ในโลกนี้ไม่มีนักการเมืองคนใดหรือพรรคการเมืองไหนที่จะทำได้ 50 % ตามนโยบายที่หาเสียงเอาไว้
จะมียกเว้นก็แต่โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อครั้งทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก (มกราคม 2560 – มกราคม 2564) เขามีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับการปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ (America First) พอมาเป็นอีกครั้งเขาก็ต่อยอดด้วยนโยบาย "ทำให้สหรัฐอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง" (Make America Great Again - MAGA) โดยขยายในส่วนการปกป้องผลประโยชน์ของอเมริกากว้างขึ้น ชัดเจนขึ้นโดยไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ทำเอาองค์การสหประชาชาติที่เดิมทีถูกมองว่าเป็นเสือกระดาษกลายเป็นเสือกระดาษที่ที่ง่อยเปลี้ยเสียขาไปเลย
ในวันที่ทรัมป์สาบานตนเข้ารับตำแหน่ง เขาก็ตัดลดงบประมาณช่วยเหลือด้านมนุษย์ธรรมทีเดียว 2 พันล้านดอลลาร์ โดยกล่าวอ้างว่าจะนำเงินจะถูกนำไปใช้ช่วยเหลือประเทศหรือวิกฤตการณ์เฉพาะเจาะจง หลังจากนั้นไม่กี่วันทรัมป์ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าจะถอนสหรัฐฯจากหลายองค์กรในเครือ ยูเอ็น โดยจะพิจารณาว่า องค์กร อนุสัญญา และ สนธิสัญญาใดบ้างที่ขัดต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลให้สหรัฐฯ สามารถตัดลดงบประมาณที่เคยสนับสนุนหน่วยงานต่างๆ ลงได้มากมายมหาศาล
นโยบาย "ทำให้สหรัฐอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง" ของทรัมป์ ที่เน้นแนวคิด "อเมริกาต้องมาก่อน" มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านการลดภาษีนำเข้า,ปกป้องแรงงานและอุตสาหกรรมในประเทศ,ควบคุมการเข้าเมืองอย่างเข้มงวดและลดข้อจำกัดด้านพลังงานเพื่อสร้างความมั่งคั่งและอำนาจให้สหรัฐฯ
สาระสำคัญของนโยบาย MAGA แยกได้เป็น
ด้านเศรษฐกิจและการค้า สหรัฐฯใช้กำแพงภาษีศุลกากรสูงกับประเทศคู่ค้าที่ได้เปรียบดุลสหรัฐฯ สูงเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในและดึงฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ
ทรัมป์ 2.0 นอกจากสั่งปิดพรมแดนเพื่อหยุดยั้งการรุกรานของผู้อพยพซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเม็กซิกันแล้ว เขายังยกเลิกวีซ่าถาวรหรือกรีนการ์ดของคนต่างด้าวที่อาศัยในสหรัฐฯ ด้วย
ส่วนด้านพลังงานนอกจากจะสนับสนุนการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในประเทศ (Drill, Baby, Drill) ด้วยการยกเลิกข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อลดต้นทุนพลังงานแล้ว ล่าสุดก็บุกไปจับตัวนายนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซูเอล่าด้วยข้อหาสนับสนุนการค้ายาเสพติด แต่เป้าหมายแท้จริงคือการยึดกิจการน้ำมันของสหรัฐฯ ที่ก่อนหน้านี้ถูกรัฐบาลของประธานาธิบดี ฮูโก ชาเวซ ยึดกลับคืน
ด้านต่างประเทศ ทรัมป์เน้นนโยบายแยกตัวโดดเดี่ยว (Isolationism) ถอนตัวจากความตกลงระหว่างประเทศที่มองว่าเสียเปรียบ เสียประโยชน์ของประเทศ
ส่วนด้านสังคมก็เน้นการฟื้นฟูรากฐานอเมริกันดั้งเดิมและลดภาษี
ทรัมป์และคณะหวังว่านโยบายเหล่านี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตสูงสุดและสร้างงาน แต่ผลที่ออกมาในเบื้องต้นไปสร้างความปั่นป่วนและความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุนสหรัฐฯ ในต่างแดน ขณะเดียวกันก็ส่งคลื่นสะท้อนกระเทือนไปถึงเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าที่มองสหรัฐฯ เป็นมหามิตรกำลังมองว่า ตนถูกบีบให้เลือกข้างย้ายไปยืนในฟากของจีนที่กำลังก้าวขึ้นเบียดสหรัฐฯทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมือง
โดยเฉพาะสถานการณ์ล่าสุดที่สหรัฐฯ เปิดหน้าปะทะพกับอิหร่านโดยตรงด้วยการประกาศกร้าวยื่นขาดให้อิหร่าน “จัดการ” กับยูเรเนียมที่พัฒนาคุณสมบัติแล้ว 60% จำนวน 408.6 กิโลกรัมที่สะสมไว้ให้พ้นแผ่นดินอิหร่านทันที เพื่อแลกกับสันติภาพ
ในเบื้องต้นคำขู่ของทรัมป์และการเคลื่อนกองกำลังทางเรือไม่ได้ทำให้โลกสะท้านเท่าไหร่ แต่การเคลื่อนไหวของผู้นำอิหร่านที่ไม่สะเทือนกับคำขู่ทำให้มองว่า โอกาสที่จะเกิดสงครามที่อาจลามปามข้ามขั้นจากสงครามโลกไปเป็นสงครามนิวเคลียร์นั้นเป็นไปได้
การกระทำที่เน้นความรุนแรงแบบไม่กลัวตายหลายเรื่องของทรัมป์ 2.0 ทำให้ดูเหมือนว่า เขามีศัตรูมากมายทั้งในประเทศและนอกประเทศ เพราะผลงานตามนโยบายเขาค่อนข้างรุนแรง จึงอยากตั้งข้อสังเกตว่า อนาคตของทรัมป์ในห้วงการเป็นประธานาธิบดีครั้งสุดท้ายนี้ เขาอาจจะอยู่ได้ไม่ครบเทอม
เป็นไปได้สูงที่ทรัมป์จะถูกโค่นลงจากตำแหน่งด้วยกระสุนปืน เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นกับประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้มาแล้ว
เมื่อครั้งวิกฤติการคิวบาคนอเมริกันต่างก็พากันชื่นชมเคนเนดี้ที่ต่อรองกับครุสเชฟอย่างแข็กร้าว จนในที่สุดสหภาพโซเวียตตัดสินใจถอนขีปนาวุธที่กำลังจะติดตั้งในคิวบาไป แต่เขาก็ถูกลอบสังหารในไม่กี่เดือนถัดมา
เหตุที่ต้องสังหารเพราะเขาแข็งกร้าวเกินไปในหลายเรื่อง ยิ่งได้รับการยกย่องจากชัยชนะวิกฤติคิวบา เขายิ่งได้ใจ
ส่วนทรัมป์เองนั้นตอนหาเสียงก็ถูกลอบสังหารมาแล้ว 2 ครั้งในระยะเวลาห่างกัน 2 เดือน โอกาสที่จะมีครั้งที่ 3 จึงน่าจะเป็นไปได้สูง เราจึงมักเห็นทรัมป์ให้สัมภาษณ์ลนแอร์ฟอร์ซ วัน ค่อนข้างบ่อย
แม้หมาบ้าไม่ต้องฆ่าก็ตายเอง แต่ก็ไม่เคยเห็นใครเสี่ยงที่จะเลี้ยงไว้!!!