การท่องเที่ยวมั่นใจ แม้เจอฝนจนตลาดแผ่ว ทำตลาดจีนติดลบซะงั้นขณะภาพรวมครึ่งปีแรกโตแค่ 3% ลั่นไม่หวั่นเดินหน้าทุปกระปุก70 ล้าน กระตุ้นเต็มสูบ ผ่านกลยุทธ์เที่ยวเชิงกีฬา หรือ “Sport Tourism” หวังเม็ดเงินสะพัดสู่เศรษฐกิจไทย ด้านผู้ประกอบการขานรับตลาดเชิงสุขภาพกีฬาโต เตรียมทุ่มงบสร้างศูนย์รวมค้าปลีกกีฬาและไลฟ์สไตล์ของคนรักการออกกำลังกายครบวงจร
นาย ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับภาพรวมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวในประเทศไทยนั้นในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ถือว่ามีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นถ้าเทียบจากปีที่แล้วถึง 3% หรือคิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 15.5 ล้านคน ปัจจัยมากจากภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยดีขึ้น ททท.มีการ ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง และมีการเปิดเส้นทางบินใหม่เพิ่มขึ้น อาทิ รัสเซีย สแกนดิเนเวีย อังกฤษ เป็นต้น โดยเฉพาะตลาดจีนล่าสุดมีกว่า 3.8 ล้านคน เดินทางมาไทยเป็นอันดับหนึ่ง แต่ในในช่วงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนตุลาคม ของไทยเป็นฤดูฝน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวจีนมีอัตรามาเที่ยวลดลงประมาณ 5% โดยทาง ททท. จะเรียกช่วงนี้ว่า GREEN SEASON ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบและมีอุปสรรคต่อการท่องเที่ยวในประเทศไทยไปบ้างจากสภาพอากาศในฤดูนี้ จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนอาจจะลงลดในช่วงฤดูนี้เท่านั้น ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ทาง ททท. จึงมีแนวคิดในการเตรียมกระตุ้นนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา หรือ Sports Tourism เพื่อให้เกิดรายได้สู่ท้องถิ่นทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะสินค้าท่องเที่ยว ถือว่ากาลังเป็นกระแสในปัจจุบัน ไม่เพียงแค่ในประเทศเท่านั้น ต้องถือว่ากระแสการรณรงค์ให้เกิดการรักสุขภาพกำลังถูกผลักดันกันทุกๆ ประเทศทั่วโลก
“ ททท. เห็นว่าการส่งเสริมท่องเที่ยวโดยใช้กีฬาเป็นสื่อ มองว่าจะเป็นการเพิ่มรายได้ทางการท่องเที่ยวกับกลุ่มผู้รักกีฬาที่มีLifestyle แบบชอบความท้าทายในชีวิต ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวเหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง คือ ประมาณ 3-4 เท่าของนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ เมื่อพิจารณาแล้ว จึงเห็นชอบให้สนับสนุนการแข่งขันกีฬาที่ใช้สถานที่ท่องเที่ยวเป็นจุดขาย เช่น ไตรกีฬา ที่ต้องใช้ทะเลเป็นสถานที่แข่งว่ายน้ำ, ใช้ถนนเพื่อขี่จักรยานไปในสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม และเส้นทางวิ่ง ที่ส่วนใหญ่มักจะกำหนดให้วิ่งผ่านแหล่งชุมชนท้องถิ่นต่างๆ เป็นต้น”
โดยในช่วงที่ผ่านมา ทาง ททท. ได้มีการเริ่มทำกิจกรรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงกีฬาไปบ้างแล้ว อย่างเช่น สนับสนุนการแข่งขันไตรกีฬาแบบจริงจัง ในฐานะเจ้าภาพจัดงาน ครั้งแรกที่ที่อำเภอสัตหีบ ซึ่งใช้องค์พระพุทธรูปแกะสลัก ที่เขาชีจรรย์เป็นจุดขายครั้งนั้นมีชาวต่างชาติเข้ามาร่วมแข่งขันเป็นจำนวนมาก และถือว่าประสบความสำเร็จ และต่อ ที่บางแสน ททท.เริ่มใส่ความเป็น Thai Taste เข้าไปเพื่อให้การแข่งขันกีฬาและการท่องเที่ยวผสมผสานได้แบบลงตัว โดยมีการจัดงานวัดชิงช้าสวรรค์ ซุ้มอาหาร การออกร้านขายของที่ระลึกของชุมชน ทำให้มียอดผู้แข่งขันและนักท่องเที่ยว มาร่วมงานเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว ทาง ททท. ได้ทำวิจัยซึ่งได้รับความพึงพอใจในกิจกรรมดังกล่าวถึง 97%
