หน้าแรก
> อสังหาริมทรัพย์ >
ข่าวอสังหาริมทรัพย์
[ ฉบับที่ 878 ประจำวันที่ 12-3-2008 ถึง 14-3-2008 ]
|
จวกมาตรการลดภาษีกระตุ้นอสังหาฯไม่ถูกที่
|
| +
อันดับข่าวอ่านมากที่สุดนี้ |
|
|
|
|
|
| |
|
โสภณ ชี้ส่งเสริมเกิดการเก็งกำไร แนะควรสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค
โสภณ พรโชคชัย จวกมาตรการภาษี ส่งเสริมให้เกิดการเก็งกำไร โดยไม่มีมาตรการปรามไว้ ฝ่าย ศิริเจริญโฮมเซอร์วิส ชี้เป็นเพียงอุ้มระดับรากหญ้าเท่านั้น ด้าน เคเอ เพาเวอร์ฯ เชื่อยกเลิก 30%ลดภาษี ส่งผลตลาดอสังหาฯ ระยะยาว มั่นใจระยะสั้นยังไม่มีผลเหตุลูกค้าขาดความเชื่อมั่น แนะรัฐบาลกระตุ้นภาคสถาบันการเงินปล่อยกู้เพิ่ม เสริมกำลังซื้อลูกค้า ฝั่งเมเจอร์ฯ ยิ้มรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่มีมติคณะรัฐมนตรีเรื่องมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจเมื่อวันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ 2551 ตนเห็นว่าเป็นการนำเอามาตรการเดิมมาใช้ และถือเป็นมาตรการที่ไม่เหมาะสม จากการลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ จากเดิมที่กำหนดไว้อัตราร้อยละ 3 เป็นอัตราร้อยละ 0.1 สำหรับรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ จากกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ทั้งนี้ เฉพาะการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 1 ปี นับจากวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้มีการเก็งกำไรโดยไม่ปรามไว้ การเก็งกำไรเป็นสิทธิและถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตามการเก็งกำไรก็อาจสร้าง ปัญหาให้กับวงการพัฒนาที่ดินได้ในกรณีนักเก็งกำไรทิ้งดาวน์ ภาษีธุรกิจเฉพาะมีไว้เพื่อการ ปรามการเก็งกำไร จึงไม่ควรยกเลิก
นอกจากนี้ การลดการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนการโอนและค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดพักอาศัยและอาคารสำนักงานไปให้เหลือเพียงร้อยละ 0.01 สำหรับกรณีสนับสนุนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เท่ากับว่านอกจากทางราชการไม่ได้รับภาษีแล้ว ยังให้บริการแบบ ขาดทุน เพราะบ้านในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีราคาเฉลี่ยประมาณ 2.61 ล้านบาทต่อหน่วย หากเสียค่าธรรมเนียมเพียง 0.01% ก็เป็นเงินเพียง 261 บาทเท่านั้น
ทั้งนี้ มาตรการเหล่านี้ล้วนส่งเสริมแต่โครงการจัดสรรเท่ากับเน้นการส่งเสริมผู้ประกอบการเป็นสำคัญ การซื้อขายบ้านและที่ดินที่อยู่นอกโครงการจัดสรร หรือที่ไม่ใช่อาคารชุดหรืออาคารสำนักงานจะไม่ได้รับประโยชน์ มาตรการของทางราชการควรเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่และโดยทั่วหน้าจึงจะถูกต้อง
การลดภาษีนี้อาจดูคล้ายจะช่วยกระตุ้น ผู้บริโภคได้ส่วนหนึ่ง แต่การตัดสินใจซื้อคงไม่ได้อยู่ที่การเสียภาษีในอัตราต่ำเพียงร้อยละ 3 ซึ่งเท่ากับหรือต่ำกว่าค่านายหน้า และเป็นภาษีที่เสียเฉพาะในช่วงโอน ในสหรัฐอเมริกาเจ้าของบ้านต้องเสียภาษีทรัพย์สินประมาณร้อยละ 1.0 ต่อปี ทั้งนี้ควรส่งเสริมและให้การศึกษาแก่ประชาชนให้ทำหน้าที่พลเมืองดีด้วยการเสียภาษีน่าจะดีกว่า ดร.โสภณ กล่าว
ส่วนการลดภาษีนี้จะช่วยลดภาระให้ผู้ซื้อ-ขายทรัพย์สินนับแสนรายในระดับเพียงเล็กน้อย แต่กลับทำให้ทางราชการขาดรายได้ที่ควรได้รับเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศไปมหาศาล นับหลายหมื่นล้าน โดยในปีงบประมาณ 2550 กรมที่ดินจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ ได้ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท และถ้าไม่มีการลดค่าธรรมเนียมนี้ น่าจะเก็บได้อีก 6 หมื่นล้านบาทในปี 2551
ดร.โสภณ กล่าวอีกว่า หากรัฐบาลประสงค์จะส่งเสริมให้มีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้มากขึ้นจริง สิ่งที่ควรดำเนินการก็คือการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคตาม Escrow Account ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจแก่ผู้ซื้อว่า เมื่อซื้อบ้านแล้วจะได้บ้านจริง ไม่ใช่ได้แต่สัญญาซื้อขายหรือแค่เสาบ้านเช่นที่เคยเกิดขึ้นมา เสียดายที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ออกมาในลักษณะที่ไม่บังคับใช้ แต่ให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายตกลงใช้ Escrow Account ตามใจสมัคร การปรับใช้ Escrow Account อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นบ้าง แต่ถือเป็นการให้หลักประกันแก่ผู้บริโภค ผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบ สมควรปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด
ด้านนายสุทิยา ศิริเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศิริเจริญโฮมเซอร์วิส จำกัด เปิดเผยว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาล ประกาศออกมาใช้เป็นเรื่องที่ดีที่รัฐบาลจะเข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน แต่ในส่วนของภาคธุรกิจอสังหาฯ โดยเฉพาะการนำมาตรการ ภาษีธุรกิจเฉพาะได้รับการลดหย่อน ตรงนี้ต้องยอมรับว่า มาตรการดังกล่าวนี้เป็นการช่วยเหลือกลุ่มระดับรากหญ้าเท่านั้น
ในส่วนของกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นการช่วยแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นตัวกระตุ้น ซึ่งจะมีกลุ่มลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่เฝ้ารอมาตรการที่รัฐบาลจะออกมาเพิ่มเติมนั้น จะมีอะไรออกมาอีกหรือไม่ โดยเฉพาะในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย รวมไปถึงต้นทุนในการก่อสร้างบ้าน หากต้นทุนยังคงสูงขึ้น เป็นเหตุผลทำให้ผู้ประกอบการอาจมีการลดวัสดุก่อสร้างเพื่อไม่ให้ต้นทุนสูงขึ้นไปกว่านี้
สำหรับภาพรวมของตลาดอสังหาฯ ผู้ประกอบการมีการเปิดตัวโครงการบ้านใหม่ๆ ยังไม่มีความชัดเจนมากนัก ซึ่งหากมีการเปิดตัวโครงการใหม่ขึ้นมาก็เป็นแค่การดำเนินการตามแผนงานหรือเป็นการสร้างความเคลื่อนไหว ให้บริษัทออกมาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาพรวมของธุรกิจกำจัดแมลง ต้องยอมรับว่า หากธุรกิจอสังหาฯ ยังคงนิ่ง สิ่งที่ตามมาก็คือ ธุรกิจนี้จะมีการแข่งขันเพื่อความอยู่รอด ต้องดิ้นรน ด้วยการใช้วิธีการลดต้นทุนและนำสารเคมีราคาต่ำเข้ามาใช้ ทำให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เช่น ปัญหาปลวกกินบ้าน ปัญหาดังกล่าวนี้ ยังไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ได้ ขณะที่ธุรกิจปลวกเองก็เริ่มมีการส่งสัญญาณออกมา หากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ก็เท่ากับว่า ธุรกิจกำจัดแมลงอาจได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง
ส่วนนายกิตติ อภิชนบัญชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคเอ เพาเวอร์ จำกัด ผู้นำเข้าพื้นไม้ลามิเนตและอุปกรณ์เสริม เปิดเผยว่า การยกเลิกมาตรการกันสำรองเงินลงทุนต่างชาติ 30% และการออกมาตรการทางภาษีกระตุ้นธุรกิจอสังหาฯ การยกเลิกมาตรการ 30% จะส่งผลดีต่อตลาดอสังหาฯ ทำให้มีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ และการเข้ามาลงทุนและซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศมากขึ้น ตลอดจนส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากขึ้นส่งผลดีต่อผู้ประกอบการนำเข้าสินค้ามาจำหน่ายในประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลเสียต่อการส่งออกของผู้ประกอบการส่งออกด้วย
ส่วนมาตรการด้านภาษีนั้น เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อภาคธุรกิจอสังหาฯในระยะยาว ซึ่งน่าจะเห็นผลหลังจาก 6-12 เดือนไปแล้วเนื่อง จากผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นไม่กล้าตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยเนื่องจากเป็นสินค้าชิ้นใหญ่ที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก และต้องใช้ระยะเวลาในการตัดสินใจ ซึ่งการสร้างความเชื่อมั่นนั้นรัฐบาลต้องมีการกระตุ้นภาคสถาบันการเงินในการปล่อยกู้ให้มากขึ้นด้วยเนื่องจากหากไม่มีแหล่งเงินหรือธนาคารไม่ปล่อยกู้ก็จะส่งผลให้ลูกค้าไม่สามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้
> เมเจอร์ฯ ยิ้มรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายสุริยน พูลวรลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ MJD เปิดเผยว่า หลังจากที่รัฐบาลนำมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาใช้ ด้วยการลดค่าธรรมเนียมการโอน จาก 2% และค่าจดทะเบียนจำนองจาก 1% ให้เหลือ 0.01% สำหรับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท จะส่งผลดีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวม ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวขึ้น ก็จะผลักดันให้ธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องดีขึ้นตามไปด้วย ตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง เหล็ก รวมไปถึงแรงงานในธุรกิจก่อสร้าง
ส่วนการยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้น ถือว่า เป็นการกระทำที่ถูกต้อง และอยู่ในเวลาที่เหมาะสม โดยมองว่าจะส่งผลบวกทางด้านจิตวิทยา ทำให้นักลงทุนในต่างประเทศมีความเชื่อมั่นมากขึ้น และอาจกลับเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น
ในขณะที่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ แนะ overweight หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยมองว่าจะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล
|
|
|