กติกาบิดเบี้ยว-นักเลือกตั้งหลงยุค “บอนไซ” บ่อนเซาะการเมืองไทย...

วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2564

กติกาบิดเบี้ยว-นักเลือกตั้งหลงยุค “บอนไซ” บ่อนเซาะการเมืองไทย...


ไม่ผิดไปจากความคาดหมาย จากกรณีที่มีผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส. ของนายไพบูลย์ นิติตะวัน จะสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ หลังจากที่นายไพบูลย์ ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป ได้ยุบพรรคตัวเองและลงสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเสียงข้างมากเห็นว่า การยุบพรรคเป็นไปตามกฎหมายซึ่งสามารถทำได้และไม่มีความผิด เนื่องจากการสิ้นสภาพของพรรคประชาชนปฏิรูป เลิกพรรคโดยถูกต้อง และมีสิทธิ์ในการย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองใหม่ได้ตามรัฐธรรมนูญ

พลันก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมาจากเกจิทางการเมือง อย่าง “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ที่โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า การตัดสินดังกล่าวถูกในแง่ของ “หลักนิติศาสตร์” แต่พังพินาศทางรัฐศาสตร์ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของศาลฯเป็นคำวินิจฉัยที่ตรงไปตรงมาทางข้อกฎหมาย เพราะ 1.หากกรรมการบริหารพรรคอยากจะมีมติยุบพรรคก็ย่อมทำได้ 2.เมื่อสมาชิกพรรคคนหนึ่งที่เป็น ส.ส. เมื่อพรรคถูกยุบ ก็มีสิทธิ์หาพรรคใหม่อยู่เพื่อคงสภาพเป็น ส.ส. โดยกฎหมายให้เวลาถึง 60 วัน 

ศาลฯ “ตีความ” ทุกอย่างตรงตามข้อกฎหมาย ไม่มีสิ่งใดผิดเพี้ยน แต่ในทางรัฐศาสตร์ ประตูแห่งเล่ห์กลของการหลีกเลี่ยงกฎหมาย ที่ “ห้ามควบรวม” พรรคในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎรได้ถูกเปิดโดยศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

จากนี้ พรรคใหญ่สามารถควบรวมพรรคเล็ก โดยใช้มติกรรมการบริหารพรรคเล็ก ส่วนพรรคเล็กจะมาด้วยเสน่หา หรืออามิสสินจ้างนั้นไม่ทราบ แต่นี่คือทางออกใหม่ที่สวยงาม ไม่ต้องลงมติไล่ แถมยังไปได้เป็นกลุ่มก้อน เป็น “บรรทัดฐานใหม่” อีกเรื่องสำหรับการเมืองไทย

ก่อนหน้าที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะใช้กำลังยึดอำนาจจาก “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่ยอมยุบสภาฯเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ในช่วงต้นปี 2557 ก็มีกระแสเรียกร้องออกมาจากประชาชนบางส่วน โดยเฉพาะการชุมนุมของกกปส. ที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้ง มีการชุมนุมขัดขวางการเลือกตั้ง ซึ่งล่าสุดศาลอุทธรณ์ก็พิพากษาให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบต้องรับโทษจำคุก

หากแต่ภายหลังการยึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญเดิม ก่อนที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ กลับกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่ล้าหลัง รวมทั้งกฎหมายประกอบการเลือกตั้งที่ผิดเพี้ยน ทำให้การเมืองของไทย “ถอยหลังเข้าคลอง” ยิ่งกว่ายุคสมัยใด ไม่ว่าจะเป็นกรณีการคำนวณปัดเศษส.ส.ที่ทำให้พรรคเล็กพรรคน้อยได้เป็นส.ส.ก่อนจะไปเป็นเครื่องมือของพรรคการเมืองที่ประกาศสนับสนุนหัวหน้ารัฐประหารกลับมาเป็นนายกฯ 

หรือล่าสุด ที่ตั้งพรรคการเมืองมาไม่เท่าไหร่ก็ยุบพรรคตัวเองก่อนจะย้ายไปซบพรรคการเมืองที่ใหญ่กว่าอย่างที่เห็นกรณีของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ที่ เผาบ้านตัวเอง แล้วไปอยู่บ้านใหม่ที่ใหญ่กว่า สามารถทำได้โดยไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

