นายเทเรนซ์ แพง ประธานฝ่ายปฏิบัติการแอพพลิเคชั่น ช็อปปี้ (Shopee) ตลาดซื้อขายสินค้าบนมือถือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน กล่าวว่า นับตั้งแต่เปิดตัวทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในประเทศไต้หวันเมื่อเดือนธันวาคม 2558 ที่ผ่านมาช็อปปี้งได้เติบโตขึ้นอย่างมากในทุกประเทศที่ดำเนินกิจการ โดยมียอดผู้ใช้แอพในทุกประเทศรวมกันกว่า 20 ล้านคน มีการทำรายการสั่งซื้อสินค้าวันละ 250,000 รายการ และมีมูลค่าการซื้อขายสินค้าต่อปี (annualized gross merchandise value – GMV) สูงถึง 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับช็อปปิ้ง ประเทศไทยนั้น เราเลือกเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยนั้นเนื่องจากเราพบว่าจากผลการสำรวจของสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT เมื่อปี 2558/ 2559 ในประเทศไทยมีฐานผู้ใช้สมาร์ทโฟนเป็นจำนวนกว่า 20 ล้านคนโดยมีอัตราการเติบโตของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศไทยอยู่ที่122% ในขณะที่ 25.8% ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ เป็นการใช้งานในเรื่องการซื้อสินค้าออนไลน์ และมีค่าเฉลี่ยการใช้อินเตอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือต่อวันอยู่ที่ 5.7 ชั่วโมงจากตัวเลขสถิติต่างๆ เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงเทรนด์การช็อปปิ้งออนไลน์ผ่านโทรศัทพ์มือถือที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทย และมีแนวโน้มจะเพิ่มทวีจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
“ประเทศไทยเป็นอีกประเทศที่การช็อปปิ้งบนมือถือมีการเติบโตรวดเร็วที่สุดโดยมีปัจจัยหลักจากการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงการใช้งานสมาร์ทโฟนและสื่อสังคมออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆทำให้เมืองไทยมีความพร้อมที่จะเปิดรับศักราชใหม่ของการซื้อขายบนมือถือนี่คือสาเหตุที่เราสร้างช็อปปี้งให้เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มุ่งเน้นโทรศัพท์มือถือเป็นสำคัญเพื่อมอบความสะดวกสบายทั้งในการซื้อและการขายนอกจากนี้คุณสมบัติด้านโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ผนวกไว้ภายในแอพยังได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ใช้ในทุกประเทศโดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งหนึ่งในคุณสมบัติที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือการพูดคุยแบบLiveChatได้ภายในแอพฯ ทำให้ผู้ซื้อสามารถสื่อสารกับผู้ขายได้โดยตรงเท่าที่ผ่านมาคุณสมบัตินี้ได้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยกว่า430 ล้านครั้งทั่วภูมิภาค และทุกๆ วินาทีจะมีการเริ่มต้นสนทนาใหม่ถึง 30 ครั้งถือว่าเป็นช่องทางที่ทำให้เราสามารถช่วยเหลือผู้ซื้อได้ในหลากหลายเรื่องเช่น เมื่อผู้ซื้อต้องการขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ตรวจสอบสถานะคำสั่งซื้อ และขอรับบริการหลังการขายเป็นต้น”
ผู้บริหารแอพพลิเคชั่น ช้อปปี้ Shopeeกล่าวต่อว่า ตั้งแต่เราได้เข้ามาทำตลาดไทยจวบจนปัจจุบันนี้มีผู้คนไทยผู้ใช้งานแอพฯ ของเราแล้ว แล้วราวกว่า 3 ล้านคน แบ่งสัดส่วนเป็นผู้ใช้ใน กรุงเทพ 60% และ ต่างจังหวัด 40% มียอดสั่งซื้อ 20,000 ออเดอร์ต่อวัน และปัจจุบันมีร้านค้าที่เข้ามาทำธุรกิจกับแอพฯ ของเรา หลายแสนร้านแล้ว โดยบริษัทวางแผนกลยุทธ์ในการทำตลาดต่อไปนี้ในประเทศไทยคือการเข้าถึงผู้ใช้งาน ให้มากที่สุด พร้อมกับศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในไทยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด ซึ่งคาดว่าสิ้นปีนี้จะมียอดผู้เข้าใช้เพิ่มเป็น 4 ล้านคน
