“ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน ได้มาบอกเล่าหลักปฏิบัติ 3 เรื่องสำคัญคือ “การรู้รักสามัคคี” หลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และ “เศรษฐกิจพอเพียง”ตาแนวพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีผลต่อการวางรากฐานสำคัญของกิจการพลังงาน ทำให้กิจการพลังงานของประเทศเจริญก้าวหน้าอย่างทุกวันนี้
“ดร.ทาวรัฐ” กล่าวว่า พระราชดำรัส เรื่องที่หนึ่ง คือ การรู้รักสามัคคี โดยทรงชี้แนะถึงเทคนิคการทำงานร่วมกัน ในอดีตหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำและพลังงานที่ต้องบูรณาการทำงานด้วยกันในอดีต คือ กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และสำนักงานพลังงานแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันคือกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน หรือ พพ. โดยหากหน่วยงานเหล่านี้ ไม่ได้น้อมนำพระราชดำรัส เรื่อง “รู้รักสามัคคี”มาปฏิบัติใช้ การพัฒนาโครงการเขื่อนพลังน้ำขนาดใหญ่ ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งด้านเกษตรกรรม และการผลิตกระแสไฟฟ้า ก็จะไม่ประสบความสำเร็จ
เป็นที่ทราบกันดีว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ของไทยทรงสนพระทัยและมีพระอัจฉริยภาพเรื่องน้ำเป็นพิเศษ เมื่อครั้งทรงมีพระราชดำรัสให้กรมชลประทาน สร้างเขื่อนขนาดใหญ่ขึ้นเป็นโครงการเมกะโปรเจกต์ โครงการแรกของประเทศ ในขณะนั้น กรมชลประทานได้ตั้งกองไฟฟ้าพลังน้ำขึ้นมาดูแลโครงการนี้โดยเฉพาะ
ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณแผ่นดิน การดำเนินงานโครงการขนาดใหญ่ในสมัยนั้นให้ประสบความสำเร็จได้จะต้องได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากต่างประเทศ และต้องมีการจัดตั้งองค์กรซึ่งเป็นนิติบุคคลขึ้นมารับผิดชอบโดยเฉพาะ จึงมีการตั้งการไฟฟ้ายันฮี ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้าในขณะนั้น (ก่อนจะมีการควบรวมกับการลิกไนต์และการไฟฟ้าตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) เป็นผู้รับผิดชอบในการก่อสร้างเขื่อนยันฮี ในปี พ.ศ.2496 ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานนามชื่อเขื่อนว่า ‘เขื่อนภูมิพล’ ในปี 2500
เขื่อนภูมิพล ถูกออกแบบให้เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ ที่ใช้ประโยชน์ได้ทั้งการผลิตกระแสไฟฟ้าและการเกษตรกรรม แต่ให้มีวัตถุประสงค์หลักคือการผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อให้มีรายได้จากการขายกระแสไฟฟ้ามาชำระคืนเงินกู้ โดยโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเงินกู้จากธนาคารโลก(World Bank ) ซึ่งในพ.ร.บ.กฟผ. มีการระบุเอาไว้ด้วยว่า หากรายได้ของกฟผ.ของไม่เพียงพอ ต่อการชำระคืนหนี้ รัฐจะต้องนำเงินมาอุดหนุน หรือต้องเป็นผู้ใช้หนี้แทน
ความสำเร็จในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่คือเขื่อนภูมิพล ถือเป็นการเปิดทางให้มีการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงานอื่นๆในลำดับต่อมา โดยในยุคที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีแนวนโยบายที่จะพัฒนาโครงการเขื่อนพลังน้ำขนาดใหญ่ ขึ้นมาเพื่อกั้นแม่น้ำชี และแม่น้ำมูล สร้างความเจริญให้กับภาคอีสาน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน แต่แทนที่จอมพลสฤษดิ์ จะให้กฟผ.เป็นผู้ดำเนินการ กลับให้มีการตั้งสำนักงานพลังงานแห่งชาติขึ้น และสั่งให้ ดร. บุญรอด บิณฑสันต์ ซึ่งเป็นเลขาธิการสำนักงานพลังงานแห่งชาติ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ
ด้วยน้อมนำเอาพระราชดำรัส “รู้รักสามัคคี” มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ทำให้ทั้ง 2 หน่วยงานซึ่งรับผิดชอบเรื่องโรงไฟฟ้าพลังน้ำ มีการบูรณาการทำงานร่วมกัน โดยไม่ได้มีการสร้างเขื่อนแข่งกัน โดยกฟผ. คือ คุณเกษม นั้นรับผิดชอบการสร้างเขื่อนใหญ่ เช่น เขื่อนภูมิพล, เขื่อนน้ำพอง (ปัจจุบันคือเขื่อนอุบลรัตน์), เขื่อนลำโดมน้อย(ปัจจุบันคือเขื่อนสิรินธร) และเขื่อนจุฬาภรณ์ เป็นต้น ส่วนฝ่ายดร.บุญรอด นั้นรับผิดชอบเขื่อนขนาดเล็ก และดูแลระบบชลประทานท้ายเขื่อนเพื่อประโยชน์ด้านเกษตรกรรมด้วย ทำให้ยุคดังกล่าวสามารถที่จะพัฒนาโครงการไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะต่างคนต่างสร้างผลงาน คู่ขนานกันไปโดยไม่ทำงานซ้ำซ้อนกัน
