นาย พล ศรีแดง ผู้อำนวยการอาวุโส แบรนด์ ชาบูตงร้านราเมนต้นตำรับจากประเทศญี่ปุ่น โดยสุดยอดเชฟราเมนทีวีแชมป์เปี้ยน รายแรก และรายเดียวในประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจราเมนในประเทศไทยว่า มูลค่าตลาดรวม (เฉพาะตลาดราเมน) ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าราว 3,000ล้านบาท ปัจจุบันชาบูตงมีส่วนแบ่งการตลาดราว 10% ถือเป็นอันดับที่ 1 จากผู้ประกอบการในธุรกิจร้านราเมนระดับพรีเมียมมีผู้เล่นหลักอยู่ราว 3 แบรนด์ และจากภาพรวมธุรกิจในช่วงครึ่งปีแรกยอดขายเป็นไปตามที่คาดไว้โดยมั่นใจว่าภายในสิ้นปีนี้ยอดขายชาบูตงจะเติบโตราว 10% มาจากสาขาเดิมที่เติบโต 5% และเปิดใหม่อีก 2 สาขา ได้แก่ จามจุรีสแควร์ และเซ็นทรัลพระราม 2 พร้อมทำการรีโนเวตสาขาเดิมอีก 3 สาขา ได้แก่ สาขาพารากอน , เซ็นทรัลพระราม 3 และเซ็นทรัลเวิล ให้มีความสวยงามและทันสมัยเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยสิ้นปีมั่นใจว่าจะสามารถมีรายได้รวมราว 255 ล้านบาท
นอกจากนี้บริษัทได้วางแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทไว้ภายในระยะเวลา 3-5 ปีนับจากนี้ ในการวางงบประมาณไว้ที่ราว 100 ล้านบาท ตั้งเป้าขยายสาขาให้ครบ 30 สาขา จากปัจจุบันเปิดให้บริการอยู่ 15 สาขา ที่ส่วนมากจำนวนสาขาอยู่ในกรุงเทพฯ เกือบหมด มีเพียง 1 สาขาเท่านั้นที่อยู่ใน จ. เชียงใหม่ เพื่อผลักดันยอดขายในอีก 3-5 ปีให้เติบโตเป็น 400-500 ล้านบาท
ส่วนแนวทางการทำตลาดในแต่ละปีบริษัทใช้งบลงทุนราว 10-15 ล้านบาท แบ่งงบไปราว 50 % ในการรุกทำตลาดออนไลน์มากขึ้นในส่วนของการเพิ่มช่องทางการจำหน่าย ชาบูตงมีแผนที่จะเพิ่ม Digital Commerce Touch Points เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นเช่น เปิดตัว Mobile Application, Online Ordering ต่างๆและเพิ่มช่องทาง Delivery และ Take Away เนื่องจากในปีที่ผ่านยอดขายจากช่องทางนี้เติบโตค่อนข้างมาก เพราะเป็นการสร้างทางเลือกใหม่ให้แก่ลูกค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งระยะนี้ผู้บริโภคเริ่มรับรู้บริการดังกล่าวดีขึ้นแล้ว จึงส่งผลให้ปัจจุบันเรามีสัดส่วนยอดขายแบบ Take away อยู่มี 5% และที่เหลือยังคงเป็นการนั่งรับประทานอาหารในร้าน (Dine In ) อยู่ที่ 95%
ล่าสุด ในปีนี้เราจึงทำการปรับเปลี่ยน “Grand Menu 2017”ที่เน้นความจุใจ และความคุ้มค่าของเมนูเพิ่มขึ้น พร้อมมีการปรับราคาขึ้นตามเล็กน้อยเพื่อให้สอดคล้องกับเมนูใหม่ที่เพิ่มความคุ้มค่ามากขึ้น โดยการเน้น Topping เพราะคนไทยชอบทานราเมน พร้อมกับ Topping เยอะๆโดยแบรนด์จะนำเสนอเมนูใหม่ๆ ในทุกๆ 2-3 เดือน/เมนู โดยทุกๆเมนูที่ออกมาจะคัดสรรจากความนิยมของลูกค้าเป็นหลักซึ่งล่าสุด ชาบูตงเพิ่งปล่อยเมนูใหม่ “วาฟุ คอนซอมเม่ ราเมน” เข้ามาทำตลาดเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายหลักของชาบูตงที่จะเป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษาคนวัยทำงาน และเจ้าของธุรกิจอยู่ในช่วงอายุ 18-44 ปี ส่วนกลุ่มเป้าหมายรอง เป็นนักท่องเที่ยว(ชาวจีน) และชาวญี่ปุ่นที่มาทำงานในประเทศไทย ที่ช่วงอายุ 25 ปีขึ้นไป
ผู้บริหารกล่าว ทิ้งท้ายว่า จากภาพรวมการแข่งขันธุรกิจร้านอาหารยังรุนแรงอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากนายทุนที่ต้องการเข้ามาเปิดกิจการ โดยเฉพาะการชิงทำเลศักยภาพที่ตั้งอยู่ภายในศูนย์การค้า ต้องยอมรับว่าแย่งกันอย่างหนัก แต่ผู้ประกอบการห้างฯ มักเลือกแบรนด์มีชื่อเสียงมากกว่าร้านค้าที่ไม่คุ้นเคย ส่วนการปรับตัวธุรกิจร้านอาหารคงเน้นการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ช่องทางออนไลน์กลายมาเป็นทางเลือกของผู้ประกอบการ เนื่องจากไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยบริการลูกค้าภายในร้าน ก็เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ช่วยบริหารต้นทุนเช่นเดียวกัน