ด้านผู้ประกอบการขายสินค้าออนไลน์เจ้าแรก เจ้าใหญ่ อย่าง ลาซาด้า โดย นายอเล็กแซนดรอ บิสชินี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย ได้กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ทางเราเห็นว่า ณ ปัจจุบันคนไทยจะใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 1.6 เท่า ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ชอบความรวดเร็ว สะดวกสบาย สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เราเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น โดยในช่วงปีที่ผ่านมามีผู้เยี่ยมชมลาซาด้าจำนวน 3 ล้านคน พร้อมมียอดสั่งซื้อราว 130,000 ออเดอร์ ซึ่งทางเราคาดว่าปีนี้จะมีผู้เยี่ยมชมเพิ่มขึ้นเป็น 3-5 เท่า และตลาดของประเทศไทยคาดว่าจะโตเพิ่มขึ้น 3.5% ในอีก 5 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมามีผู้ค้าบนแพลตฟอร์มการขายกับเรามากกว่า 2,500 ราย ที่มีรายได้มากกว่าเดิมถึง 5 เท่าจากเดือนอื่นๆ ปีนี้คาดว่าจะมีผู้ค้าบนแพลตฟอร์มการขายของเราเพิ่มขึ้น 100 ราย มีรายได้ 500,000 บาทภายใน 3 วัน ลาซาด้าเราไม่ได้เพียงช่วยเหลือผู้ค้าออนไลน์ในการตั้งหน้าร้านบนแพลตฟอร์มเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมายเพื่อให้ความสนับสนุนผู้ขายในทุกย่างก้าวบนถนนสายอีคอมเมิร์ซแห่งนี้
ล่าสุด ลาซาด้า เตรียมจัดแคมแปญเปิดเทศกาลขายสินค้าออนไลน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งของ อาลีบาบา กรุ๊ป ภายใต้งาน “ออนไลน์ เฟสติวัล” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 11 พฤศจิกายน ถึง วันที่ 12 ธันวาคม นี้ ที่จะเป็นอีกหนึ่งแคมเปญในการช็อปปิ้งที่น่าจดจำเพื่อเฉลิมฉลองการเติบโตของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเปิดประสบการณ์ที่ดีให้แก้ผู้ค้าและลูกค้า เพื่อช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านค้ามากขึ้น และการเป็นที่สร้างการรับรู้ว่ายังมีธุรกิจ E-Commerce และสิ่งหนึ่งที่เป็นสิ่งที่กำลังเติบโตอย่างมากในโลกของ E-Commerce ก็คือ B2C หรือการตลาดโดยมุ่งไปสู่ผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นโอกาสธุรกิจที่กำลังเติบโตขึ้นในอนาคต
ผู้บริหารลาซาด้า ประเทศไทย กล่าวต่อว่า สำหรับแผนการทำตลาดในประเทศไทยปีหน้า (2560) เราวางแผนในจะทำการเปิดให้ผู้ขายสามารถขายข้ามพรมแดนได้ โดยระยะเวลาที่เราคาดไว้น่าจะช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า ซึ่งเป็นช่วงการนำร่อง ซึ่งทางเราได้ผนึกพันธมิตรกับไปรษณีย์ไทยเพื่อให้ไปรษณีย์ช่วยอำนวยความสะดวกในการนำสินค้าเข้าประเทศไทย ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ค้าได้มีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น แต่ด้วยเรื่องของการขายสินค้าข้ามพรมแดนนั้นก็มีเรื่องของภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม ผู้ขายต้องเป็นคนรับผิดชอบ เพราะแต่ละประเทศก็มีกฎหมายกฎระเบียบที่ต่างกันในแง่ของภาษีในแง่ของศุลกากร เพราะฉะนั้นต้องไปศึกษาในแต่ละประเทศ
ทั้งนี้ สำหรับลาซาด้าแล้วเรามีวัตถุประสงค์อยากเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ค้า อยากให้คนที่ขายของกับลาซาด้าเป็นผู้ขายจริงๆ ไม่ใช่พาร์ตไทม์ เป็นผู้ขายมืออาชีพ และจากผู้ขายมืออาชีพกลายมาเป็นพันธมิตรกับเรา กลายเป็นหุ้นส่วนของเรา และหวังว่าในประเทศไทยจะมีผู้ขายที่เป็น Next Generation E-Commerce professional อีกทั้ง เราคาดว่า ภายในปี 2563เราจะมียอดในประเทศไทย (E-Commerce) น่าจะจะมีมูลค่าเป็น 3,000 ล้านเหรียญ
