ไทยได้ปลื้ม หลังส่งออกเริ่มฟื้น “สมคิด”มั่นใจโตตามเป้า 5%นักวิเคราะห์แนะระวังปัจจัยเสี่ยงรอบด้านอีไอซีกังวลความเสี่ยงโลกกระทบแม้ตัวเลขมี.คพุ่ง9.2%ด้าน ทีเอ็มบี แนะจับตาสินค้าไทยถูกกระทบจากนโยบายทรัมป์ รวมทั้งภาวะสงครามที่ส่อแววระอุ ขณะที่มองการส่งออกไทยไป EU ได้แรงหนุนจากสินค้าอุตสากรรมการเกษตร
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การส่งออกของไทยเดือนมี.ค.60 ที่ขยายตัวได้ถึง 9.2% ทำให้ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ การส่งออกไทยขยายตัวได้ 4.9%ถือว่าเป็นตัวเลขที่ดี และเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกได้ฟื้นตัวขึ้นแล้ว ส่งผลให้การส่งออกไทยมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นด้วย โดยยังเชื่อว่าทั้งปี 60 นี้การส่งออกจะขยายตัวได้ถึง 5% ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้มากน้อยเพียงใดนั้น ต้องขึ้นกับการลงทุนของภาคเอกชนด้วย เพราะปัจจัยอื่นต่างก็ปรับตัวดีขึ้นแล้ว เช่น ราคาสินค้าเกษตรก็ปรับตัวดีขึ้น การท่องเที่ยวก็มีแนวโน้มดีมาตลอด 2-3 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้นในขณะนี้จึงถือว่าไม่มีเรื่องใดที่น่าเป็นห่วง ซึ่งในภาพรวมเศรษฐกิจเชื่อว่า GDP ไตรมาส 1/60 จะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่าไตรมาส 4/59 ขณะเดียวกันเชื่อว่า GDP ไตรมาส 2/60 ก็จะเติบโตดีขึ้นกว่านี้ เนื่องจากเริ่มเห็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐที่จะทยอยออกมา
ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์โลกที่เกิดขึ้นในขณะนี้ นายสมคิด มองว่า เรื่องความเสี่ยงมีอยู่ด้วยกันทุกประเทศ ไม่เฉพาะประเทศไทยประเทศเดียว ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ประมาท และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมมองว่าในภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ต้องหาแนวทางที่ทำให้การเติบโตกระจายลงไปถึงเศรษฐกิจฐานรากด้วย เพราะเมื่อระดับเศรษฐกิจฐานรากมีเม็ดเงินมากพอ ก็จะทำให้มีรายได้มากขึ้น และส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจทั้งระบบ
สำหรับปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจโลกนั้น ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ และธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี) อีไอซีมองว่า มูลค่าการส่งออกไทยในไตรมาสแรกที่เติบโตกว่า 4.9%YOY ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมัน และภาคอุตสาหกรรมโลกที่ฟื้นตัวเป็นสำคัญ ซึ่งสนับสนุนให้การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมัน และสินค้าอุตสาหกรรมหลักเติบโต อย่างไรก็ตาม อีไอซียังคงคาดว่ามูลค่าการส่งออกทั้งปี 2017 จะขยายตัวเพียง 1.5% เนื่องจากอัตราการขยายตัวของราคาน้ำมันมีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ภาวะปกติตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป ประกอบกับนโยบายการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ เริ่มตึงเครียดมากขึ้น จากประเด็นที่ไทยเป็นหนึ่งใน 16 ประเทศคู่ค้าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกคำสั่งตรวจสอบและหามาตรการเพื่อลดการขาดดุลการค้า
ทั้งนี้ อีไอซีมองว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป และกลุ่มสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบ คือ 1) กลุ่มสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษ GSP เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ อาหารปรุงแต่ง ถุงมือยาง ทั้งนี้ สินค้าส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐฯ ที่ได้รับสิทธิ์ GSP คิดเป็น 23.2% ของการส่งออกไปสหรัฐฯ ทั้งหมด 2)กลุ่มสินค้าที่เป็นเหตุให้สหรัฐฯ ขาดดุล เช่น คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ และ 3) สินค้าเกษตรที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เช่น ข้าว โดย อีไอซีคาดว่าเศรษฐกิจไทย ปี 2560 ขยายตัว 3.3%