ประเทศไทยเสียเวลาไปกว่า 10 ปี แต่เราก็ยังได้ “การเมืองน้ำเน่า” แบบเดิมดังจะเห็นจากกรณี “นักร้อง” ตบเท้าแทงเรื่องให้องค์กรอิสระ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)-คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยุบพรรคเพื่อไทย หลัง “โทนี่ วู้ดซัม” ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วิดีโอคอลเข้ามาพูดคุยกับ ส.ส.และผู้บริหารพรรค ระหว่างงานเลี้ยงสังสรรค์ เข้าข่ายครอบงำ ชี้นำพรรคการเมืองหรือไม่

บรรดาพลพรรคของพลังประชารัฐ (พปชร.) ไม่ว่าจะเป็น “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ที่เพิ่งแปรพักตร์จากเพื่อไทยไปอยู่พปชร. ระบุว่า อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานและข้อเท็จจริงเพื่อร้องต่อ กกต.ประเด็นที่ โทนี่ วู้ดซัม อดีตนายกฯ มีพฤติกรรมเข้าข่ายขัดพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากนายทักษิณ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยจากกรณีที่มีคลิปภาพนายทักษิณปรากฏและภายในงานยังมีกรรมการบริหารพรรค นำโดย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นต้น ร่วมอยู่ด้วย แม้จะระบุว่าเป็นงานเลี้ยงสังสรรค์ ไม่ใช่การประชุม แต่ภาพที่ปรากฏนั้นมีความชัดเจนอย่างยิ่ง

หรืออย่าง “สิระ เจนจาคะ” ส.ส.กทม.พลังประชารัฐในฐานะประธาน กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนฯ ระบุว่าการวิดีโอคอลของนายทักษิณเรื่องแคนดิเดตหัวหน้าพรรคนั้นเป็นการแทรกแซง ครอบงำพรรคการเมือง ส.ส.พรรคเพื่อไทยเข้าข่ายผิดประมวลจริยธรรม ส.ส.ที่ต้องไม่คบหาผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล ซึ่งนายทักษิณทำผิดกฎหมาย หนีคดี แต่ ส.ส.พรรค พท.ไปคบหาสมาคม จึงต้องยื่น ป.ป.ช.ถอดถอน ส.ส.พรรค พท. 

“พรรคเพื่อไทย” กลายเป็นเป้า และโดนข้อหา “คลาสสิก” มาหลายครั้ง โดยฝ่ายตรงข้ามหยิบฉวยข้อกล่าวแบบนี้มาทิ่มแทงครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่เห็นเคยได้ผลสักที ช่วงแรกๆ อาจมีสะเทือนบ้าง เพราะเป็นที่ทราบกันพรรคเพื่อไทยอยู่ในกลุ่มเปราะบาง ภูมิคุ้มกันทางการเมืองต่ำ แต่หลังๆ เริ่มชิน เพราะไม่ว่าจะขยับเคลื่อนไหวอะไร ก็หนีไม่พ้นข้อหานี้

ก่อนที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มือดีด้านกฎหมาย ออกมาระบุว่าไม่มีอะไรน่าหนักใจ หรือแปลกใจ เพราะพรรคเพื่อไทยคือ “เป้าหมาย” ของการทำลายล้างอยู่แล้ว ก่อนย้อนศรฝ่ายตรงข้ามว่าจ้องแต่จะเล่นงานพรรคเพื่อไทยจนเขียนกฎหมายผิดธรรมชาติ สุดท้ายอาจกลายเป็น “หอกทิ่มแทง” ตัวเอง การเอา “บุคคลอื่น” ที่มิได้เป็นสมาชิกพรรคมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็อาจถูกตีความว่า “พรรคนั้นถูกครอบงำโดยบุคคลภายนอก” เช่นเดียวกัน