ส่วน นางสาวพิจิตรา เรืองวัฒนไพศาล ผู้อำนวยการสายงานพาณิชย์ บริษัทโซน่าร์ ไทยแลนด์ ช็อป หรือท็อปเซลเลอร์ของลาซาด้า กล่าวเพิ่มเติมทิ้งท้ายว่า บริษัทเราได้เข้ามาร่วมกับลาซาด้าเมื่อปี 2055 ในการตัดสินใจนั้นเห็นว่าคนไทยมีการเสพโซเชียลมากขึ้น การเข้าถึงสินค้าง่ายขึ้น เหตุนี้จึงทำให้เราตัดสินใจที่จะขายแบบออนไลน์ แต่ก็ยังมีการขายแบบออฟไลน์อยู่ จากการได้ร่วมมือกับลาซาด้านั้นทำให้ผลประกอบการของเราประสบผลสำเร็จเพิ่มมากขึ้น จากเดิมเติบโต 100% ในการขายแบบออฟไลน์ พอมาทำการขายแบบออนไลน์ ปีแรกเติบโต 5% ปัจจุบันเติบโตเพิ่มขึ้น 15-20% และโตขึ้นเรื่อยๆสุดท้ายขอเชิญชวนให้ทุกคนมาขายสินค้าแบบออนไลน์เพิ่มมากขึ้น
ปิดท้าย ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ อย่าง เทสโก้ โลตัส ก็สร้างประสบการณ์ช็อปปิ้งไร้รอยต่อทุกที ทุกเวลา เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ายุค 4.0 ถือเป็นการเดินขยายขยายธุรกิจออนไลน์อย่างต่อเนื่องเช่นกัน นายจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองประธานกรรมการฝ่ายธุรกิจออนไลน์ กล่าวว่า ทาง เทสโก้ โลตัส ได้ทำการเปิดร้านค้าบนเว็บไซต์ลาซาด้า ไปเมื่อในช่วงเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีลูกค้าเป็นผู้หญิง 60 % ผู้ชาย 40 % อายุราว 25–45 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการจับจ่ายใช้สอยสินค้าผ่านออนไลน์เป็น 3 เท่า ส่งผลให้เรามีการเพิ่มสินค้าให้เลือกซื้อมากกว่าเดิมอีก 2 เท่าตัว ปัจจุบันมีอยู่ 12,000 กว่ารายการ และจากที่เทสโก้ได้เริ่มทำตลาดออนไลน์มา 2 ปีแล้วพบว่า เราได้มีการเติบโตของยอดขายไม่ต่ำกว่า 300% และคาดว่ายังมีโอกาสที่จะเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ล่าสุด ปีนี้บริษัทจึงรุกทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการสร้างนวัตกรรมบริการและช่องทางออนไลน์ใหม่ที่เทสโก้ โลตัส ได้สร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ายุค 4.0 ที่มีความต้องการเข้าถึงสินค้าและบริการแบบไร้รอยต่อ ได้ทุกที่ทุกเวลา รองรับการเติบโตของเทรนด์ดิจิตอล และไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของลูกค้า โดยเราพบปัญหาของคนต่างจังหวัดที่ไปซื้อของที่โลตัสเอกซ์เพรสแล้วได้สินค้าไม่ครบ และลูกค้าก็จะต้องเข้าไปในตัวเมื่อเพื่อหาซื้อสินค้า จึงทำให้เกิดการเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเราจึงมองเห็นปัญหาสิ่งนี้ เราจึงยกไฮเปอร์มาร์เก็ตทั้งห้าง มายัดไว้ในเอ็กซ์เพรสต่างจังหวัด เพื่อให้ลูกค้าได้ช็อปปิ้งสินค้าอะไรก็ได้ ตามความต้อง ในเครื่องคีออส และเมื่อช็อปปิ้งเสร็จก็มีบริการจัดส่ง/ติดตั้งฟรีถึงบ้าน มีช่องทางการชำระเงินให้เลือกหลากหลายช่องทาง อาทิ การชำระเงินผ่านบัตรเครดิต, การเก็บเงินปลายทาง และการชำระเงินทางเคาเตอร์เซอร์วิสต่างๆ ซึ่งได้ทำการทดลองแล้วจำนวน 6 สาขา ในภาคใต้และภาคอีสาน พร้อมมีแพลนจะขยายสาขาเพิ่มในปีหน้าอีก 200 สาขา
นอกจากนี้ เรายังได้เพิ่มเติมบนเทสโก้ลาซาด้า คือกลุ่มสินค้าบริโภคเพิ่มมากขึ้น พร้อมกันนี้จะเปิดช็อป F&F บนเทสโก้ลาซาด้าอีกด้วย นอกจากนี้ทางเทสโก้ยังได้จับมือกับทางลาซาด้าในเรื่องคลับการ์ด โดยการซื้อสินค้าบนลาซาด้าแล้วสามารถใช้เติมพอยต์คลับการ์ดได้ด้วย อีกทั้งทางเทสโก้ยังจับมือร่วมกับพันธมิตรรายใหม่อย่าง weloveshoppingซึ่งเป็นมาร์เก็ตเพลสอันดับ 2 ของประเทศไทย โดยการเปิดร้านค้าบนเว็บไซต์เมื่อต้นเดือนกันยายน ที่ผ่านมา มีสินค้าอยู่ 4,000 รายการ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มลูกค้าผู้หญิงที่ช็อปบนเว็บไซต์นี้