ในยุคที่การแข่งขันด้านบุคลากรสูงขึ้นทุกปี องค์กรไม่ได้กำลังแข่งขันกันเพียงเรื่องเงินเดือนอีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันกันเรื่อง “สวัสดิการ” หรือบริการ Employee Benefitเพื่อดึงดูดและรักษาพนักงานที่มีคุณภาพให้ทำงานกับองค์กรได้ยาวนานขึ้น ปัจจุบันพนักงานให้ความสำคัญกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ความมั่นคง และความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต ดังนั้น การเลือกจัดแพ็กเกจ Employee Benefit ให้เหมาะสม จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเสริมความพึงพอใจและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานโดยตรง
บทความนี้จะพาไปดูว่าบริการ Employee Benefit แบบไหนที่ตอบโจทย์พนักงานมากที่สุด ในยุคปัจจุบัน พร้อมเหตุผลที่องค์กรควรให้ความสำคัญมากขึ้น
1. สวัสดิการด้านสุขภาพแบบครอบคลุม (Health Benefit)
สวัสดิการด้านสุขภาพยังคงเป็นอันดับต้น ๆ ที่พนักงานส่วนใหญ่คาดหวัง ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพกลุ่ม ประกันชีวิต การตรวจสุขภาพประจำปี หรือค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติม การมีบริการ Employee Benefit ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ทำให้พนักงานมั่นใจได้ว่าเมื่อเจ็บป่วยยังมีองค์กรคอยดูแล ยิ่งหากครอบคลุมถึงครอบครัวของพนักงานด้วย ก็ยิ่งสร้างความผูกพันกับองค์กรได้มากขึ้นอีก
2. Flexible Benefit เลือกใช้สวัสดิการตามไลฟ์สไตล์
หนึ่งในสวัสดิการที่กำลังมาแรงคือ Flexible Benefit หรือสวัสดิการรูปแบบยืดหยุ่น ที่ให้งบประมาณหรือคะแนนสวัสดิการ (Benefit Point) ให้พนักงานเลือกใช้ตามความต้องการ เช่น
เลือกเป็นค่าเดินทาง
เลือกเป็นคอร์สเรียนเพิ่มทักษะ
เลือกเป็นค่าออกกำลังกายหรือ Wellness
เลือกเป็นค่าทำฟันหรือค่าตรวจสายตา
ข้อดีคือ พนักงานแต่ละคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน การให้เขาเลือกเอง คือการตอบโจทย์ในระดับบุคคลมากที่สุด ทำให้ Employee Experience ดีขึ้นอย่างชัดเจน
3. สวัสดิการด้าน Work-Life Balance
ปัจจุบันพนักงานไม่ได้มองแค่ความมั่นคง แต่ยังมองหาคุณภาพชีวิต การมีเวลาพักผ่อน และการจัดการงาน-ชีวิตแบบสมดุล สวัสดิการด้าน Work-Life Balance ที่ได้รับความนิยมมาก ได้แก่
ทำงานแบบ Hybrid หรือ Remote
เวลาทำงานยืดหยุ่น (Flexible Hours)
วันหยุดพิเศษ เช่น วันเกิด วันลาเพิ่มเพื่อดูแลครอบครัว
วันลาพักร้อนสะสมได้
สวัสดิการเหล่านี้ช่วยลดความเครียด เพิ่มความสุข และทำให้พนักงานรู้สึกว่าองค์กรเข้าใจชีวิตของพวกเขาจริง ๆ
4. สวัสดิการพัฒนาทักษะและการเติบโตในสายงาน (Learning & Development)
พนักงานยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ เพื่อเติบโตในอาชีพ องค์กรที่มีสวัสดิการด้านการเรียนรู้ เช่น
คอร์สอบรมออนไลน์
งบเรียนเพิ่มเติม
การสนับสนุนการสอบใบรับรองวิชาชีพ
การเข้าคอร์สสัมมนาหรือเวิร์กชอป
มักได้รับคะแนนนิยมสูง เพราะส่งผลดีทั้งกับพนักงานและกับองค์กรโดยตรง การสนับสนุนการเรียนรู้ยังช่วยลดอัตราการลาออก เพราะพนักงานรู้สึกว่างานมีความหมายและมีอนาคตที่ชัดเจน
5. สวัสดิการด้านสุขภาพจิต (Mental Health Support)
ช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลายองค์กรเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น บริการ Employee Benefit ที่ได้รับความนิยม ได้แก่
การปรึกษานักจิตวิทยาออนไลน์
โปรแกรมดูแลความเครียด
เวิร์กชอปการจัดการอารมณ์
วันลาพักใจ (Mental Health Day)
ด้วยความกดดันการทำงานและชีวิตที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สวัสดิการประเภทนี้กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยให้พนักงานรู้สึกปลอดภัยและมีคุณค่ามากขึ้น
6. สวัสดิการด้านการเงินและความมั่นคงระยะยาว
พนักงานจำนวนมากกังวลเรื่องการเงิน จึงนิยมสวัสดิการที่ช่วยสร้างความมั่นคง เช่น
เงินออมสะสม
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ
Bonus ตามผลงาน
ค่าครองชีพหรือค่าเดินทาง
สวัสดิการเหล่านี้ช่วยลดภาระและสร้างแรงจูงใจให้พนักงานทำงานอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น
บริการ Employee Benefit ที่ดี ต้องตอบโจทย์ “คน” ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่าย
องค์กรที่ต้องการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันด้านบุคลากร ควรมองสวัสดิการแบบองค์รวม (Holistic Benefit) ที่ผสมผสานทั้งด้านสุขภาพ การเงิน ความยืดหยุ่น และการพัฒนาทักษะ ยิ่งสวัสดิการสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของพนักงานมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มความพึงพอใจและช่วยลดอัตราการลาออกได้มากขึ้น
หากองค์กรยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกบริการ Employee Benefit แบบไหน การสำรวจความต้องการของพนักงานก่อน คือวิธีที่ดีที่สุดในการออกแบบแพ็กเกจสวัสดิการที่ตอบโจทย์จริง ช่วยให้พนักงานมีความสุข และองค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน