นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า เนื่องจากในยุคปัจจุบันโลกก้าวเข้าสู่สังคมดิจิตอลส่งผลให้เทรนด์การช้อปปิ้งซื้อสินค้าจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคขณะนี้นิยมการซื้อสินค้าผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซหรือออนไลน์กันมากขึ้น ส่งให้ตลาดดังกล่าวมีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ล่าสุด บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ในเครือสหพัฒน์ จึงลงนามในสัญญาความร่วมมือด้านอี-คอมเมิร์ซกับ บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) เพื่อตอบรับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และต้องการความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้าสำหรับชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยนำสินค้าแบรนด์ในเครือสหพัฒนาฯ กับบริษัท ไอ.ซี.ซี อินเตอร์เนชั่นแนล ที่เราได้ทำการคัดสรรแล้วว่าเหมาะกับการทำตลาดผ่านอีคอมเมอร์สดังกล่าว ซึ่งมองว่าเป็นการเปิดช่องทางการขายให้มากขึ้นอีกช่องทางหนึ่งด้วย
“เครือสหพัฒน์เราได้ใช้เวลาในการทดลองในการทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมาเป็นเวลากว่า 10 ปี รวมทั้งเริ่มมีการนำร่องสินค้าหลากหลายแบรนด์ไปจำหน่ายในลาซาด้าตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งก็สามารถทำให้ยอดขายเติบโตได้จากช่องทางนี้ แต่ถ้าเทียบกับยอดขายรวม ตลาดออนไลน์ก็ยังโตเติบโตน้อยอยู่ เนื่องจากพฤติกรรมการซื้อของคนไทยยังเป็นรูปแบบการชอบเดินช็อปปิ้ง เพราะลูกค้าย่อมอยากเห็นและจับต้องสินค้าก่อน และปัจจุบันศูนย์การค้าก็เปิดขยายตัวเพิ่มขึ้นมาก แต่ในส่วนของกลุ่มคนรุ่นใหม่ก็มีรูปแบบที่ต่างกันออกไปโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่ถือเป็นกลุ่มใหม่ที่เราได้ทำการขยายช่องทางตลาดไปยังออนไลน์ แต่ทั้งนี้ บริษัทก็ยังคงเน้นการขายช่องทางหลักอยู่ แต่การขายบนออนไลน์นั้นเรามองว่าเป็นเพียงแค่การเพิ่มช่องทางการขายสินค้าให้มากขึ้นเท่านั้น”
หลังจากที่เราได้เข้าร่วมกับลาซาด้าจากนี้ไปพร้อมนำสินค้าทุกประเภทจากทุกกลุ่มธุรกิจในเครือสหพัฒน์ไปจำหน่ายมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในลาซาด้า เช่น กลุ่มธุรกิจแฟชั่นสำหรับผู้ชายและผู้หญิง ผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและความงาม ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงวัยเรียน สินค้าเครื่องใช้ภายในบ้าน รวมถึงสินค้าต่างๆ เพื่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เป็นต้น
ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันเครือสหพัฒน์ยังมีสัดส่วนยอดขายจากช่องทางอี-คอมเมิร์ซไม่ถึง 1% แต่จากการร่วมมือครั้งนี้มั่นใจว่าจะทำให้มีสัดส่วนเพิ่มเป็น 10% หรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาทภายใน 3 ปี ทั้งยังคาดว่าภายใน 20 ปียอดขายสินค้าในเครือสหพัฒน์ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์จะมีสัดส่วนใกล้เคียงกันคือ 50:50 โดยมีส่วนสำคัญมาจากการขยายช่องทางชอปปิ้งออนไลน์ผ่านลาซาด้าไปยังต่างประเทศ รวมถึงกำลังซื้อของกลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ที่เกิดในปี ค.ศ. 2000 หรือ พ.ศ. 2543
ทั้งนี้ สำหรับถ้าให้กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน มองว่าตอนนี้มาถึงสุดของปลายอุโมงค์แล้ว ซึ่งเชื่อว่าจากนี้ไปจะได้เวลาพบกับแสงสว่างและการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยทีดีอีกครั้งหนึ่ง โดยน่าจะเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ตั้งแต่ปลายเดือน ต.ค. 60 เป็นต้นไป โดยมั่นใจว่าผู้บริโภคจะเริ่มมีอารมณ์จับจ่ายสินค้าเพิ่มขึ้น