เจริญทอง”1...
 
 
ถอดไข่ออกจากสินค้าควบคุม

เคยสังเกตกันบ้างไหมว่า ทุกรัฐบาลที่ผ่านมามักจะมองภาคการเกษตรในด้านเดียว เวลาจะช่วยเจือจุนทีไรน้ำหนักส่วนใหญ่จะไปตกที่กลุ่มพืชผล โครงการประกันราคาหรือการรับจำนำทั้งหมดที่มีอยู่ในกลุ่มนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นข้าว มันสำปะหลัง ลำไย ข้าวโพด หรือแม้แต่ล่าสุดปาล์มน้ำมันก็ทำท่าว่าจะเสนอให้ประกันราคากันถึงกิโลกรัมละ 6 บาท ทั้งๆ ที่ราคาปัจจุบัน 5 บาทกว่าก็สูงกว่าราคาปกติในปีก่อนๆ ถึงกิโลกรัมละบาทกว่า

เรื่องน้ำมันปาล์มนี่มองอย่างไรในช่วงนี้ก็เห็นทีว่าราคาขายปลีกคงจะยังไม่ลดลงมาเป็นปกติเหมือนเมื่อปีก่อนๆ แน่ ภาวะขาดแคลนเทียมยังคงจะต้องมีต่อไปอีกนานพอดูจนกว่าจะมีการประกันราคาอย่างที่เกริ่นๆ กันมา ที่เคยเห็น พ่อค้าน้ำมันปาล์มแข่งกันลดราคาคงจะไม่มีในอนาคตอันใกล้

เรื่องนี้บอกให้รู้นัยแห่งความสามัคคีของกลุ่มผู้ปลูกปาล์มได้เป็นอย่างดีว่าเหนียวแน่นและเชื่อฟังกันแค่ไหน แต่ความนัยนี้กลไกของรัฐตั้งแต่นายกรัฐมนตรีลงไปจนถึงระดับผู้น้อยทั้งหลายคงไม่มีใครมาเปิดปากแน่

คราวนี้ในทางกลับกันภาคปศุสัตว์กลับถูกรัฐเข้าควบคุมราคา กดหัวเอาไว้เพราะเกรงว่าจะกระเทือนกับผู้บริโภค เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ สินค้าเหล่านี้กลายเป็นสินค้าที่รัฐกำหนดราคาทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นการกำหนดราคา โดยไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนการผลิตด้วยซ้ำ

อย่างเรื่องของไข่ไก่ที่ถือกันว่าเป็นโปรตีนประจำครัวเรือนนั้น นอกจากจะไม่ช่วยเหลือเรื่องอาหารที่เป็นต้นทุนหลักแล้ว ยังจะรื้อระบบจากที่เคยขายเป็นฟองมาเป็นการชั่งกิโล แถมการนำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธ์ุใหม่ให้ก็ยังจะให้เป็นเสรี

มีหลายคนสงสัยแบบไม่ไว้วางใจว่ากลไกของรัฐ “เข้าใจ” ในกระบวนการของอุตสาหกรรมผลิตไข่ไก่มากน้อยแค่ไหน เคยศึกษาให้ถ่องแท้หรือไม่หรือว่ามี “ขบวนการ” แฝงเร้น อาศัยจักรเฟืองในรัฐบาลคอยผลักดันเบี่ยงให้เกิดนโยบาย ที่เอื้อประโยชน์ต่อคนบางกลุ่ม

ตามความเป็นจริงแล้ว “จะไม่สามารถใช้กฎหมายอำนาจเหนือตลาดหรือแข่งขันไม่เป็นธรรมกับกลุ่มสินค้าเกษตรได้” แต่รัฐกลับเมินเฉยต่อความจริงข้อนี้ และทำการประกาศเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ โดยอ้างว่าเพื่อแก้ปัญหาการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในอุตสาหกรรมไข่ไก่

สงสัยรัฐบาลคงลืมไปว่าไข่ไก่ ก็เป็นสินค้าเกษตรตัวหนึ่งและเป็นสินค้าเกษตรต้นทางที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรอิสระจำนวนมากด้วย อีกทั้งธุรกิจไข่ไก่ก็ไม่เป็นธุรกิจที่เข้าข่ายในเรื่องการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เพราะไข่ไก่มีการขึ้นลงของราคาตามภาวะตลาด เรียกว่ามีกลไกด้านอุปสงค์อุปทานเป็นตัวควบคุมราคาอย่างแท้จริง ดังนั้นการจัดไข่ไก่เป็นสินค้าควบคุม จึงขัดแย้งกับความเป็น จริงอย่างมาก

เมื่อผลงานของรัฐไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในขณะนี้คือ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยซึ่งมีอยู่ถึง 80% ต่างทยอยปลดแม่ไก่ยืนกรง และตัดสินใจปิดเล้า หรือเลิกกิจการเลี้ยงไก่ไข่ เพราะต้นทุนสูงจนรับไม่ได้ และเสี่ยงต่อภาวะขาดทุน ตัวเลขต้นทุนที่ว่านี้ หาได้ไม่ยากเพียงแค่ตรวจสอบไปที่กรมปศุสัตว์ก็จะทราบทันทีว่า ขณะนี้มันได้ไต่ขึ้นไปถึงที่ระดับ 2.60 บาทต่อฟองแล้ว และอีกไม่ช้าจะทะลุ 2.70 บาทแน่ แต่ทำไมตัวเลขต้นทุนในมือของนายกรัฐมนตรี จึงยังคงใช้ตัวเลขเดิมที่ 2.10-2.20 บาทต่อฟอง ท่านไม่ทราบหรืออย่างไรว่าสถานการณ์ไข่ไก่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ต้นทุนการผลิตไข่ไก่ไม่มีทางคงที่อย่างที่ท่านคิด ทำไมจึงไม่สอบถามไปยังหน่วยงานของรัฐอย่างกรมปศุสัตว์ที่ใกล้ชิดเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ที่สุด

ความพยายามของรัฐบาลชุดนี้ ที่หวังจะให้ผู้บริโภคได้ซื้อไข่ในราคาถูก คงเป็นไปได้ยาก หากยังไม่เลิกคุมไข่เพราะผลผลิตไข่ไก่กำลังจะไม่เพียงพอต่อการบริโภค เนื่องจากประสบความเสียหายจากสภาพอากาศแปรปรวน ปัญหาไข่ลด และสำคัญที่สุดคือการสูญเสียเกษตรกรผู้ผลิตที่ทนรับภาวะขาดทุนไม่ไหว

คาดหมายกันว่าเมื่อถึงวันนั้นรับรองว่าราคาไข่คละหน้าฟาร์มจะทะลุ 4 บาท แล้วผู้บริโภคปลายทางจะได้กินไข่ในราคาฟองละเท่าไร ลองถามล้งไข่ หรือพ่อค้าคนกลางดู

ใน 1 ปีจะมีช่วงราคาไข่ตกต่ำอยู่ถึง 8 เดือน ได้แก่ มกราคม มีนาคม เมษายน กรกฎาคม กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม พอระดับราคาไข่ไก่เริ่มขยับตัวขึ้นบ้างในบางช่วงเวลา เช่น ช่วงเปิดเทอม ภาครัฐกลับออกมา ควบคุมราคา อันจะนำไปสู่การขาดทุนของผู้เลี้ยง ดังนั้นทางที่ดีรัฐบาลควรเปลี่ยนบทบาทจากผู้คุม มาเป็นการกำกับดูแลและส่งเสริมมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งเสริมเพิ่มการบริโภคไข่ไก่ ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมขยายตัวได้ทั้ง Supply Chain

นี่ต่างหากที่จะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับโปรตีนคุณภาพในราคาไม่แพง และส่งผลถึงเกษตรกร ตลอดจนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย
 
พิมพ์หน้านี้
   

Untitled Document
(c) 2008 Siamturakij media Co.,Ltd. All rights reserved.
  คำชี้แจงสิทธิส่วนบุคคล | ข้อกำหนดการใช้ | ลงโฆษณาบนไซต์นี้  E-mail : webmaster@siamturakij.com