ระกาไม่ระกำ!เครื่องใช้ไฟฟ้าตีปีก ผ่อน0%/โชว์นวัตกรรม/ลุยออนไลน์ รับตลาดบูม 5 หมื่นล้าน

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ระกาไม่ระกำ!เครื่องใช้ไฟฟ้าตีปีก ผ่อน0%/โชว์นวัตกรรม/ลุยออนไลน์ รับตลาดบูม 5 หมื่นล้าน


ระกาตีปีก!อานิสงส์ช็อปช่วยชาติ ทำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน 47,000 ล้านร้อนผ่าว คาดโตสะเด็ดกว่า 5% หากเศรษฐกิจระรื่นยาว คอนโดฯ บ้าน กระเตื้อง รายได้เกษตรกรฟื้นภาครัฐเดินหน้าเมกะโปรเจกต์เต็มสูบ คาดกะทุ้งตลาดปี 60 เหยียบ 50,000 ล้านแน่ด้านผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างมั่นใจ ตบเท้าทุ่มงบ จัดหนักอัดแคมเปญไม่ยั้งผนึกพันธมิตร ถล่มโปรโมชั่นทั้งผ่อน 0% และออกสินค้าใหม่เน้นนวัตกรรม ไปจนถึงลุยตลาดออนไลน์รับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคดิจิตอล

นายฮิโรยูกิ ทากิชิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค แอพพลายแอนซ์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าพานาโซนิค กล่าวว่า บริษัทต้องการขึ้นมาเป็นท็อปพรีเมี่ยมแบรนด์ของเอเชียภายในปี 2563 หรือมีอัตราการเติบโตเท่าตัว หากเทียบกับปีงบประมาณ 2558 มียอดราว 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเมืองไทยจะเป็นเป็นตลาดสำคัญแห่งหนึ่งของพานาโซนิค เนื่องจากที่ผ่านมามียอดการเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดได้ใช้เงินลงทุน 7-8% ของผลประกอบการในประเทศมาเลเซีย หรือคิดเป็น 1,700 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต ทั้งโรงงาน PAPAMY ในมาเลเซีย และปรับโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องทำความเย็นของประเทศไทย ให้สามารถผลิตกลุ่มสินค้าเครื่องปรับอากาศได้ โดยได้เริ่มเดินสายการผลิตไปแล้วเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ตอนนี้มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 5 แสนเครื่องต่อปี รองรับทั้งการทำตลาดเมืองไทยและประเทศเพื่อนบ้าน  สำหรับการลงทุนดังกล่าว ก็เพื่อทำให้พานาโซนิคขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มเครื่องปรับอากาศให้ได้ จากปัจจุบันอยู่อันดับ 4 มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 20% ซึ่งการจะขึ้นมาเป็นผู้นำบริษัทต้องเร่งดันมาร์เก็ตแชร์ขึ้นเป็นอย่างน้อย 27% ในอีก 3 ปีข้างหน้า

"เรามองว่าภูมิภาคเอเชียมีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่ม VIP+Thaiประกอบด้วย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย และนับจากนี้เราจะให้ความสำคัญกับประเทศดังกล่าวมากกว่าหลายๆ ปีที่ผ่านมา เพื่อทำให้เป้าหมายทางธุรกิจของพานาโซนิคเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้"

นอกจากนี้ บริษัทยังแผนธุรกิจระยะกลางระหว่างปี 2560-2562 ในตลาดเมืองไทย ตั้งเป้าว่าแต่ละปีต้องมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 10% เพื่อผลักดันให้แบรนด์พานาโซนิคขึ้นมาติดอันดับ 1 ใน 3 ของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าประเทศไทย โดยปีนี้เตรียมออกสินค้าทำตลาดแต่ละกลุ่มรวมกันแล้วเพิ่มอีก 47 โมเดล ประกอบด้วย 1.เครื่องปรับอากาศ รุ่นใหม่ 8 โมเดล รวม 23 โมเดล 2.ตู้เย็น รุ่นใหม่ 19 โมเดล รวม 29 โมเดล และ3.เครื่องซักผ้า รุ่นใหม่ 20 โมเดล รวม 28 โมเดล

ขณะเดียวกันอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่บริษัทมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งทำให้ขับเคลื่อนยอดขายเติบโตสองหลักต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาสองปีนั้น ก็คงเป็นการผลิตตามคุณภาพมาตรฐานญี่ปุ่น ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ และจากการลงทุนด้านอาร์แอนด์ดียังทำให้สินค้าตอบโจทย์การใช้งานอีกด้วย รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิด "Elegant Minimalism" หลังจากการตั้ง  Design Center ในเอเชีย ก็เชื่อว่าจะทำให้บริษัทเติบโตได้อีกทางหนึ่งด้วย โดยปัจจุบันผลประกอบการในเมืองไทยมีสัดส่วนมาจากการส่งออก 60% และในประเทศอีก 40% คาดการณ์ว่าปีงบประมาณ 2559 จะปิดรายได้ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท

ด้าน นางวรรณา สวัสดิกูล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า แผนการตลาดของบริษัทในปี60 ได้เตรียมเปิดตัวสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านรุ่นใหม่รวมกว่า 83 รายการ เพื่อปรับตัวและรองรับเทรนด์ผู้บริโภคในยุคใหม่ คือ การขยายตัวของประชากรเข้าสู่ตัวเมือง การเปลี่ยนแปลงของสื่อเข้าสู่ยุคโซเชียลมีเดีย ผู้หญิงยุคใหม่มีอำนาจการตัดสินใจซื้อมากขึ้น และเทรนด์รักสุขภาพมาแรง ทำให้คาดว่าจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นภาพรวมตลาดให้มียอดขายอยู่ที่ 50,000 ล้านบาท หรือเติบโตได้ 5%

ทั้งนี้ สินค้าใหม่ที่จะเปิดตัว บริษัทจะใช้การรับฟังเสียงจากผู้บริโภคเพื่อนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยให้ความสำคัญกับเครื่องปรับอากาศภายในบ้านเป็นสินค้าหลัก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้หลักให้แก่ซัมซุงถึง 40% ตามด้วยเครื่องซักผ้า ตู้เย็น และเครื่องดูดฝุ่น

สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้จะเน้น การออกผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่าย สะดวกสบาย เอื้อต่อกลุ่มคนทำงาน กลุ่มผู้หญิง และกลุ่มคนรักสุขภาพ การสื่อสารครอบคลุมทุกกลุ่มโดยเน้นไปที่สื่อดิจิตอลมากขึ้น และบริการหลังการขาย ที่จะปรับปรุงช่องทางการให้บริการแก่ลูกค้าผ่านแอพลิเคชั่น เพื่อเพิ่มความสะดวก พร้อมกับการปรับโฉมหน้าร้านใหม่โดยจำลองบรรยากาศให้เหมือนบ้านเพิ่มอีก 10สาขา จากปัจจุบันมีการขายผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรดและคู่ค้ากว่า 1,000 ร้าน และนอกจากนี้จะมีการจัดแคมเปญโปรโมชั่น ส่งเสริมการขายตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. ซึ่งเป็นช่วงหน้าขาย

อย่างไรก็ตามภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านปีนี้น่าจะโตได้อย่างน้อย 5% มูลค่าประมาณ 47,000 ล้านบาท แต่หากเศรษฐกิจดีต่อเนื่อง ภาครัฐเดินหน้าเมกะโปรเจกต์เต็มกำลัง เชื่อว่าจะทำให้ตลาดมีมูลค่าสูงถึง 50,000 ล้านบาทได้ ซึ่ง ประกอบด้วยเครื่องรับอากาศโตขึ้น 9% จากการครอบครองปัจจุบันเพียง 30% ของจำนวนประชากร,ตู้เย็นโต 1% จากปีก่อนทรงตัวที่มูลค่า 11,000 ล้านบาท,เครื่องซักผ้าโต 3% จากปีก่อนมูลค่า 10,000 ล้านบาท,ไมโครเวฟโต 3% ซึ่งอัตราการครอบครองมีเพียง 20% ของประชากร และเครื่องดูดฝุ่นโต 6% จากอัตราการครอบครองปัจจุบัน 13% ของประชากร

นายอนันต์ บรรเจิดธรรม กรรมการและผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาดและการขาย บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีแผนจะลดราคาเครื่องปรับอากาศ (แอร์) ระบบอินเวอร์เตอร์ที่เปิดตัวใหม่ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มสัดส่วนการขายแอร์อินเตอร์เพิ่มจาก 25% เป็น 30-40% และลดช่องว่างด้านราคาระหว่างแอร์ธรรมดากับแอร์อินเวอร์เตอร์ โดยแอร์บ้านจะลดราคาที่ 5-10% และแอร์เชิงพาณิชย์ลดราคา 15-20% ตั้งเป้าหมายมียอดขาย 15,900 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 60 (เม.ย.60- มี.ค.61) ซึ่งเพิ่มจากปีงบประมาณ59 ที่คาดว่าจะมียอดขาย 15,000 ล้านบาท เติบโต 3.4-4%

