นายนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงไตรมาสสามของปีก่อน แอลจีได้ยกเลิกจำหน่ายแอร์ปกติและรุกทำตลาดเฉพาะแอร์ระบบอินเวอร์เตอร์ จากเดิมปีก่อนมี 12 รุ่น ปีนี้เพิ่มเป็น 5 ซีรีส์ แต่ละซีรีส์มี 4 รุ่น รวมปีนี้มีทั้งหมด 20 รุ่น เนื่องจาก ตลาดเครื่องปรับอากาศทั่วโลกกำลังเข้าสู่ระบบอินเวอร์เตอร์เกิน 50% ส่วนไทยปีที่ผ่านมาแอร์อินเวอร์เตอร์มีสัดส่วน 30% ของตลาดรวม ปีนี้คาดว่าจะเพิ่มเป็น 40-50% และไม่เกิน 5 ปี จะเป็นระบบอินเวอร์เตอร์ 100%ทั้งหมดได้
ล่าสุด เราได้เปิดตัวไลน์อัพเครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์ 3 รุ่น คือ IPC, IDC และ ICC ให้ความเย็นเพิ่ม 15% เร่งความเย็นเร็วขึ้น 40% พร้อมฟังก์ชันเชื่อมต่อไวไฟควบคุมผ่านสมาร์ทโฟน ราคาเริ่มตั้งแต่ 14,900-24,000 บาท ตั้งแต่ 9,000-24,000BTU มั่นใจว่าจะทำให้แอลจีมีส่วนแบ่งในกลุ่มอินเวอร์เตอร์เป็น 25% ขึ้นเป็นอันดับที่ 2 จากปีก่อนมีส่วนแบ่ง 9% อยู่ในอันดับที่ 4 ของตลาด และเชื่อว่าจะทำให้ก้าวขึ้นเป็นท็อป 3 ในตลาดแอร์รวมได้
โดย บริษัทฯ ยังได้ทุ่มงบ 300 ล้านบาท สำหรับการทำการตลาดทั้งออนไลน์และออนกราวนด์ รวมถึงเปิดตัวแบรนด์ “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์” เป็นแบรนด์ แอมบาสเดอร์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น มั่นใจว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้น 15% หรือกว่า 150,000 ยูนิต คิดเป็นรายได้กว่า 3,200 ล้านบาท จากปีก่อนทำได้ 2,700 ล้านบาท โดยยอดขายแอร์คิดเป็น 20% ของรายได้รวมแอลจีทั้งหมด
ผู้บริหาร กล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมตลาดแอร์ 30,000 ล้านบาท ปีนี้คาดว่าจะโตได้อีก 10% หรือน่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 33,000 ล้านบาท หรือมีความต้องการอยู่ที่ 1.8 ล้านเครื่อง จากเดิมปีก่อนอยู่ที่ 1.6 ล้านเครื่อง ทั้งนี้ มองว่าปีนี้อากาศร้อนมาเร็น ส่วนจะร้อนมากหริอไม่ยังคาดการณ์ได้ยาก แต่ทั้งนี้เชื่อว่าในเดือน มี.ค.-พ.ค. ตลาดแอร์จะเติบโตมากสุด หรือมีรายได้กว่า 50% ของยอดขายรวมตลอดปี โดยแอร์ขนาด 13,000-18,000 BTU เป็นกลุ่มที่ขายดีที่สุด ทั้งนี้ในส่วนของอินเวอร์เตอร์ยังเป็นกลุ่มตลาดพรีเมียม ราคายังสูงกว่ารุ่นปกติราว 15-20% แต่ทางแอลจีพร้อมเจาะตลาดอินเวอร์เตอร์ตั้งแต่ลูกค้าระดับกลางถึงบนขึ้นไป ซึ่งในส่วนของระดับบนนั้น มาพร้อมฟังก์ชันไวไฟ โดยตั้งเป้ายอดขายอินเวอร์เตอร์ฟังก์ชันดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 15,000 เครื่องในปีนี้