นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร กล่าวว่า บริษัทได้วางแผนดำเนินงานระยะ 3 ปี (2560-2563) ด้วยการตั้งเป้าทรานส์ฟอร์มสู่องค์กรดิจิทัลด้วยการลงทุน 1,000 ล้านบาท นำระบบอีอาร์พีซอฟต์แวร์มาใช้ในการบริการจัดการ ทั้งระบบซัพพลายเชน ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการผลิต โลจิสติกส์ พัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ที่เน้นคุณภาพ สอดรับยุทธศาสตร์เบทาโกร ปี 2563-2573 มุ่งเติบโต 10-15% นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนลงทุนอย่างต่อเนื่อง 4,000-5,000 ล้านบาทต่อปี สร้างโรงงานอาหารแปรรูปจากผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ และสร้างฟาร์มคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่อีก 1 แห่ง เพื่อรองรับกับพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ในปริมาณที่เพิ่มขึ้น รวมถึงแผนงานการเปิดโรงงานขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างด้วย
ล่าสุด ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ของ “เอสเพียว” ได้รับการรับรอง “Raise without Antibiotics certified by NSF” เป็นรายแรกของโลก เมื่อปี 2559 ถือเป็นการรับรองระบบการเลี้ยง โดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ จากองค์กรด้านความปลอดภัยและสาธารณสุขที่ไม่แสวงผลกำไร เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ในฐานะหน่วยงาน กำหนดมาตรฐาน ตรวจสอบ และออกใบรับรองให้แก่อุตสาหกรรมอาหาร น้ำดื่ม ผลิตภัณฑ์อุปโภคและบริโภค เพื่อลดผลกระทบด้านสุขภาพและป้องกันปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่พบว่ามีความใส่ใจในสุขภาพของตนเอง ให้ความสำคัญในการเลือกซื้อและบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพสูงและปลอดภัย เพื่อสร้างสุขภาพที่ดีในระยะยาว
สำหรับตลาดในประเทศ ปัจจุบันเอสเพียวถือครองส่วนแบ่งตลาดอาหารสดระดับพรีเมียม 90% และยังคงมุ่งเน้นการขยายช่องทางจำหน่ายให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น ทั้งในเขตเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยวร้านค้าปลีก ชั้นนำ รวมทั้งวางแผนเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “ไก่เอสเพียว NSF รับรองเป็นรายแรกของโลก” เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของการบริโภคเนื้อไก่สดที่มีคุณภาพ ภายใต้การรับรอง เอ็นเอสเอฟ โดยจะออกอากาศพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นไป
ส่วนด้านตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ล้วนเป็นประเทศที่เข้มงวดกับคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์จากเนื้อไก่ มีการตรวจสอบด้านความปลอดภัย สารตกค้าง ทำให้ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ของเครือเบทาโกรมีข้อได้เปรียบ ทั้งประสิทธิภาพการผลิต ปัจจัยการผลิต มาตรฐานการผลิต เทคโนโลยีการผลิต ส่งผลให้ตอบสนองความต้องการตลาดได้ดีกว่า โดยคาดว่าปีนี้จะมีปริมาณการส่งออกเนื้อไก่ 7.7 หมื่นตัน หรือเพิ่มขึ้น 10% จากปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันยังวางแผนขยายช่องทางการขายส่งและขายปลีกในประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง และกลุ่มประเทศในสแกนดิเวียเพิ่มขึ้นด้วย