“ปัจจุบันแอร์ในระบบอินเวอร์เตอร์จะช่วยให้ผู้ใช้ประหยัดพลังงานได้มากกว่าแอร์ธรรมดา แต่เนื่องจากที่ผ่านมาราคาค่อนข้างสูงทำให้ผู้บริโภคยังเข้าถึงได้น้อย ซึ่งการลดราคาในครั้งนี้จะช่วยลดช่องว่างในแง่ของราคากลุ่มแอร์บ้านที่ปัจจุบันห่างกัน 25-30% เหลือเพียง 10% และแอร์เชิงพาณิชย์ที่ห่าง 30-40% เหลือ 10-20% เท่านั้น และทำให้ผู้บริโภคจับต้องได้ง่ายขึ้น”

ขณะที่แผนการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทจะขยายศูนย์บริการหลังการขายและอะไหล่ให้ครบ 143 แห่งทั่วประเทศ จากปัจจุบันมี 132 แห่ง และตั้งสำนักงานสนับสนุนลูกค้าโครงการ อาคารขนาดใหญ่ ไว้คอยให้บริการทั้งก่อนและหลังการขายเพิ่มอีก 2 แห่ง คือที่ชลบุรี และอุดรธานี หลังจากช่วงที่ผ่านมาเปิดในภูเก็ต และเชียงใหม่ไปแล้ว พร้อมกันนี้ยังได้เพิ่มช่องทางขายโดยพัฒนาระบบการสั่งซื่ออะไหล่ ผ่านช่องทางออนไลน์ขึ้นสำหรับร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชม.

นอกจากนี้จะใช้งบการตลาดทั้งสิ้น 1,050 ล้านบาท เพื่อวางแผนสื่อการตลาดแบบครบวงจรและให้ความสำคัญกับการใช้สื่อออนไลน์มากขึ้นในสัดส่วนถึง 20% รับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคมัลติสกรีน รวมทั้งจัดโปรโมชั่นเพิ่มพลังซื้อผ่อน 0% ร่วมกับตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม  ในปีงบประมาณ60นี้ บริษัทยังคงเน้นทำตลาดในกลุ่มแอร์อย่างต่อเนื่อง เพราะอัตราการถือครองในไทยยังต่ำ อยู่ที่ประมาณ 25-27% จึงเป็นช่องว่างให้เข้าไปสร้างยอดขายได้อีกมาก ขณะเดียวกันเชื่อว่าเศรษฐกิจจะค่อยๆปรับตัวดีขึ้น จากการลงทุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานของภาครัฐและในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง อาทิ คอนโดมิเนียมที่จะมีคนเข้าพักอาศัยเพิ่มขึ้น จึงคาดว่าการฟื้นตัวครั้งนี้จะทำให้ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน อาทิ แอร์ ระบบพัดลมระบายอากาศ และระบบแสงสว่างเติบโตได้ดี

นายภีระภาพ กาญจนชัยภูมิ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องปรับอากาศมิตซูบิชิ เฮฟวี่ ดิวตี้ เปิดเผยว่า ในปี 2560 บริษัทวางงบประมาณทำตลาดอย่างจริงจัง เพื่อสร้างการรับรู้เครื่องปรับอากาศแบรนด์มิตซูบิชิ เฮฟวี่ ดิวตี้ การจัดทำแคมเปญเพื่อเพิ่มยอดขาย ไปจนถึงการทำประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ โดยตั้งเป้าหมายปีนี้จะมียอดขายเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 จากปีก่อน มีส่วนแบ่งการตลาดเครื่องปรับอากาศภาพรวมไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 และเฉพาะในกลุ่มเครื่องปรับอากาศพรีเมียมมีส่วนแบ่งประมาณร้อยละ 30

โดยแผนการตลาดปีนี้ที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญก็คือ การจัดทำแคมเปญรับประกันเครื่องปรับอากาศ มิตซูบิชิ เฮฟวี่ ดิวตี้ ทุกชิ้นส่วนเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งถือว่าเป็นแบรนด์ญี่ปุ่นแบรนด์เดียวที่ทำในเวลานี้ และการเพิ่มคุณภาพการบริการหลังการขาย ให้มีประสิทธิภาพและความรวดเร็ว โดยมีการอบรมพนักงานช่างของบริษัท และพนักงานช่างของตัวแทนจำหน่าย และช่างทั่วไป ด้วยการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมฟรี ตั้งเป้าว่าจะอบรมให้ได้ประมาณ 5 ,000 คนในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อบรมแล้ว 2,500 คน ไปจนถึงการพาพนักงานช่างของตัวแทนจำหน่ายเข้าเยี่ยมชมโรงงาน ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าได้อย่างดี บริษัทยังวางแผนเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้มากขึ้นด้วย ซึ่งล่าสุดได้เซ็นสัญญานำเครื่องปรับอากาศ มิตซูบิชิ เฮฟวี่ ดิวตี้เข้าไปจำหน่ายในห้างไฮเปอร์มาร์ทอีก 2-3 แห่ง นอกจากช่องทางขายที่มีอยู่ในปัจจุบัน คือ การจำหน่ายผ่านตัวแทน ขายผ่านระบบออนไลน์ก็จะเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการเพิ่มยอดขาย