นอกจากนี้ ททท. ยังได้เป็นเจ้าภาพร่วมกับทางผู้จัด Thailand Tri-League และจังหวัดชลบุรี จัดการแข่งขันปิดเมืองพัทยาแบบ 100% ใช้ชื่อการแข่งขันว่า AMAZING THAILAND PATTAYA TRIATHLON โดยมีชาวต่างชาติชาวไทย และคนรุ่นใหม่แห่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวเป็นจานวนมาก และยังได้รับเกียรติโดยพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภร ทรงเสด็จร่วมแข่งขันกับนักไตรกีฬาระดับโลก และได้รับรางวัลอันดับที่ 3 ของรุ่นอายุของพระองค์ท่าน เป็นที่ปราบปลื้มของชาวไทยและเมืองพัทยาในพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านอย่างมาก
ผู้ว่า ททท. กล่าวต่อว่า จากการที่เราเริ่มจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงกีฬาไปบ้างเราได้ทำวิจัยและมีการคาดการณ์คร่าว ๆว่าการมุ่งเน้นจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวแบบดังกล่าวจะ สามารถก่อให้เกิดรายได้สู่ระบบเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม ประมาณ 60 ล้านบาทต่อครั้ง อีกทั้งยังมีการถ่ายทอดไปทั่วประเทศและทวีปเอเชียมากกว่า 50 ล้านครอบครัวเรือนซึ่งคิดเป็นมูลค่าหลายล้านบาท
ดังนั้น สำหรับในครึ่งปีหลังนี้ทาง ททท.เองวางแผนจะทำการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงกีฬาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยในการกระตุ้นการด้านการท่องเที่ยวและการกีฬาหรือ Sport Tourism destination ด้วยการหามหกรรมกีฬาระดับโลกมาจัดในประเทศไทย พร้อมกับสร้างให้ประเทศไทยเป็น “SAW Tourism” ซึ่งมาจาก Sport and Wellness Tourism คือเมื่อนักกีฬาเข้ามาแล้วจะมีการขายแพ็กเกจที่เกี่ยวข้องกับการตรวจและดูแลสุขภาพด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดการใช้จ่ายในไทยเพิ่มขึ้น อาทิ การจัดวิ่งมาราธอน หรือ การปั่นจักรยาน เป็นต้น ซึ่งได้เตรียมวางงบประมาณไว้ราว 70 ล้านบาท ที่วางแผนจะจัดการวิ่งมาราธอนรายการใหญ่ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ที่คาดว่าจะร่วมกับบริษัท ไอรอนแมน ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การจัดการแข่งขันมาราธอนระดับโลก 6 รายการ ได้แก่ บอสตัน มาราธอน ชิคาโก มาราธอน นิวยอร์ก มาราธอน ชิคาโก มาราธอน นิวยอร์ก มาราธอน ลอนดอน มาราธอน เบอร์ลิน มาราธอน และโตเกียว มาราธอน ซึ่งกิจกรรมโมเดลดังกล่าวนี้ในสหรัฐสามารถสร้างรายได้ราว 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ที่ทางเราคาดว่าจะนำโมเดลการจัดมหกรรมการแข่งขันไทยแลนด์ มาราธอน แบบดังกล่าวมาจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการเจรจาเพื่อมาจัดในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าถ้าได้มีการจัดกิจกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นจริง คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วม 40,000 คน โดยอาจจะมีนักวิ่งมาราธอนที่เป็นชาวต่างชาติมาร่วมไม่ต่ำกว่า 15% หรือราว 6,000 คนหรืออาจมากถึง 10,000คน ซึ่งคนเหล่านี้จะนำครอบครัวเข้ามาเที่ยวไทยช่วงนั้นและจะทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทย และจะส่งผลให้มีรายได้สะพัดในประเทศไม่ต่ำกว่า 40,000-50,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าภาพรวมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยปี 2560 นี้คาดว่าจะมีรายได้รวมกว่า 2.76 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น นักท่องเที่ยวต่างชาติ 34.39 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.51% มีรายได้ 1.81 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% ตลาดในประเทศ มีนักท่องเที่ยว 154 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 6.19% มีรายได้ 9.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 10%
