นางสาวอนุตตรา พานโพธิ์ทอง รองประธานกรรมการบริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทยเทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบันในการเข้าสู่สังคมยุคดิจิตอล ที่ส่งผลให้มีสภาวะการแข่งขันกันมากขึ้นในตลาด เนื่องจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต การทำงานของคนในสังคมทั่วโลกได้มีการแปรเปลี่ยนไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เข้าสู่วิถีชีวิตออนไลน์มากขึ้น
ดังนั้นยูนิลีเวอร์เองในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายชั้นนำของโลกด้านผลิตภัณฑ์ประเภทอาหาร บ้าน และของใช้ส่วนตัว ที่มีการดำเนินธุรกิจในกว่า 190 ประเทศทั่วโลก โดยมีพนักงานร่วม 173,000 คนกระจายอยู่ทั่วโลกและมีแบรนด์ยอดนิยม 14 แบรนด์ ที่มียอดขายกว่า 1 พันล้านยูโร ทั้งนี้สำหรับในประเทศไทย ยูนิลีเวอร์ได้ดำเนินธุรกิจมากว่า 84 ปี แล้ว ซึ่งปัจจุบันพนักงานในกลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย มีทั้งสิ้นประมาณ 3,500 คน แบ่งที่อยู่ในส่วนโรงงาน 1,000 คน และที่เหลือ 2,500 คน จะเป็นคนที่ทำงานอยู่ภายในองค์กรของเรา
โดยขณะนี้พนักงานส่วนใหญ่ของยูนิลิเวอร์มีอายุโดยเฉลี่ยประมาณ 34 ปี แบ่งเป็น พนักงาน Generation Y หรือ Millenials (ช่วงอายุ 21-36 ปี) และ Generation X (17-29 ปี) มีสัดส่วนอยู่เท่า ๆ กัน ประมาณ 49% และในอนาคตอันใกล้ บริษัทคาดว่าจะมี Generation Z หรือ iGen (ประชากรที่มีปีเกิดหลังปีพ.ศ.2539) เข้ามาสู่องค์กรมากขึ้นและในอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า เรามั่นใจว่าคนสองกลุ่มนี้จะเป็นขุมพลังสำคัญในตลาดแรงงานเพื่อรองรับสภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกที่แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในยุคของดิจิตอล ซึ่งแน่นอนในอนาคตสัดส่วนของบุคคลากรภายในยูนิลิเวอร์ต้องเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย และในขณะนี้ภายในบริษัทเรามีพนักงานใน Generation B หรือเบบี้บูม สัดส่วนเพียง 1 % เท่านั้น
ล่าสุด ทางยูนิลีเวอร์ได้นำวัฒนธรรมองค์กรที่เรียกว่า STAR Culture จึงได้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ต้นปี 2559 ที่ผ่านมา STAR ตอบรับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ เน้นสร้างให้พนักงานทุกคนเป็นดาวเด่น พร้อมส่งเสริมความสามารถที่โดดเด่นนี้อย่างเต็มที่ ผ่าน 4 องค์ประกอบสำคัญ คือ 1) Sanook with Purpose 2) Team Spirit 3) Agility และ 4) Rigor and Discipline เพื่อผลักดันให้พนักงานทุกคนมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ทุกวันที่ดีกว่าให้กับผู้บริโภค
“ STAR Culture จะสามารถตอบโจทย์ความท้าทายครั้งนี้ได้ลงลึกถึงระดับพฤติกรรม เพราะนอกจากจะออกแบบมาจากรากฐาน Lifestyle ของคนรุ่นใหม่ เช่น การเปิดรับข่าวสารอย่างต่อเนื่อง ผ่าน Social Platform เช่น Facebook Instagram หรือ Twitter เราก็ยังคำนึงถึงคนรุ่นก่อนหน้าให้ทำการศึกษาวัฒนธรรมองค์กรใหม่นี้เพื่อให้พนักงานทุกคนมีทิศทางการทำงานให้องค์กรเจริญเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้อัตราการลาออกของพนักงานเราอยู่ระดับต่ำกว่าตลาด เพราะเรามุ่งเน้นที่การเลือกคนที่ถูกต้อง เพื่อพัฒนาให้เค้าโตไปกับองค์กร ”
ผู้บริหาร กล่าวต่อว่า ปลายปีที่แล้ว 2016 ยูนิลีเวอร์ทั่วโลกได้นำเทคโนโลยี unilever future leader programme ในการเข้ามาสนับสนุนกลยุทธ์การคัดสรรบุคคลเข้าทำงาน เพื่อเป็นการมุ่งรับคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นกำลังสำคัญขององค์กรในอนาคต. ซึ่งที่ผ่านมาโปรแกรมดังกล่าวเราได้เริ่มทดลองในสายงาน Management trainee ก่อนและได้รับผลตอบรับค่อนข้างมากจากน้อง ๆ เพราะน้องๆ ที่เข้ามาในโครงการนี้จะได้รับแผนพัฒนาอย่างเข้มข้นเพื่อให้เติบโตเป็นผู้นำของเราในอนาคต
“ สำหรับมุมมองในเรื่องภาพรวมขององค์กรทั่วโลกที่จะเข้าสู่เทรนด์ขององค์กรรุ่นใหม่ เชื่อว่าทุกองค์กรจำเป็นต้องมีการปรับตัวให้รวดเร็วขึ้นให้ตามกับโลกและเทคโนโลยีที่แปรเปลี่ยน เพราะเรื่องของการแข่งขันในตลาดที่สูงขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตรงความต้องการมากขึ้น ดังนั้นทุกๆองค์กรจะต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับเช่น digital e-commerce (ดิจิตอลอีคอมเมิร์ซ) เพื่อให้องค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำหรับยูนิลิเวอร์เรานั้นได้มีการปรับตัวค่อนข้างเร็ว เนื่องจากองค์กรของเราต้องมีความว่องไวตามยุคตามโลกให้ทัน ดังนั้นเรายิ่งปรับตัวได้เร็วเท่าไหร่เรา จะยิ่งเชื่อมโยงธุรกิจเราให้ตอบสนองกับลูกค้าได้เร็วขึ้นมากยิ่งขึ้น”