“บิ๊กตู่”ชื่นมื่น ควงแขนดร.ศมคิดและรัฐมนตรีดูงานอีอีซี พร้อมพบปะผู้นำธุรกิจทั้งไทยและต่างชาติ ถกแผนรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง พร้อมรางคู่เชื่อม 3 ท่าเรือ เขตนวัตกรรมและสร้างเมืองใหม่ในฉะเชิงเทรา ขอให้เชื่อมั่นยุทธศาสตร์ไทย บิ๊กเอกชนพร้อมลุย ด้านเจรโทรขอสิทธิพิเศษให้นักลงทุนญี่ปุ่น ทั้งด้านแรงงานและด้านอื่นๆนอกจากภาษี
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ครั้งที่ 1/2560 ที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ตลอดจนรัฐมนตรี และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
การประชุมวันนี้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจเตรียมเสนอให้ประกาศพื้นที่บริเวณสนามบินอู่ตะเภาเป็นเขตส่งเสริมระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือเมืองการบินภาคตะวันออก (Eastern Airport City) ในพื้นที่ 6,500 ไร่ และการพัฒนารถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-ระยองที่จะต้องประกาศ TOR ให้เอกชนมาลงทุนในกลางปีนี้และเปิดประมูลให้ได้ในปีนี้ หลังผ่านขั้นตอนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว
พร้อมกันนั้น นายกรัฐมนตรีจะพบปะผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเอกชนชั้นนำต่างชาติที่สนใจเขามาลงทุน ทั้งกลุ่มผลิตยานยนต์ อุตสาหกรรมยางรถยนต์ อุตสาหกรรมพลังงาน และอุตสาหกรรมไอซีทีกว่า 20 ราย รวมทั้งจะมีการหารือถึงแผน EEC การสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน รถไฟรางคู่เชื่อม 3 ท่าเรือ เขตนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล และการสร้างเมืองใหม่ ในจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นต้น
ด้าน พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเอกชนชั้นนำต่างชาติที่สนใจลงทุนในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เข้าเยี่ยมคารวะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่ได้พบกับคณะภาคเอกชนในวันนี้ พร้อมแสดงความขอบคุณในความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทย และขอบคุณในความร่วมมือที่มีให้กับประเทศไทยมาโดยตลอด
"นายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลมีเจตนารมณ์อย่างมุ่งมั่น ที่จะทำให้พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเป็นการสร้างอนาคตของประเทศไทย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน โดยรัฐบาลได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ทั้งทางด้านกฎหมาย และสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างไรก็ตามการพัฒนาต้องเป็นไปอย่างสมดุลกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก จะเป็นประโยชน์อย่างสูงกับประเทศไทย ภูมิภาค CLMV รวมถึงประชาชนในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลจะดูแลประชาชนโดยรอบให้ได้รับประโยชน์สูงสุด มีการเติบโตอย่างเข้มแข็ง มีรายได้ที่เพียงพอ นอกจากนี้รัฐบาลยังได้จัดหาบุคลากร พัฒนาด้านการศึกษา การผลิตคน เพื่อให้รองรับการเติบโตของ EEC ในอนาคต
โอกาสนี้ภาคเอกชนได้แสดงความคิดเห็นและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก อาทิ BMW แสดงความขอบคุณรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของบริษัท ในไทยมาโดยตลอด โดยเห็นว่า EEC จะเป็นประโยชน์ด้านการขนส่งสินค้าแก่บริษัทและยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิด
โดย LAZADA ระบุว่า บริษัทได้ดำเนินธุรกิจในไทยกว่า 5 ปี ในด้าน E-commerce โดยหวังให้รัฐบาลพัฒนาด้านบุคลากรเพื่อรองรับด้านดิจิทัลในอนาคต
ส่วน Toyota ระบุว่า บริษัทมีแผนการลงทุนในไทยอย่างเต็มที่ โดยมีพื้นที่การผลิตหลักอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา อย่างไรก็ดี ขอให้รัฐบาลดูแลเรื่องถนนหนทางที่ขาดแสงสว่าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้
ขณะที่ PPTGC กล่าวว่า พร้อมให้การสนับสนุน EEC อย่างเต็มที่ โดยเห็นว่าการพัฒนาด้านการศึกษา เทคโนโลยีระดับสูง นวัตกรรม และการให้ข้อมูลแก่นักลงทุนเป็นสิ่งที่สำคัญ
