นายธิติพร ธรรมาภิมุขกุล ผู้อำนวยการกลุ่มการตลาด ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ตลาดน้ำดื่มของไทยเป็นตลาดที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูงมาก มีแบรนด์ใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายดังนั้นการจัดกิจกรรมการตลาดที่ดี จะเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยสร้างการจดจำของแบรนด์สู่ผู้บริโภค ดังนั้นปีนี้บริษัทได้วางงบทำการตลาดไว้ทั้งปีราว 200 ล้านบาทในการเตรียมจัดแคมเปญใหญ่ในปีนี้อีก 4 แคมเปญ ซึ่งประเดิมช่วงต้นปีนี้บริษัทได้ทุ่มงบราว 60 ล้านบาท เปิดตัวแคมเปญภาพยนตร์โฆษณา อะ พาท ออฟ ยู ดื่มน้ำสิงห์เท่านั้นที่เราเลือก เพื่อกระตุ้นยอดขายน้ำดื่มสิงห์ในช่วงหน้าร้อนที่ตลาดเครื่องดื่มเติบโตสูงมากทุกปี และสร้างภาพลักษณ์ของผู้นำในตลาดน้ำดื่มให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยใช้ตัวแทนของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกันเข้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ครั้งแรก ตั้งเป้าหมายแคมเปญนี้ทำให้มียอดขายเติบโตขึ้นจากช่วงปกติอีก 10-12%
“แคมเปญในครั้งนี้เป็นครั้งแรกของน้ำดื่มสิงห์ที่ใช้พรีเซ็นเตอร์ โดยได้ดึงนักแสดงและเน็ตไอดอล อาทิ วี วิโอเล็ต วอเทียร์ นักร้องนักแสดง,ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ นักเขียนบท ผู้กำกับภาพยนตร์ ซีรี่ส์เรื่องดัง,เบเบ้-ธันย์ชนก ฤทธินาคา อาจารย์ นักแสดงและเน็ตไอดอลที่มีแฟนคลับติดตามบนโลกออนไลน์กว่า 1.4 ล้านคน และ2 หนุ่มแห่งวงเซาท์ไซด์ ทูพี-พิทวัส พฤกษกิจ และ ดีเจต๊อบ-ณภัทร เหล่าพลายนาค แร็ปเปอร์ที่มาแรงและดังสุดแห่งยุค มาร่วมสื่อสาร บอกเล่าเรื่องราว และแรงบันดาลใจในสิ่งที่แต่ละคนทำ เพื่อตอกย้ำความแข็งแกร่งในกลุ่มผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์หลากหลาย”
สำหรับตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดปีนี้เชื่อว่ายังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เพราะขณะนี้มีคนไทยถึง 70% ที่ดื่มน้ำต้มและน้ำจากธรรมชาติ ขณะเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยลดการบริโภคเครื่องดื่มประเภทที่มีน้ำตาลลง และหันมาบริโภคน้ำดื่มบรรจุขวด รวมถึงผู้บริโภคใส่ใจและเชื่อมั่นเกี่ยวกับแบรนด์สินค้า ส่งผลให้ตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดในปี59 เติบโต 11% มีมูลค่า 43,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นเชิงปริมาณ 4,000 ล้านลิตร แบ่งเป็นกลุ่มน้ำดื่มขวดพีอีที 90% ขวดแก้ว 10% โดยมีน้ำดื่มสิงห์ เป็นผู้นำด้วยส่วนแบ่งการตลาด 23%รองมาเป็นน้ำดื่มเนสเล่ 16% และคริสตัล 19% โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายน้ำดื่มสิงห์จะมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 25%
อย่างไรก็ตามช่วงหน้าร้อนปีนี้ บริษัทมีปริมาณน้ำดื่มเพียงพอที่จะรองรับความต้องการของผู้บริโภคได้แน่นอน เนื่องจากปีที่ผ่านมาได้พัฒนาศูนย์กระจายสินค้าและขยายกำลังการผลิตในโรงงานที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพิ่มอีก 20% จากปัจจุบันมี 8 โรงงาน ที่ครอบคลุมทุกภูมิภาค อาทิ เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา ขอนแก่น มหาสารคาม สุราษฎร์ธานี พร้อมกับให้ความสำคัญด้านการขยายช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ โดยเฉพาะออนไลน์ โดยเปิดช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าผ่านเว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่นบนมือถือ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง และช่วยเสริมสร้างโอกาสในการเติบโตของยอดขายมากขึ้น