ด้านศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ระบว่า หากสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้ากับไทยจริง สินค้าส่งออกที่ผู้ประกอบการไทยจะถูกกระทบโดยตรงจะเป็นสินค้าที่ไทยเกินดุลกับสหรัฐฯมาก และสหรัฐฯพึ่งพาการนำเข้าจากไทยในสัดส่วนที่สูงเทียบกับการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งได้แก่ สินค้าประเภทอัญมณี อาหารทะเลแปรรูป และยางธรรมชาติ
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้อนุมัติคำสั่งตรวจสอบ 16 ประเทศที่สหรัฐฯมีการขาดดุลการค้าในระดับสูงเพื่อหาสาเหตุและแนวทางแก้ไขการขาดดุลการค้าดังกล่าว ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งใน 16 ประเทศด้วย โดยในปี 2016 สหรัฐฯมีการขาดดุลการค้ากับประเทศไทยเกือบหนึ่งหมื่นเก้าพันล้านเหรียญดอลลาร์ ซึ่งหากผลการตรวจสอบดังกล่าวระบุว่า ไทยปฏิบัติการค้าอย่างไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯ สหรัฐฯ อาจมีมาตรการตอบโต้ได้ และอาจเป็นประเด็นในการเจรจาการค้าเสรีไทยกับสหรัฐฯ
ศูนย์วิเคราะห์ฯ มองว่าหากสหรัฐฯดำเนินการตอบโต้โดยใช้มาตรการกีดกันทางการค้ากับไทย ซึ่งอาจมาในรูปแบบต่างๆ อาทิ การขึ้นภาษีนำเข้า การกำหนดโควตานำเข้า มาตรการดังกล่าวน่าจะจำกัดอยู่ในสินค้าที่สหรัฐฯ ขาดดุลกับไทยมากและมีการนำเข้าจากไทยเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับการนำเข้าสินค้าชนิดนั้นทั้งหมด ซึ่งได้แก่ สินค้าประเภท อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สัตว์น้ำ ยางและล้อรถยนต์ เครื่องประดับและอัญมณี ผลไม้กระป๋อง อุปกรณ์ถ่ายภาพ รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วน และยางธรรมชาติ โดยกลุ่มสินค้าดังกล่าวคิดเป็นมูลค่าส่งออกของไทยประมาณ 14,700 ล้านดอลลาร์ หรือ 6.8% ของส่งออกไทยทั้งหมด
เมื่อพิจารณาสินค้าที่เข้าข่ายได้รับผลกระทบ สามารถจัดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ผู้ผลิตเป็นบริษัทข้ามชาติในไทย และบริษัทสัญชาติไทย โดยในกลุ่มแรก ได้แก่ สินค้าประเภทอุปกรณ์เสริมคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ ยางและล้อรถยนต์ เครื่องประดับ อุปกรณ์ถ่ายภาพ รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วน และผลไม้กระป๋อง รวมมูลค่าที่สหรัฐฯ ขาดดุลกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์ หากสหรัฐฯใช้มาตรการกีดกันทางการค้ากับไทย อาจส่งผลให้บริษัทเหล่านี้ย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ดังนั้น ในระยะสั้นไทยจะยังไม่ได้รับผลกระทบมาก แต่ในระยะยาวหากมีการย้ายฐานการผลิต แรงงานและ supplier ไทยจะได้รับผลกระทบ ในขณะที่กลุ่มสินค้าที่ผู้ผลิตเป็นบริษัทไทยและเข้าข่ายได้รับผลกระทบ ได้แก่ อัญมณี อาหารทะเลแปรรูป และยางธรรมชาติ คิดเป็นการขาดดุลของสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์ แม้จะมีมูลค่าการขาดดุลไม่มากแต่ก็เป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรง จึงเป็นกลุ่มสินค้าที่ควรจับตาดู อย่างไรก็ตาม สินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้เองและต้องอาศัยการนำเข้าเป็นหลัก ดังนั้น โอกาสที่จะถูกตอบโต้โดยใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่รุนแรงอาจยังมีจำกัด
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่อาจถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้ากับไทยได้ เช่น 1) การถูกขึ้นบัญชีว่าเป็นผู้บิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Manipulator) โดยเกณฑ์ที่สหรัฐฯ ระบุไว้มี 3 ข้อ ได้แก่ สัดส่วนเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 3% ของจีดีพี และเกินดุลบัญชีเดินสะพัดกับสหรัฐฯมากกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญ รวมทั้งมีการเข้าแทรกแซงค่าเงินโดยซื้อเงินตราต่างประเทศสุทธิในรอบ 12 เดือนมากกว่า 2% ของจีดีพี ซึ่งข้อนี้ไทยเข้าข่ายทุกเงื่อนไขยกเว้นดุลบัญชีเดินสะพัดที่ไทยเกินดุลกับสหรัฐฯอยู่ 1.98 หมื่นล้านเหรียญ น้อยกว่าเกณฑ์ 2 หมื่นล้านเหรียญเพียงเล็กน้อย 2) การใช้แรงงานผิดกฎหมาย และ 3) ประเด็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
