เดือดแล้วจ้า!ร้อนนี้องศาเดือดทะลุ 40 ทำศึกซัมเมอร์ระอุ ปะทุสงครามตลาดเครื่องดื่มพร้อมซด3 แสนล้าน ฟาดฟันกันร้อนฉ่าค่ายยักษ์ทั้งไทย เทศ อัดฉีดงบกว่า 100 ล้าน เขย่าตลาดถ้วนหน้า สร้างสีสันคึกคักชนิด “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”จัดหนักจัดเต็มบิ๊กแคมเปญ พร้อมกิจกรรม ลุ้นรับรางวัล แถมดึง ขวัญใจวัยรุ่นทั้งและนอกชิงพื้นที่ตอกย้ำแบรนด์ ขยายฐานสู่ผู้บริโภคยุคดิจิตอล หวังช่วงร้อนระห่ำ3 เดือนโกยยอดขาย ดันรายได้รวมสิ้นปีทะลุเป้า
นายสมชัย เกตุชัยโกศล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดน้ำอัดลมปีที่ผ่านมามีมูลค่า 51,000 กว่าล้านบาทยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มโคลาหรือน้ำดำที่เติบโตสูงถึง 5.6% มูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท รองมาเป็นน้ำดื่มมูลค่า 43,000 ล้านบาท โตราว 10 % และเหลือเป็นน้ำสี เครื่องดื่มชาเขียว ฯลฯ อย่างไรก็ตาม จากการเปิดโรงงานผลิตเครื่องดื่มแห่งที่สองในจังหวัดสระบุรี พร้อมแคมเปญการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายที่มีสีสันตลอดทั้งปี ทำให้สามารถรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดน้ำดำอันดับหนึ่งในบรรจุภัณฑ์แบบไม่ต้องคืนขวดคือทั้งขวดพีอีทีและกระป๋องด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่มากกว่า 45%
สำหรับในปีนี้บริษัทยังคงวางแผนในการจัดกิจกรรมทางการตลาดผ่านแคมเปญใหญ่ทั้งปีที่วางไว้ประมาณ 3-4 งาน เพราะเราตั้งเป้าหมายว่าต้องการจัดกิจกรรมมากขึ้นเพื่อต้องการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งให้เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภครักและชื่นชอบ มีความเป็นผู้นำ และคงความเป็นแบรนด์เครื่องดื่มแรกที่ผู้บริโภคเรียกหา โดยเฉพาะน้ำอัดลมนั้นที่จะมีอัตราการเติบโตของตลาดสูงกว่าช่วงปกติ 20–25% ซึ่งถือเป็นหน้าขายที่ดีสำหรับน้ำอัดลมจากแผนการทำตลาดของเป๊ปซี่ เชื่อว่าช่วงหน้าร้อนนี้จะมียอดขายโตมากกว่าตลาดหรือมากกว่า 25% ได้ และยังคงเป็นยอดขายหลักที่ 80% ของรายได้บริษัทฯ ทั้งหมด
ล่าสุด บริษัทจึงได้ทุ่มงบกว่า 300 ล้านบาทตลอดเดือน มี.ค.-มิ.ย.นี้เปิดตัวแคมเปญ “เป๊ปซี่ ซัมเมอร์ โมเมนต์” ต่อยอดโกลบอลแคมเปญ “เป๊ปซี่ โมเมนต์” เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่รวมถึงกลุ่มมิลเลนเนียล ควบคู่การตอกย้ำความแข็งแกร่งด้านแบรนด์เฮลท์ผ่านกลยุทธ์ T.E.E.N คือ Technology เพิ่มสัดส่วนงบการตลาดสำหรับสื่อดิจิตอลและออนไลน์ถึง 35-40% เทียบกับปีก่อน, Entertainment สร้างประสบการณ์ทางดนตรีในรูปแบบสาดซ่าท้าร้อนต้อนรับสงกรานต์ผ่าน 3มิวสิกคเฟสติวัลExperience ด้วยทริปเดินทางสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ 3พรีเซ็นเตอร์ และ 4 หนุ่มGatsunovaและ Newness ผ่านซิงเกิลใหม่ “นักเดินทาง” และแพกเกจจิ้งใหม่ “ลิมิเต็ดเอดิชัน” 6 ลายรับซัมเมอร์ และภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “Summer Moment” พร้อมใช้สื่อครบเกือบทุกด้าน
ขณะที่นางเจษฎากร โคชส์ รองกรรมการผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัท ไทยดริ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มเอส กล่าวว่า มูลค่าตลาดรวมน้ำอัดลมปีทีผ่านมาอยู่ราว 51,000 ล้านบาท โตอยู่ 3% ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมานั้นติดลบ 0.2% ขณะที่เอสเติบโต 7.4%และเป๊ปซี่โต 5.7% การที่เอสยังมีการเติบโตที่ดีนั้นมาจากช่องทางร้านค้าเป็นหลักในกลุ่มขวดแก้วหรือแบบคืนขวด ซึ่งมียอดขายจากช่องทางดังกล่าว 38% รองลงมาคือ ร้านสะดวกซื้อ 31% และไฮเปอร์มาร์เกตอีก 7% โดยปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขายสินค้าเอส แบ่งเป็นแบบ ขวดแก้ว 40% และ PT 60%
ล่าสุดบริษัทได้ทุ่มงบการตลาดราว 300 ล้านบาท จากงบตลาดรวมสำหรับเครื่องดื่มเอสตลอดปีที่วางไว้ 600 ล้านบาท ในการลุยทำตลาดช่วงหน้าร้อนนี้ในการส่งแคมเปญ “เอส ซ่าซี้ดเลือกได้ ทั้งฟินทั้งซิ่ง” ระหว่างเดือน มี.ค.-พ.ค.นี้ ด้วยการเปิดโอกาสให้เลือกรับของรางวัลด้วยตัวเองระหว่าง ทริปติดเกาะกับ GOT7 แบบจุใจ จำนวน 500 คน หรือรับรถยาริส กว่า 100 คัน รวมมูลค่าของรางวัลกว่า 56.9 ล้านบาท พร้อมบรรจุภัณฑ์ซัมเมอร์ลิมิเต็ดเอดิชันลาย GOT7
“ หลังจากที่ผ่านมาเอสได้นำศิลปิน GOT7 มาเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ โดยในเดือน พ.ย. ปีที่ผ่านมาพบว่าเอสมีภาพลักษณ์ดีขึ้นทุกด้าน ทั้งการเป็นแบรนด์สำหรับคนรุ่นใหม่จาก 55% เป็น 77% เป็นแบรนด์ที่ดูเท่ จาก 44% เป็น 68% เป็นแบรนด์สำหรับฉันจาก 41% เป็น 52% ส่งผลให้เพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดได้ จากปีก่อนอยู่ที่ 10.2% ในกลุ่มน้ำดำ และ 9% ในกลุ่มน้ำสี ทำให้ซัมเมอร์ปีนี้เราจึงต่อยอดความสำเร็จขยายฐานแฟนเลิฟวัยรุ่นผ่านแคมเปญ เอส ซ่าซี้ดเลือกได้ ทั้งฟินทั้งซิ่ง กับ 7 หนุ่มวง GOT7 อีกครั้ง ซึ่งบริษัทมั่นใจว่าแคมแปญนี้จะทำให้ยอดขายเอสในช่วงหน้าร้อนเติบโตขึ้นอย่างน้อย 15%”
ด้านนายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดชาเขียวในไทยชะลอมา2-3 ปีแล้ว และมองว่าคงไม่โตไปมากกว่านี้ จึงต้องขยายธุรกิจด้วยการทำตลาดชาเขียวในต่างประเทศมากขึ้น ส่วนในไทยต้องรักษาฐานตลาดไว้ และขยายตลาดเครื่องดื่มสุขภาพมากขึ้นด้วย ทั้งการออกแบรนด์ใหม่ และการออกรสชาติใหม่ในแบรนด์เดิม ทั้ง อิชิตัน ไบเล่ เย็นเย็น โดยบริษัทได้ตั้งทีมงานฝ่ายต่างประเทศขึ้นมาใหม่เป็นการเฉพาะ โดยเน้นรุกตลาดซีแอลเอ็มวี ก่อน ด้วยการแต่งตั้งดิสทริบิวเตอร์ในแต่ละตลาด ซึ่งขณะนี้เพียงตลาดเดียวคือที่อินโดนีเซียเป็นการส่งออกสินค้าจากไทย และในปีนี้เตรียมที่จะขยายตลาดไปยัง พม่า ลาว กัมพูชา บางประเทศอาจจะทำตลาด 1-2 แบรนด์ ไม่เหมือนกันแล้วแต่ตลาด และทำตลาดที่อินโดนีเซียมากขึ้น เพราะตลาดรวมชาเขียวที่อินโดนีเซียแข่งขันสูง ด้วยมูลค่าตลาดมากกว่า 70,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายรายได้รวมต่างประเทศปี 2560 นี้ไว้ที่ 500 ล้านบาท จากเดิมปีที่แล้วทำได้เพียง 100 ล้านบาท
ส่วนแผนการทำตลาดในประเทศไทยยังคงต้องทำตลาดต่อเนื่อง โดยปีนี้ตั้งงบการตลาดรวมไว้ที่ 12% ของยอดขายรวม จากปีที่แล้ว 2559 ยอดขายยังไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะต้องแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ขณะที่ตั้งเป้าหมายยอดขายรวมปี 2560 นี้ 7,450 ล้านบาท ทั้งนี้ ล่าสุดบริษัทได้ทุ่มงบประมาณ 120 ล้านบาทจัดแคมเปญ “อิชิตัน ทัวร์เจแปนสุดหรู เคียงคู่ 40 ซุป'ตาร์” ใช้งบรวม 120 ล้านบาท รางวัลใหญ่แพกเกจทัวร์ญี่ปุ่นกับซุป'ตาร์ไอโฟน7 จำนวน 400 รางวัล ซึ่งปกติหน้าร้อนจะเติบโต 20% อยู่แล้ว เมื่อจัดแคมเปญจะทำให้โตอีก 25-30% รวมแล้วซัมเมอร์จะเติบโตกว่า 45%
ในขณะที่บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) นางเจษฎากร โคชส์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจเครื่องดื่ม กล่าวว่า ตลาดรวมเครื่องดื่มชาเขียวปีที่แล้ว 2559 ตกไปประมาณ 3-5% และคาดว่าปีนี้คงไม่มีอัตราการเติบโตเท่าใดจากมูลค่าตลาดรวมประมาณ 15,000 ล้านบาท เป็นเพราะปัญหาทั้งด้านภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค รวมทั้งการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดเครื่องดื่มอื่นอีกด้วย ซึ่งต้องขับเคลื่อนด้วยการจัดทำโปรโมชันเป็นหลัก โดยเฉพาะช่วงซัมเมอร์นี้
ล่าสุดช่วงซัมเมอร์ปี 2560 นี้ โออิชิใช้งบตลาดกว่า 300 ล้านบาทจัดแคมเปญ “รหัสโออิชิ แจกหนัก ซูโม่ทองคำ กองทัพยามาฮ่า” โดยมีซูโม่ยักษ์ทองคำหนัก 10 บาท รวม 4 รางวัล และจักรยานยนต์ยามาฮ่าฟีโน่1,000 คัน รวมมูลค่ารางวัล 86 ล้านบาทมากที่สุดที่เคยมีมา เริ่มวันนี้-31 พ.ค.ศกนี้ และคาดว่าจะช่วยทำให้ยอดขายซัมเมอร์ปีนี้ของโออิชิเติบโต 15% จากปีที่แล้วซัมเมอร์โต 10% เนื่องจากปกติในช่วงซัมเมอร์ที่มีสัดส่วนยอดชาเขียวมากกว่า 40% ของทั้งปีดังนั้นส่งผลให้ทั้งปีคาดว่ารายได้รวมโออิชิจะเติบโตประมาณ 10% ซึ่งการจับมือกับยามาฮ่าจะทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถขยายฐานการตลาดได้ทั้งคู่ โดยเฉพาะยามาฮ่าจะได้ฐานลูกค้าคนต่างจังหวัดมากขึ้น ส่วนโออิชิก็จะได้ลูกค้าวัยรุ่นมากขึ้นเช่นกัน
ส่วนนายธิติพร ธรรมาภิมุขกุล ผู้อำนวยการกลุ่มการตลาด ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ตลาดน้ำดื่มของไทยเป็นตลาดที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูงมาก ดังนั้นการจัดกิจกรรมการตลาดที่ดี จะเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยสร้างการจดจำของแบรนด์สู่ผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงซัมเมอร์ของปีนี้ที่คาดการว่าจะมีความร้อนของอากาศที่ร้อนมากค่ายสิงห์จึงได้ทุ่มงบราว 60 ล้านบาท เปิดตัวแคมเปญภาพยนต์โฆษณา อะ พาท ออฟ ยู ดื่มน้ำสิงห์เท่านั้นที่เราเลือก เพื่อกระตุ้นยอดขาย และสร้างภาพลักษณ์ของผู้นำในตลาดน้ำดื่มให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยใช้ตัวแทนของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกันเข้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ครั้งแรก ตั้งเป้าหมายแคมเปญนี้ทำให้มียอดขายเติบโตขึ้นจากช่วงปกติอีก 10-12%
สำหรับภาพรวมตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดในปี 2559 มีอัตราการเติบโตประมาณ 11% มีมูลค่า 43,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นเชิงปริมาณ 4,000 ล้านลิตร โดยตลาดแบ่งเป็นกลุ่มน้ำดื่มขวด PET สัดส่วน 90% ขวดแก้วสัดส่วน 10% ทั้งนี้ น้ำดื่มสิงห์ถือเป็นผู้นำตลาดที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดโดยรวม 23% และจากการทำตลาดทั้งปี 2560 น้ำดื่มสิงห์ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดเป็น 25%
อย่างไรก็ ตามช่วงหน้าร้อนปีนี้ บริษัทมีปริมาณน้ำดื่มเพียงพอที่จะรองรับความต้องการของผู้บริโภคได้แน่นอน เนื่องจากปีที่ผ่านมาได้พัฒนาศูนย์กระจายสินค้าและขยายกำลังการผลิตในโรงงานที่ จ.อยุธยา เพิ่มอีก 20% จากปัจจุบันมี 8 โรงงาน ที่ครอบคลุมทุกภูมิภาค อาทิ เชียงใหม่ อยุธยา ขอนแก่น มหาสารคาม สุราษฎร์ธานี พร้อมกับให้ความสำคัญด้านการขยายช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ โดยเฉพาะออนไลน์ โดยเปิดช่องทางจัดจำหน่ายสินค้า ผ่านเว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่นบนมือถือ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง และช่วยเสริมสร้างโอกาสในการเติบโตของยอดขายมากขึ้น