ส่วน Google และ Microsoft ได้แสดงความคิดเห็นด้านนวัตกรรม และความสำคัญของการพัฒนาบุคลากร การลงทุนด้านการศึกษา โดยเฉพาะในด้านดิจิทัล
พล.ท.วีรชน กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีแสดงความขอบคุณภาคเอกชนที่ร่วมหารือในวันนี้ และขอบคุณในข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะในด้านการศึกษานั้นขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลกำลังพัฒนาบุคลากรอย่างเต็มที่ เพื่อให้รองรับต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียินดีหากทุกท่านจะมีส่วนร่วมในการสร้างประวัติศาสตร์ให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง โดยขอให้ภาคเอกชนมั่นใจว่า EEC จะเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีความต่อเนื่องและยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นายกรัฐมนตรีขอให้ภาคเอกชนมีความไว้เนื้อเชื่อใจ สร้างประโยชน์ร่วมกัน และลดความหวาดระแวง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลยินดีเปิดรับภาคเอกชนทุกราย
ทางด้านนายฮิโรกิ มิทสึมาตะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) และหัวหน้าผู้แทนประจำภูมิภาคอาเซียน กล่าวภายหลังจากมีการหารือและรับฟังแนวนโยบายในการส่งเสริมการลงทุนใน EEC จากนายกรัฐมนตรี ทางญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นมากขึ้นและพร้อมเข้ามาลงทุนในไทย
นอกจากนี้ อยากให้ทางรัฐบาลเพิ่มสิทธิประโยชน์พิเศษให้กับบริษัทญี่ปุ่นที่มีความสามารถด้านนวัตกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์อัตโนมัติ โรงงานผลิตพืชผล หรืออุตสาหกรรมหุ่นยนต์ เป็นต้น และสนใจเข้ามาลงทุนในอีอีซี ซึ่งเชื่อว่าจะมีส่วนช่วยในการดึงดูดให้เข้ามาลงทุนใน EEC มากขึ้น
นายฮิโรกิ กล่าวต่อว่า สำหรับสิทธิประโยชน์พิเศษนั้น อยากให้รัฐบาลยกเว้นกฎเกณฑ์ด้านแรงงานที่มีศักยภาพ ซึ่งปกติจะสามารถจ้างแรงงานต่างชาติ 1 คนต่อ 4 คนแรงงานไทย เพราะหากมีแรงงานต่างชาติที่ศักยภาพมากขึ้นจะช่วยยกระดับบุคลากรไทยที่ทำงานใน EEC ได้มากขึ้นด้วย พร้อมทั้งอยากให้รัฐบาลให้สิทธิพิเศษให้กับบริษัทที่ลงทุนใน EEC หากมีการนำเข้าสินค้าที่ต้องมีการขึ้นทะเบียนกับ อย. อยากให้มีการเร่งกระบวนการการขึ้นทะเบียนสินค้าให้เร็วขึ้น
"สิทธิประโยชน์ด้านภาษี มีส่วนช่วยในดึงดูดนักลงทุนได้ในระดับหนึ่ง แต่หากเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงอยากให้มีการพิจารณาเป็นรายกรณีไป"นายฮิโรกิ กล่าว
ด้านนายวิกรม กรมดิษฐ์ ผู้ก่อตั้ง บมจ. อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) กล่าวว่า โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ต้องมีการส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมในนวัตกรรมใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้ายอุตสาหกรรมการบิน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาบุคลากร ด้านการแพทย์ การสร้างเมืองใหม่และต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัย ซึ่งทางอมตะได้เตรียมพื้นที่ประมาณ 10,000 ไร่เพื่อรองรับในการพัฒนาเข้าสู่อีอีซี โดยได้ยึดแนวทางรัฐบาลในการก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 และเห็นว่าต้องเปลี่ยนลักษณะการลงทุน การบริหาร และการพัฒนาการศึกษาเพื่อรองรับ EEC
"นายกรัฐมนตรีได้ให้ความมั่นใจกับนักลงทุนที่หารือร่วมกันว่า การลงทุนใน EEC จะมีการประกาศออกมาเป็นกฎหมาย เพื่อให้เกิดผลด้านการพัฒนาในระยะยาว ซึ่งเม็ดเงินลงทุน 1.5 ล้านล้านบาท จะเข้าไปลงทุนทั้งทางด้านสาธารณูปโภค การขนส่ง ท่าเรือน้ำลึกและสนามบิน แต่เห็นว่าโครงการที่จำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการ คือ โครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเชื่อว่าจะเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของ EEC ได้ และหากจัดทำหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนให้ทันในปีนี้จะทำให้เกิดการพัฒนาภายในประเทศ ส่งผลดีต่อการส่งออกและมีผลทำให้ GDP ของประเทศปรับตัวดีขึ้นได้"นายวิกรม กล่าว