ขสมก.เร่งทวงหนี้รถร่วมฯ พันล้าน เอกชนดื้อแพ่ง “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย”

วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ขสมก.เร่งทวงหนี้รถร่วมฯ พันล้าน เอกชนดื้อแพ่ง “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย”


สหภาพฯ ขสมก. บี้ผู้บริหารเร่งรัดทวงหนี้รถร่วมฯ มูลค่า 1 พันล้านบาท ก่อนโอนย้ายให้กรมการขนส่งฯ ดูแล หากไม่จ่ายหมดสิทธิ์ประมูลเส้นทางเดินรถใหม่ ด้านรถร่วมฯ ดื้อแพ่ง ไม่มี ไม่หนี้ ไม่จ่าย เผยหลายบริษัทเตรียมปิดตายเพราะสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว รวมทั้งขากทุนสะสมหนัก

                  นายวีระพงษ์ วงแหวน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยกับ “สยามธุรกิจ” ว่า ขณะนี้บอกได้ว่าทาง ขสมก. ได้เปลี่ยนหน้าที่การทำงานแล้ว จากเดิมที่เป็นผู้วางเส้นทางการวิ่งให้กับรถเมล์ ขสมก. และรถร่วม ขสมก. พร้อมทั้งได้เก็บค่าสัมปทานการวิ่งรถเมล์ร่วมด้วย เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายของ ขสมก. ส่วนหนึ่ง แต่ในปัจจุบันนี้ได้เปลี่ยนมาเป็นการวิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีกรมการขนส่งทางบกเป็นผู้ดูแลเส้นทางวิ่ง และเก็บค่าสัมปทานในการวิ่งด้วย

                ด้วยทางสหภาพฯ เห็นว่า ขสมก. มีงานที่ลดน้อยลง จึงต้องการสร้างความเข้มแข็งให้กับทาง ขสมก. เพิ่มมากขึ้น ทางสหภาพฯ จึงต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจทุกเรื่องของบอร์ดบริหารของ ขสมก. เริ่มจากรถเมล์เอ็นจีวี ซึ่งทางบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ผู้รับผิดชอบรถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 489 คัน กระทำไม่ถูกต้องทางกฎหมาย ก็สมควรที่จะยกเลิกไปทั้งหมด

                “สิ่งที่ไม่ควรลืมคือการเก็บค่าสัมปทานรถร่วม ขสมก. ที่ติดค้างมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี มูลค่ารวมกว่า 1 พันล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย จึงอยากให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ เพราะถึงแม้ว่าจะโอนย้ายไปอยู่ในความรับผิดชอบของกรมการขนส่งฯ แล้วก็ตาม เพราะการติดค้าง เบี้ยวจ่ายค่าสัมปทาน ถือเป็นคดีแพ่ง และหากกรมการขนส่งฯ จัดการเส้นทางแล้วเสร็จ พร้อมเปิดประมูลเส้นทางใหม่ ก็ต้องระบุไว้ด้วยว่า บริษัทรถร่วมฯ รายใดยังไม่จ่ายหนี้แก่ ขสมก. ก็หมดสิทธิ์เข้าประมูล เพราะเป็นหนี้แล้วก็ต้องใช้”

                แหล่งข่าวในวงการรถร่วม ขสมก. กล่าวกับ “สยามธุรกิจ” ว่า ขสมก. ได้ทวงหนี้บรรดารถร่วม ขสมก. ทุกบริษัท ให้จ่ายหนี้ย้อนหลังเงินที่ค้างค่าสัมปทานเมื่อ 10 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าไม่มีความชอบธรรมเลย และบรรดารถร่วมฯ ทั้งหมดได้สรุปออกมาแล้วว่าจะไม่ยอมจ่ายหนี้ให้แน่ ตามสโลแกน “ไม่มี ไม่หนี้ ไม่จ่าย” ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ ไม่เป็นไปตามกฎค่าสัมปทานอย่างถูกต้อง และเหตุผลข้อที่ 2 คือ บรรดารถร่วมฯ ไม่มีเงินจ่ายหนี้ให้

                “ทางรถร่วมฯ ต้องขออธิบายให้ทาง ขสมก. ได้ทราบความเป็นจริงว่า ในปี 2545-2550 ทางกระทรวงการคลังได้ยกค่าสัมปทานให้กับรถร่วมฯ ทั้งหมด เนื่องมาจากราคาน้ำมันดีเซลได้สูงกว่าลิตรละ 40 บาท และราคาค่าโดยสารก็ไม่สามารถปรับให้สูงขึ้นกว่าที่ ขสมก. บังคับได้ เพื่อทำให้รถร่วม ขสมก. อยู่ได้ รวมถึงประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็มีรถเมล์ให้โดยสารต่อไปด้วย จึงต้องทำการผ่อนผันให้”

                นอกจากนี้ในปี 2550 ทาง ผอ. ของ ขสมก. ก็ได้เก็บค่าสัมปทานใหม่ เพราะรถร่วมฯ ทุกสายได้เปลี่ยนเครื่องยนต์มาเป็นเอ็นจีวีทั้งหมดแล้ว จะมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำลงแต่กำไรเพิ่มขึ้น รถเมล์ร้อนเสีย 30 บาท/วัน รถแอร์เสีย 60 บาท/วัน แต่เมื่อวิ่งมา 1 ปี จึงทราบว่ามีแต่ขาดทุน จึงได้ขอลดลงมาเหลือเพียงแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น ซึ่งก็ได้รับการอนุมัติ เพราะทุกอย่างที่เสนอไปเป็นความจริงทั้งหมด