นอกจากนี้ บริษัทยังวางแผนประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งออนไลน์ ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น การจัดทำสื่อโฆษณา โดยใช้ตัวแทนจำหน่ายมาเป็นตัวเดินเรื่อง นอกจากจะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์แล้ว ยังช่วยสนับสนุนตัวแทนจำหน่ายให้เป็นที่รู้จัก เป็นต้น และผ่านทางออฟไลน์ อาทิ หนังสือพิมพ์ ทีวี ป้ายโฆษณา เป็นต้น เพื่อสร้างความรับรู้และเพิ่มความเชื่อมั่นในตัวแบรนด์เครื่องปรับอากาศ มิตซูบิชิ เฮฟวี่ ดิวตี้  ล่าสุดได้เปิดตัวการ์ตูนสัญลักษณ์หรือมาสคอต เป็นตัว “มาโบะ” เพื่อสร้างการจดจำต่อแบรนด์เครื่องปรับอากาศมิตซูบิชิ เฮฟวี่ ดิวตี้ ให้ง่ายขึ้นอีกด้วย

“ในปีนี้เราวางแผนที่จะออกมาโปรโมทแอร์มิตซูบิชิ เฮฟวี่ ดิวตี้ ให้มีความชัดเจน ไม่เกิดความสับสนในแบรนด์เหมือนที่ผ่าน และพร้อมทำตลาดอย่างจริงจัง เพื่อที่จะเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ในตลาดแอร์รวม ซึ่งตั้งเป้าว่าจะเป็นท็อปทรีให้ภายในปี 2563 โดยเฉพาะในกลุ่มแอร์ระดับพรีเมี่ยมที่ถือว่าเป็นตลาดหลักของมิตซูบิชิ เฮฟวี่ ดิวตี้ จะต้องเพิ่มสัดส่วนจากอันดับ 3 ก้าวขึ้นเป็นอันดับ 2 ให้ได้ในเร็วๆ นี้”

นางสาวแซนดี้ โจว ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ทีซีแอล อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดทีวีในปี 2559 ที่ผ่านมานั้นมีอัตราตกลงราว 8% เมื่อเทียบจากปี 2558 ซึ่งมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีนักอย่างที่เราทราบกัน  ส่วนในปี 2560 นี้มองว่าภาพรวมตลาดทีวีน่าจะมีมูลค่าประมาณ 2.4 พันล้านบาท โดยปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้จากยอดขายทีวีปิดอยู่ที่ 2.5 พันล้านบาท สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในระดับกลางและพรีเมี่ยม แบ่งสัดส่วนออกเป็น กรุงเทพฯ 45%  และในต่างจังหวัด 55% ซึ่งภายในปี 2560 นี้คาดจะปิดรายได้ที่ 3.2 พันล้านบาท และตั้งเป้ามีแบ่งทางการตลาดโตขึ้นอีกราว 10%

ล่าสุด ในปี 2560 ทางบริษัทยังได้มีการเปิดตัว “QUHD TV” รุ่น P2US/E7800 ซึ่งเป็นสุดยอดนวัตกรรมทีวี HDR เน้นภาพคมชัด สีสันสวยงาม จะสามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยม ด้วยราคาที่จับต้องได้  อีกทั้งในไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 บริษัทมีแผนจะนำตู้เย็นและเครื่องซักผ้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับลูกค้าได้เลือกซื้อ

สำหรับกลยุทธ์ด้านการตลาดในปี 2560 นี้ ทางบริษัทจะมุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ต่อแบรนด์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ของหน้าร้านจัดจำหน่าย โดยใช้งบลงทุนราว 100 ล้านบาท  ในการพัฒนาช็อปในส่วนของโมเดิร์นเทรดและดีลเลอร์ การพัฒนาค่าประสิทธิภาพต่อราคาของสินค้าให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด พร้อมไปกับการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าให้เกิดความสะดวกต่อลูกค้ามากยิ่งขึ้น

เราจะทำการรุกหาพันธมิตรเพิ่มขึ้นเพื่อขยายช่องทางการจัดจำหน่าย ในส่วนของดีลเลอร์เพิ่ม 30% ร้านโมเดิร์นเทรดเพิ่มขึ้นอีก 15% ในการปรับโฉมร้านค้ากว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ด้วยการชูคอนเซปต์ “The Creative Life” รวมถึงขยายพื้นที่ให้กว้างขวางมากขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของลูกค้า และมีแผนในการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ร่วมกับเว็บไซต์อีคอมเมิรซ์รายหลักๆ ในประเทศไทย

               

 



บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