ด้าน นายพงศ์วรรธน์ ติยะพรไชย ผู้บริหารโครงการ Stadium One กล่าวว่า จากภาพรวมตลาดสินค้าและบริการด้านสุขภาพของคนไทยมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการเติบโตของตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพและการออกกำลังกายของคนไทยมูลค่า 1.1 แสนล้านบาท ในปี 2555 เพิ่มเป็น 1.6 แสนล้านในปี 2558 ตัวเลขผู้เข้าร่วมกิจกรรมกรุงเทพมาราธอนเพิ่มจาก 3,000-4,000 คนในอดีต เป็น 30,000-40,000 คนในปัจจุบัน
ล่าสุด บริษัทฯ ได้รับสัมปทานจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการก่อสร้างและบริหารโครงการ Stadium One บนที่ดิน 10 ไร่ บริเวณหลังสนามกีฬาแห่งชาติ (สนามศุภชลาศัย) โดยจะใช้งบประมาณการลงทุนราว 300 ล้านบาท ในการก่อสร้างอาคารคอมมูนิตี้มอลล์แนวใหม่ ภายใต้แนวความคิด “Stadium of Life”ศูนย์รวมค้าปลีกกีฬาและไลฟ์สไตล์ของคนรักการออกกำลังกายที่ครบวงจร ครั้งแรกของเมืองไทยและในอาเซียน (Bangkok’s First Sport Retail and Active Lifestyle)
สำหรับโครงการ Stadium One ตั้งอยู่บนถนนพระราม 1 ตัดกับถนนบรรทัดทอง ใกล้กับสนามกีฬาแห่งชาติและสนามฟุตบอลเทพหัสดิน เชื่อมต่อกับพื้นที่อุทยานจุฬาฯ 100 ปี สวนสาธารณะขนาดใหญ่กว่า 30 ไร่ ปอดแห่งใหม่ของคนกรุงเทพฯ ภายในโครงการประกอบด้วยร้านค้าปลีก 129 ร้าน พื้นที่ค้าปลีก 5,000 ตารางเมตร แบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนของร้านค้าปลีก และส่วนของศูนย์บริการการออกกำลังกายและการจัดกิจกรรม
“ Stadium One แห่งนี้จะเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร และสามารถดึงกลุ่มเป้าหมายผู้รักการออกกำลังกาย รวมทั้งกลุ่มลูกค้าที่มองหาสินค้า อุปกรณ์กีฬาที่ครบวงจร และจะเป็นศูนย์กลางของการจัดกิจกรรมด้านกีฬาของประเทศไทย ซึ่งโครงการได้เตรียมความพร้อมและความสะดวกไว้รองรับ ทั้งด้านพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับสนามกีฬาและสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ใกล้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (มีบริการรถรับ-ส่งในจุฬาฯ) อีกทั้งยังเชื่อมต่อกับย่านช้อปปิ้งใจกลางเมืองอันเป็นที่นิยมของคนไทยและชาวต่างชาติ โดยในโครงการยังมีความสะดวกต่างๆให้บริการ อาทิ ล็อกเกอร์ ห้องอาบน้ำ รวมทั้งลานจอดรถที่รองรับได้ประมาณ 150 คันในบริเวณโครงการ และสามารถจอดรถในระยะ 200 เมตรรอบโครงการ ประมาณ 1,000 คัน นอกจากนั้นยังสะดวกด้วยการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า ลงสถานีสนามกีฬา ใช้เวลาเดินเพียง 3 นาที ในระยะไม่เกิน 300 เมตรจากสถานี ”
ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการที่สนใจเข้ามาจองพื้นที่ในโครงการ Stadium Oneแล้ว 40% หลังจากนี้จะทำการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น คาดว่าจะส่งผลถึงอัตราการจองที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย ในส่วนของอัตราค่าเช่าเริ่มต้นที่ 350 บาทต่อตารางเมตร โดยรายได้หลักของ Stadium Oneจะมาจากค่าเช่าพื้นที่ค้าปลีก 90% อีก 10% มาจาก สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ โดยจะมีบริษัทที่เข้ามารับสัมปทานดูแลในส่วนนี้ รวมทั้งรายได้จากการจัดกิจกรรมที่จะช่วยสร้างความคึกคักให้กับ Stadium Oneตลอดทั้งปี
“ ขณะนี้บริษัทฯ ได้เจรจากับพันธมิตรรายใหญ่ในการเข้ามาใช้พื้นที่อาทิ วอริกซ์สปอร์ต, ช้างศึกเมกะสโตร์, แบรนด์เสื้อผ้ากีฬาไทยต่างๆ สำนักงานสมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) , แบรนด์รองเท้ากีฬา แบรนด์จักรยาน รวมถึงอยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่มธุรกิจโลจิสติก เพื่อรองรับการขนส่งพัสดุในอนาคต นอกจากนี้ยังมีพันธมิตรที่ต้องการใช้พื้นที่จัดกิจกรรมขอจองพื้นที่ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว”
----------------
รูปภาพประกอบ : http://sporttourismsummit.ie/