ในยุคที่ตลาดใหญ่สหรัฐฯมีมุมมองการค้าต่างจากในอดีตโดยมีนโยบายกีดกันการค้ามากขึ้น ภาครัฐจำเป็นควรเร่งเจรจา RCEP ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งพัฒนาและส่งเสริมมาตรฐานการผลิตเพื่อให้เข้ากับมาตรฐานสากล ทั้งทางด้านแรงงาน และด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่ยังเป็นจุดอ่อนของธุรกิจไทย เพื่อให้ธุรกิจมีภูมิคุ้มกันที่ดีและสามารถเติบโตได้ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการค้าโลกในอนาคต
นอกจากนี้ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี ยังได้ประเมินหากสถานการณ์การเมืองโลกบานปลายจนนำไปสู่ภาวะสงคราม ย่อมจะส่งผลกระทบต่อตลาดการเงิน โดยในช่วงก่อนเกิดสงครามนักลงทุนมีแนวโน้มลดความเสี่ยงลง โดยลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น และเมื่อสงครามปะทุแล้วแม้จะยังไม่ได้ข้อยุติก็ตาม นักลงทุนจะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น โดยเพิ่มการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงแทน
สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนไม่อาจมองข้ามได้เลยตลอดระยะเวลาการลงทุน ก็คือ ความเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงทางการเมือง (Political Risk) ความเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) หรือความเสี่ยงจากวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อความเสี่ยงขึ้น นักลงทุนมักจะมีพฤติกรรมลดความเสี่ยงลง หรือปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) โดยหันไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย อาทิ พันธบัตรรัฐบาล หรือ ค่าเงินเยน (ที่ตลาดมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยจากปัจจัย อาทิ อัตราดอกเบี้ยในญี่ปุ่นนั้นต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ส่งผลให้นักลงทุนกู้เงินเยน เพื่อไปลงทุนในต่างประเทศจำนวนมาก ทำให้เมื่อเกิดความเสี่ยงขึ้น นักลงทุนก็พร้อมที่จะขายเงินสกลุอื่น และซื้อเงินเยนกลับคืน) และเมื่อนักลงทุนคลายความกังวลต่อความเสี่ยงดังกล่าวลง นักลงทุนก็พร้อมที่จะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น (Risk-On) โดยไปถือสินทรัพย์เสี่ยง อาทิ หุ้น เพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาข้อมูลในอดีตนับตั้งแต่ปี 1990-2014 ซึ่งประกอบด้วย ภาวะสงคราม อาทิ สงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 1991, สงครามอัฟกานิสถานในปี 2001 และวิกฤติการเงิน อาทิ วิกฤติต้มยำกุ้งในปี 1997, วิกฤติซับไพร์ม หรือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 ศูนย์วิเคราะห์ฯ พบว่านักลงทุนมีพฤติกรรมที่ต่างกันเมื่อเผชิญความเสี่ยงที่ต่างกัน เช่น เมื่อความเสี่ยงจากสงครามทวีความรุนแรงขึ้น นักลงทุนมีพฤติกรรมที่จะลดความเสี่ยงก่อน (Risk-Off) และนักลงทุนจะกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น (Risk-On) หลังมีการเปิดฉากโจมตี ไปแล้ว 1 เดือน โดยหากพิจารณาจากดัชนีความกลัว หรือ VIX Index ซึ่งวัดความผันผวนของดัชนี S&P 500 ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พบว่าดัชนีดังกล่าวจะค่อยๆ สูงขึ้นในช่วงก่อนเกิดสงคราม 3 เดือน และเริ่มลดลงหลังสงครามเริ่มไปแล้ว 1 เดือน ซึ่งแตกต่างจากพฤติกรรมของนักลงทุนเมื่อเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤติเศรษฐกิจ ที่นักลงทุนมีแนวโน้มเปิดรับความเสี่ยงในช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ และจะปิดรับความเสี่ยงทันที เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น นอกจากนี้ผลจากวิกฤติเศรษฐกิจ ส่งผลให้ ดัชนีความกลัวอยู่ในระดับสูงกว่าในช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจไปอย่างน้อย 5 เดือน
อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ถึงผลตอบแทนของสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น โดยอ้างอิงกับ SET Index และสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาล โดยอ้างอิง พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10ปี และค่าเงินเยน พบว่า ก่อนสงครามปะทุผลตอบแทนของสินทรัพย์เสี่ยงจะลดลง ในขณะที่ผลตอบแทนของสินทรัพย์ปลอดภัยจะเพิ่มขึ้น โดย ค่าเงินแข็งค่าขึ้น และบอนด์ยีลด์ลดต่ำลง (ราคาบอนด์สูงขึ้น) แต่เมื่อสงครามปะทุแล้ว พบว่า สินทรัพย์เสี่ยงกลับให้ผลตอบแทนมากขึ้น โดยหุ้นให้ผลตอบแทนเป็นบวก ในขณะที่ค่าเงินเยนกลับมาอ่อนค่า และบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น(ราคาบอนด์ลดลง) แต่ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจกลับพบว่า ก่อนที่จะเกิดวิกฤติการเงิน หรือ วิกฤติเศรษฐกิจ ราคาของสินทรัพย์เสี่ยงนั้นเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผลตอบแทนของหุ้นเป็นบวก และเมื่อเกิดวิกฤติการเงินขึ้น พบว่านักลงทุนปิดรับความเสี่ยง โดยหันมาถือสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น และบอนด์ยีลด์ลดต่ำลง (ราคาบอนด์เพิ่มขึ้น) โดยแรงซื้อบอนด์ยังได้รับแรงหนุนจากนโยบายการเงินของธนาคารกลางที่มักจะลดดอกเบี้ย หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น
ทั้งนี้ ผลกระทบของภัยสงครามและวิกฤติเศรษฐกิจต่อราคาสินทรัพย์ต่างๆ ชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าทั้งสองเหตุการณ์จะก่อให้เกิดความผันผวนขึ้นในตลาดเงินและตลาดทุน เหมือนกัน แต่ทว่าพฤติกรรมของราคาสินทรัพย์กลับแตกต่างกัน ส่งผลให้การเตรียมรับมือต่อความเสี่ยง ทั้งภัยสงครามและวิกฤติเศรษฐกิจนั้นแตกต่างกันไปด้วย ดังนั้นนักลงทุนไทยจึงควรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท และเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่จะเกิดขึ้น โดยมีการเตรียมแผนการลงทุนที่เหมาะสมหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว
ด้าน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ตัวเลขการส่งออกของไทยไปสหภาพยุโรป (EU) ในไตรมาส 1/2560 เติบโตดีเกินคาดที่ร้อยละ 8.1(YoY) ทั้งผลของฐานเปรียบเทียบที่ค่อนข้างต่ำในปีก่อน และผลจากราคาสินค้า ขณะที่การฟื้นตัวของอุปสงค์ในยุโรปได้หนุนนำความต้องการบริโภคไม่เพียงสินค้าอุตสาหกรรมที่เติบโตเร่งขึ้น ยังหนุนให้สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรของไทยขยายตัวโดดเด่นอย่างน่าจับตา อาทิ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี/อาหารสำเร็จรูป อาหารสัตว์เลี้ยง และสิ่งปรุงรสอาหาร สัญญาณเหล่านี้สะท้อนว่าตลาด EU พร้อมจะกลับมาเติบโตในช่วงที่เหลือของปี ทำให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกของไทยไป EU ปี 2560 มีแนวโน้มขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3.0 หรือมีมูลค่าส่งออกไม่ต่ำกว่า 22,780 ล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งการปรับประมาณการยังต้องรอติดตามโมเมนตัมเศรษฐกิจโลก และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองในฝรั่งเศส สหราชอาณาจักรและเยอรมนีอันจะมีผลต่อการส่งออกของไทยในระยะต่อไป
ด้าน นางคริสตีน ลาการ์ด ผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้กำลังฟื้นตัวดีขึ้นจากปีที่แล้ว โดยคาดว่าจะเติบโต 3.5%อย่างไรก็ตาม ในระยะปานกลางยังมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ ได้แก่ ปัญหาการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ นโยบายปกป้องทางการค้า รวมถึงผลิตภาพของแรงงาน ที่มีแนวโน้มลดลง โดย IMF ได้แนะนำให้ประเทศต่างๆ ดำเนินนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างควบคู่กัน เพื่อให้รับมือกับปัจจัยเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น
+++++++++++++++++++++++++