                “เมื่อนำหลักฐานทั้งหมดมารวมกัน และสถานการณ์การเงินของรถร่วมฯ ทุกสายที่ประสบการขาดทุนอยู่ จึงทำให้ไม่มีเงินที่จะนำไปใช้หนี้ให้กับ ขสมก. ตามที่ทวงถามมาได้ และเมื่อนำเรื่องที่ทางกรมการขนส่งทางบกจะเป็นผู้คิดค่าสัมปทานการวิ่งให้กับรถร่วมฯ แทน ขสมก. ที่จะเริ่มใช้ในปีนี้ โดยคิดเงินบริษัทละ 1,000 บาท/ปี เท่านั้น ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ยังไม่คุ้มกับการวิ่งให้บริการเลย”

                ทั้งนี้เพราะราคาก๊าซเอ็นจีวีมีราคาสูงถึงลิตรละ 13.50 บาท ค่าโดยสารต่อคนที่ต่ำมาก ค่าจ้างพนักงานขับรถและพนักงานเก็บค่าโดยสารที่สูง รวมถึงค่าซ่อมแซมที่มีอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่คิดค่าสัมปทานการวิ่งเลยก็มีแต่ขาดทุนเท่านั้น แม้จะให้วิ่งเส้นทางเดิมอีก 2 ปี และต้องทำการปรับเปลี่ยนสภาพรถให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะได้ทำการประมูลเส้นทางใหม่ในปีที่ 3 ก็คงจะแพ้ต่อผู้ประมูลรายใหม่แน่ จึงคาดการณ์ได้เลยว่ารถร่วม ขสมก. ที่วิ่งอยู่ในปัจจุบันนี้จะต้องเป็นประวัติศาสตร์ในปี 2 ปีข้างหน้าแน่

                ขณะที่ นางภัทรวดี กล่อมจรูญ นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทาง กล่าวว่า ค่าสัมปทานรายวันที่ทางสมาคมฯ ยังติดค้างกับทาง ขสมก. อยู่นั้น ถือเป็นเรื่องที่ทาง ขสมก.ทำไม่ถูกต้องนัก เพราะมีการทวงถามค่าสัมปทานที่ติดค้างอยู่ทุกวัน ทั้ง ๆ ที่ทราบดีว่า บรรดารถร่วมฯ ทุกบริษัทมีแต่ขาดทุนไม่มีกำไรเข้ามาเลย หากนำรายได้ไปใช้หนี้ค่าสัมปทานแล้วจะนำเงินที่ไหนมาเติมก๊าซเอ็นจีวีเพื่อวิ่งให้บริการคนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

                อย่างไรก็ดี บรรดาสมาชิกของสมาคมฯ มีแนวโน้มที่ปิดบริษัทหลายบริษัท ด้วยสาเหตุแรกที่ถูกประชาชนผู้ใช้บริการด่าว่าตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นสภาพรถที่ทรุดโทรม มารยาทของคนขับและกระเป๋ารถ พร้อมทั้งถูกทางรัฐบาลบอกว่าหากมีสภาพไม่พร้อมที่จะให้บริการประชาชนก็สมควรที่จะปิดบริษัทไปหาอาชีพอื่นทำแทน

                “จากการประมวลข้อมูลทั้งหมดที่ได้เริ่มทำงานรถร่วมบริการมานาน พบว่า ต้องขาดทุนมาตลอด เริ่มจากต้องลงทุนเปลี่ยนรถเมล์ใหม่มาเป็นเครื่องยนต์เอ็นจีวี จากเดิมที่เป็นเครื่องยนต์ดีเซล เพราะทาง ขสมก. ได้สั่งให้เปลี่ยน แต่ตัวเองไม่ยอมเปลี่ยนยังใช้เครื่องยนต์ดีเซลเหมือนเดิมจนถึงปัจจุบันนี้ ประเด็นที่สองคือ การให้เก็บค่าโดยสารในราคาที่ต่ำมาก แต่ต้นทุนไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนของพนักงาน ค่าอะไหล่ และค่าเชื้อเพลิงมีราคาสูง ทำให้คนขับต้องเร่งทำรอบให้ได้มากที่สุด แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะมีกำไรเพิ่มขึ้นได้เลย และในความเป็นจริงแล้วมีความต้องการที่จะเลิกประกอบอาชีพรถร่วมบริการเป็นอย่างมาก เพราะมีแต่ขาดทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่หากปิดบริษัทไม่มีเงินหมุนเวียนก็จะเป็นหนี้เสียของทางธนาคาร รถเมล์ร่วมฯ ก็จะต้องถูกจอดทิ้งไว้ คนงานก็จะต้องตกงานอีกเป็นจำนวนมาก ผู้โดยสารในกรุงเทพและปริมณฑลก็จะไม่มีรถเมล์ให้ใช้บริการที่เพียงพอดังนั้นเพื่อประคองให้ภาวะเศรษฐกิจยังอยู่ในสภาพเดิม จึงต้องการให้ทางรัฐบาลให้การช่วยเหลือเพื่อทำให้บรรดารถร่วมฯ สามารถประคองตัวให้อยู่รอดได้ ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสินที่ยาวนานอีกต่อไป”

                



บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