ตามที่หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจรายสัปดาห์ ฉบับวันที่ 25 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม 2559 ได้ลงบทความ4.4 พันล้าน ผูกคอแอร์พอร์ทลิ้ง โดยมีข้อความที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงสรุปเป็นประเด็นต่าง ๆ ได้ดังต่อไปนี้
ประเด็นที่ 1 รถไฟฟ้าแอร์พอร์ทลิ้ง บ่วงผูกคอ 4.4 พันล้าน เพราะกิจการร่วมค้า ซี ซี อาร์ ส่งหนังสือยื่นอุทธรณ์ต่อการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เนื่องจากคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ได้มีมติยกเลิกการประกวดราคาโครงการจัดซื้อรถไฟฟ้าธรรมดา (City Line) จำนวน 7 ขบวน
ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง และความจริง คือ ที่ประชุมร่วมกันระหว่าง รมว.คค., รมช.คค., ประธานกรรมการ ร.ฟ.ท., ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท., ประธานกรรมการบริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด, รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด และประธาน คตร. โดยมีเลขาธิการ นรม. เป็นประธาน ได้ประชุมหารือร่วมกัน ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559 เวลา 08.00 นาฬิกา และมีข้อสรุปว่าให้ ร.ฟ.ท. เลื่อนการจัดซื้อรถไฟฟ้าทั้ง 7 ขบวนออกไปก่อน และให้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ดำเนินการศึกษาและปรับปรุงระบบอาณัติสัญญาณให้ทันสมัย ในขณะเดียวกันก็ให้ ร.ฟ.ท. ดำเนินการแก้ไขปรับปรุง TOR จัดซื้อรถไฟฟ้าทั้ง 7 ขบวน เพื่อให้สามารถใช้งานกับระบบอาณัติสัญญาณใหม่นี้ได้
ประเด็นที่ 2 พลเอก ดรัณ ยุทธวงษ์สุข ปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องของตนเอง โดยให้บุตรชาย คือ นาย ศุภกร ยุทธวงษ์สุข ดำรงตำแหน่งผู้จัดการส่วนจัดซื้อ และดูแลการจัดซื้อของ
บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด
ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง และความจริง คือ นาย ศุภกร ยุทธวงษ์สุข บุตรชายของ พลเอก ดรัณฯ ได้สมัครเข้ามาเป็นหัวหน้าส่วนจัดซื้อของ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ตั้งแต่สมัยรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (CEO) บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด คนก่อนหน้านี้แล้ว ก่อนที่ พลเอก ดรัณฯ จะเข้ามาเป็นกรรมการและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (CEO) บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด และเมื่อ พลเอก ดรัณฯ ได้เข้ามาทำหน้าที่รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (CEO) บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ก็ได้ออกคำสั่งให้ นาย ศุภกรฯ บุตรชาย พ้นจากตำแหน่งหัวหน้าส่วนจัดซื้อไปทำหน้าที่อื่น ไม่ให้เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อ/จัดจ้าง ของบริษัทฯ แต่อย่างใดทั้งสิ้น
ประเด็นที่ 3 การยกเลิกการ Overhaul รถไฟฟ้าทั้ง 9 ขบวน โดยให้ไปทำใหม่
ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง และความจริง คือ กระบวนการ Overhaul ได้ถูกดำเนินการมาตั้งแต่สมัยรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (CEO) บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด คนก่อนหน้านี้แล้ว แต่การดำเนินการตามกระบวนการจัดซื้อ/จัดจ้างที่ผ่านมา บริษัทที่เข้าร่วมเสนอราคาทุกบริษัทไม่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการจัดซื้อ/จัดจ้างของบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด คณะกรรมการฯ จึงได้เสนอคณะกรรมการบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ให้ยกเลิกการประกวดราคาเพื่อที่จะดำเนินการจัดซื้อ/จัดจ้างใหม่ ซึ่ง พลเอก ดรัณฯ ก็ ได้เร่งดำเนินการเสนอคณะกรรมการ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เพื่อส่งเรื่องไปขออนุมัติต่อผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. และคณะกรรมการ ร.ฟ.ท. ต่อไป นอกจากนี้ พลเอก ดรัณฯ ยังได้เสนอต่อที่ประชุมร่วมเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559 ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้คณะกรรมการ ร.ฟ.ท. และผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. เร่งรัดการอนุมัติให้ดำเนินการ Overhaul รถไฟฟ้าทั้ง 9 ขบวน เนื่องจากใกล้จะครบกำหนดระยะเวลาการซ่อมบำรุงใหญ่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการเดินรถต่อไป
ประเด็นที่ 4 การวางงบประมาณ 200 ล้านบาท จัดตั้งโครงการ Training Center เพื่อให้บุตรชาย
เข้ามาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายฝึกอบรมและบริหารโครงการ ทั้งที่บุตรชายตัวเองไม่มีความรู้เรื่องรถไฟฟ้าแม้แต่น้อย
ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง และความจริง คือ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ไม่ได้มีการจัดสรรงบประมาณจำนวน 200 ล้านบาท เพื่อจัดตั้ง Training Center แต่อย่างใด การจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมเกี่ยวกับรถไฟฟ้า เป็นความคิดริเริ่มและเป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ตลอดจนคณาจารย์จากมหาวิทยาลัย และสมาคมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน เพื่อจัดให้เป็นสถานที่สำหรับฝึกอบรมภาคปฏิบัติให้กับนักเรียน นักศึกษา ที่ศึกษาเกี่ยวกับระบบราง โดยอาศัยบุคลากร เครื่องมือ และอุปกรณ์ของ บริษัท รถไฟฟ้าฯ ซึ่งจะทำให้นักเรียน นักศึกษา มีความรู้ ความเข้าใจ และได้รับประสบการณ์ ตลอดจนได้รับการรับรองมาตรฐานวิชาชีพเกี่ยวกับระบบรถไฟฟ้า โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลาในการเดินทางไปศึกษาในต่างประเทศ เช่น ประเทศจีน ประเทศเยอรมนี เป็นต้น และการดำเนินการฝึกอบรมตามโครงการดังกล่าว ก็ไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการแต่อย่างใด เป็นแต่เพียงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างหน่วยงานเท่านั้น
ส่วนเรื่องการบรรจุ นาย ศุภกร ยุทธวงษ์สุข ลงในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและโครงการนั้น ก็เนื่องจากโครงสร้างและอัตรากำลังของบริษัทฯ ที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการของบริษัทฯมาก่อนหน้านี้แล้ว การบรรจุแต่งตั้งพนักงานของบริษัทฯ จากอัตรากำลังและโครงสร้างเดิมลงในอัตรากำลังและโครงสร้างใหม่ ก็มีคณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยบุคคลภายในและบุคคลภายนอกองค์กร ร่วมกันพิจารณาคัดสรรพนักงานของบริษัทฯ เพื่อบรรจุลงในตำแหน่งต่าง ๆ ตามโครงสร้างใหม่นี้ โดยที่ นาย ศุภกรฯ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ระดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ จาก University of Technology, Sydney ประเทศออสเตรเลีย ปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) และมีประสบการณ์ทางด้านการจัดการฝึกอบรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบอาวุธหลายชนิดที่มีใช้อยู่ในกองทัพไทยในปัจจุบัน จึงได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการฯ ว่าเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะบรรจุลงในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและโครงการของบริษัทฯ ได้ พลเอก ดรัณฯ กรรมการและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (CEO) บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ได้อนุมัติให้บรรจุเป็นเพียงแค่รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและโครงการเท่านั้น เนื่องจากเห็นว่า ถึงแม้ นาย ศุภกรฯ จะเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมก็ตาม แต่ระยะเวลาที่ปฏิบัติงานอยู่ในบริษัทฯ ยังไม่ครบตามระเบียบของทางบริษัทฯ
ประเด็นที่ 5 พลเอก ดรัณฯ ต้องการกระทำบางอย่างต่อบริษัทและเงินภาษีประชาชนจนกลายเป็น
บ่วงค่าโง่ ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลจีนกำลังจะยกเลิกการจัดซื้อรถไฟฟ้า
ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง และความจริง คือ มติคณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติและมอบอำนาจให้ ร.ฟ.ท. โดยผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. และคณะกรรมการ ร.ฟ.ท. เป็นผู้มีอำนาจในการจัดหารถไฟฟ้าให้กับ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เพิ่มเติมจำนวน 7 ขบวน โดยที่ พลเอก ดรัณฯ กรรมการและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (CEO) บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด และคณะกรรมการบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการในการจัดหารถไฟฟ้าทั้ง 7 ขบวน ในขั้นตอนใด ๆ เลยทั้งสิ้น
ดังนั้นข้อความต่าง ๆ ที่หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจได้นำมาลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามธุรกิจรายสัปดาห์
ฉบับวันที่ 25 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม 2559 ในหัวข้อ บ่วงค่าโง่ 4.4 พันล้าน ผูกคอแอร์พอร์ทลิ้ง จึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจต้องขออภัยที่ทำให้ พลเอก ดรัณ ยุทธวงษ์สุข อดีตกรรมการและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (CEO) บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ต้องเสื่อมเสียเกียรติยศ ชื่อเสียง และขอขอบคุณที่ท่านไม่ติดใจเอาความทั้งทางแพ่งและทางอาญาแต่อย่างใด แม้ว่าจะได้มีการฟ้องคดีต่อศาลอาญา ตามคดีหมายเลขดำที่ อ.2519/2559 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2559 แล้วก็ตาม
บริษัท สยามธุรกิจ พับลิชชิ่ง จำกัด
นางสาว รัชนี มหานิยม