หากพิจารณาความสัมพันธ์ ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนที่พรรคพลังประชารัฐประกาศสนับสนุนให้เป็นนายกฯ นั้น “ร่องรอย” เหตุการณ์ที่ผ่านมาล้วนชัดเจน เหมือนหัวกับหางที่ต้องเดินทางไปด้วยกัน ไม่ใช่แค่วิดีโอคอลในงานสังสรรค์ แต่ไปปรากฏตัวให้เห็นกันแบบเปิดเผย จะเรื่องครอบงำ สั่งการ ก็เห็นๆ กันอยู่ 

จึงไม่น่าแปลกใจที่ “เนติบริกร” อย่าง “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ ต้องออกมาการันตีวิดีโอคอลของนายทักษิณไม่มีความผิด เป็นการพูดคุยธรรมดาในที่สาธารณะ ไม่ใช่การครอบงำ ไม่ถึงขั้นนำมาเป็นหลักฐานร้องยุบพรรค เพราะไม่เช่นนั้นจะพูดอะไรกันก็ไม่ได้เลย คำพูดของนายวิษณุเท่ากับเป็นการออกตัวไว้ ก่อนมิฉะนั้นเรื่องมันจะย้อนเข้าตัว

จะมีก็เพียงบรรดา “หางแถว”  ที่ยังดึงดันไม่เลิก เพราะเป็นวิธี “หาคะแนน” แบบไม่ต้องออกแรงมากด้วยการใช้วิธีเล่นเกมเตะตัดขา ดิสเครดิตคู่แข่ง โดยไม่ต้องสร้างผลงานอะไร

ปากบอกเป็นคนรุ่นใหม่เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ แต่สไตล์การเมืองโบราณ ตกยุค ไม่คิดจะแข่งขันด้วยการสร้างผลงาน ความดี แต่ใช้วิธีขุดประจานความชั่ว สวมบทศรีธนญชัยหาเหลี่ยม หาช่องกฎหมาย มาประหัตประหารคู่แข่ง ถ้าเอาความคิดไปใช้ในเชิงสร้างสรรค์บ้านเมืองคงจะดีกว่านี้

ทั้งหมดนี้บ่งบอกถึงอาการหวาดหวั่นพรรคเพื่อไทย ที่มี “ทักษิณ” เป็น เครื่องหมายการค้า วัดจากผลงานที่ผ่านมาและฐานเสียง ยังคงเป็นเต็งหนึ่งในสนามเลือกตั้ง ผลงานที่ทำไว้มีทั้งดีร้าย แต่ประทับใจชนชั้นรากหญ้า ถึงขั้นมี คำพูดว่า “รับเงินหมา กาเพื่อไทย”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกพรรคการเมืองต้องการเลียนแบบในเรื่องการทำนโยบายให้ติดตาตรึงใจประชาชน ถ้าเข้าเป้าทีเดียวก็หาเสียงได้ทั้งชาติ แต่มันไม่ใช่ของง่าย บางพรรคพยายามแล้วแต่ต้องล้มเลิก หันไปเล่น การเมืองแบบเก่า ซึ่งในที่สุดก็พิสูจน์แล้วว่าอันไหนของเทียม อันไหนของแท้  

ด้วยความที่ “อยากไปต่อ” รัฐบาลนี้ก็ต้องการสร้างผลงานทิ้งทวนให้เป็นที่โจษขาน เพื่อกลับมาสานงานต่อ ก่องานใหม่  ทำให้ “บิ๊กตู่” ต้องออกมาปรามอีกรอบ เรื่องการเมืองช่วงนี้เบาๆ หน่อย รัฐบาลมีงานต้องทำอีกเยอะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเปิดฉากเล่นเกมการเมือง แต่เป็นเวลาที่ต้องเร่งโชว์ผลงาน

ถ้ายังไม่มีอะไร “เป็นชิ้นเป็นอัน” จับต้องได้ ก็เหมือนไปตายเอาดาบหน้า ไม่ต่างอะไรกับเอา “สากกะเบือ” ไปสู้กับ “หอก-ดาบ” ในสนามเลือกตั้ง..!!

 




บริษัท สยามธุรกิจ แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด ติดต่อสอบถาม ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