ผลจากการน้อมนำเอาพระราชดำรัส "รู้รักสามัคคี" มาประยุกต์ใช้ จึงทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน โดยมีทั้งเขื่อนที่มีวัตถุประสงค์หลักในการผลิตไฟฟ้า และเขื่อนที่มีวัตถุประสงค์หลักคือการเกษตรกรรมที่มีการผลิตไฟฟ้าเป็นผลพลอยได้โดยที่ทั้ง กฟผ. กรมชลประทาน และพพ. ต่างบูรณาการทำงานร่วมกันมาจนถึงปัจจุบันนี้
“ดร.ทวารัฐ” กล่าวอีกว่า สำหรับพระราชดำรัส“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ด้วยว่า เป็นหลักที่ทำให้โครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงานหลายโครงการ สามารถเกิดขึ้นได้โดยที่ประชาชนในพื้นที่ให้การยอมรับ เพราะได้รับประโยชน์จากโครงการนั้นด้วย อย่างเมื่อครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จเปิดเขื่อนบางลาง จ.ยะลาซึ่งเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำแห่งแรกของภาคใต้ตอนล่างนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบากในการก่อสร้างเนื่องด้วยในขณะนั้นยังมีการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายโดยในระหว่างการก่อสร้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินมาที่เขื่อนแห่งนี้หลายครั้งด้วยพระราชประสงค์จะพระราชทานกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานและทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า "คนที่เข้าถึงพื้นที่ได้ ย่อมมีโอกาสทำงานสำเร็จ"
พล.อ.อ.กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี ซึ่งเวลานั้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้รายงานให้พระองค์ท่านทราบว่า เจอหมู่บ้านสันติที่อยู่บริเวณใกล้กับเขื่อนนั้นแต่ไม่มีไฟฟ้าใช้ พระองค์ฯทรงเห็นว่าเป็นเรื่องผิดธรรมชาติที่หมู่บ้านต้นน้ำของเขื่อนบางลาง ที่ผลิตไฟฟ้าจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการสร้างเขื่อน จึงทรงรับสั่งให้ไปเจาะอุโมงค์เพื่อให้หมู่บ้านสันติ ได้มีไฟฟ้าใช้
จากแนวพระราชดำริดังกล่าว การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจึงก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านสันติขึ้นบริเวณเหนือเขื่อนบางลาง โดยติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 1,275 กิโลวัตต์ จำนวน 1 เครื่อง และติดตั้งท่อส่งน้ำยาว 1,800 เมตรสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ในปี พ.ศ.2528
โรงไฟฟ้าพลังน้ำ บ้านสันตินับเป็นโรงไฟฟ้าใต้ภูเขาแห่งแรกของประเทศไทยที่มีการควบคุมด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงด้วยการเดินเครื่องในระบบอัตโนมัติสามารถสั่งการและควบคุมการเดินเครื่องโดยตรงจากโรงไฟฟ้าเขื่อนบางลางสามารถอำนวยประโยชน์แก่ราษฎรในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี
ในปี 2541 ซึ่งประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง พระองค์ทรงนำนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงมาสู่ประชาชน โดยทรงตรัสว่า "เศรษฐกิจพอเพียงไม่จำเป็นต้องเป็นเสือ(ของเอเชีย) แต่ขอให้เพียงพอ โดยกระทรวงพลังงานได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งแบ่งเป็น 3 ห่วง 2 เงื่อนไข มาประยุกต์ใช้ในการกำหนดแนวนโยบายต่างๆด้านพลังงาน ได้แก่1.ความพอประมาณ คือ การใช้อย่างประหยัด คุ้มค่า การคาดการณ์ต่างๆให้นึกถึงการพอประมาณ 2.มีเหตุผล คือ ให้ใช้ของที่มีในประเทศก่อนจะนำเข้าจากต่างประเทศ และใช้พลังงานที่ต้นทุนต่ำก่อนจะเลือกใช้ของแพง 3.การมีภูมิคุ้มกันคือการส่งเสริมเรื่องของพลังงานทดแทน เพราะเห็นว่าการมีแหล่งพลังงานเป็นของตัวเองนั้นดีที่สุด เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนอกประเทศไทยก็จะยังมีพลังงานในประเทศใช้ได้โดยพลังงานทดแทนทั้งเอธานอล ไบโอดีเซล ทดแทนการนำเข้าน้ำมันดิบ พลังงานชีวมวล แสงแดด ลม ทดแทนการนำเข้าเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า ถือเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดซึ่งในอนาคตพลังงานทดแทนอาจจะกลายเป็นพลังงานหลักของประเทศได้หากมีต้นทุนที่ต่ำลงและมีความสม่ำเสมอในการผลิตกระแสไฟฟ้า

ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงสนพระทัยในเรื่องเอธานอล และไบโอดีเซล โดยในปี 2528 ทรงริเริ่มเอธานอล โดยให้โครงการสวนจิตรลดารับไปดำเนินการทั้งกระบวนการตั้งแต่ปลูกอ้อย ตัด หีบ และกลั่น เป็นน้ำมันเพื่อใช้ในรถยนต์ของโครงการ ซึ่งกระทรวงพลังงาน นำมาแปลงเป็นนโยบายเพื่อส่งเสริมอย่างจริงจังในช่วงที่คุณวิเศษ จูภิบาล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในปี 2547-2548 โดยนำเอธานอลมาผสมในน้ำมันเบนซิน 10% (ซึ่งก็คือแก๊สโซฮอล์ 95 และโซฮอล์ 91 ในปัจจุบัน) จนปัจจุบันพัฒนามาถึงแก๊สโซฮอล์ E85ถือได้ว่าพระองค์ท่านทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกลในเรื่องนี้ เพราะช่วงที่ทรงริเริ่มเรื่องของเอธานอลนั้น ยังไม่ได้มีวิกฤติเรื่องของราคาน้ำมันเลย
ส่วนไบโอดีเซลนั้น ทรงพระราชทานแนวคิดสูตรไบโอดีเซล ที่ทำจากน้ำมันปาล์มดิบในปี 2530-2543 ทรงทำปาล์มเพื่อผลิตเป็นไบโอดีเซล ต่อมามีผู้มาถวายงานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวกันมากขึ้น ตอนนั้นขนาดรถส่วนพระองค์ยังเขียนไว้ว่า รถใช้ไบโอดีเซลบริสุทธิ์ ในปี 2544 กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้นำไปจดสิทธิบัตรไบโอดีเซลส่งเข้าประกวดที่ประเทศเบลเยียม และได้รางวัลกลับมา จากนั้นกระทรวงพลังงานก็นำมากำหนดเป็นนโยบายส่งเสริมเพื่อขยายผลอย่างต่อเนื่อง
การพัฒนาเอธานอลและไบโอดีเซล สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นนักประดิษฐ์คิดค้นของพระองค์ท่าน ทรงเชื่อมั่นในการทดลองแม้ตอนนั้นราคาน้ำมันยังไม่แพงและคนยังไม่ให้ความสนใจ แต่ก็ทรงเริ่มคิดค้นทดลองจากโครงการเล็กๆ ใช้ในบ้านก่อนค่อยต่อยอดไประดับประเทศ เมื่อเรามีปัญหาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นเกิน100เหรียญสหรัฐ คนจึงได้ตระหนักถึงสายพระเนตรอันยาวไกลของพระองค์ท่าน
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ให้คนไทยได้รู้ใช้พลังงานอย่างประหยัด มีประสิทธิภาพ สามารถที่จะน้อมนำมาประยุกต์ใช้ ได้ทุกยุคทุกสมัย แม้ในอนาคตที่ กระทรวงพลังงานจะมุ่งสู่นโยบาย Energy 4.0 ซึ่งเป็นการนำนวัตกรรม ที่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น การทำสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ(สมาร์ทกริด) การทำโครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซล่าร์รูฟ ท็อป) เป็นต้น โดยในกระแสเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามามีบทบาทในเรื่องพลังงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆนั้น กระทรวงพลังงานก็กำลังคิดหาวิธีว่าจะทำอย่างไรให้มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมสัญชาติไทย ที่คนไทยผลิตได้เองมาใช้แทนการนำเข้า และสามารถส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศได้ด้วย เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ
แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ หรือ แผน PDP นั้นในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็มีการน้อมนำพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ด้วย โดยในการคาดการณ์การใช้ไฟฟ้ามีการนำแผนประหยัดไฟฟ้า หรือ การใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพมาพิจารณาด้วย รวมถึงกรณีที่ในอนาคตที่จะส่งเสริมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าจะเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้เอง มาพิจารณาด้วย
พระราชดำรัสและพระอัจฉริยภาพในด้านการพัฒนาพลังงาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจได้น้อมนำมาปฏิบัติ สร้างความเจริญต่อวงการพลังานไทยแบบก้าวกระโดด นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตลอดระยะเวลา 70 ปีในรัชสมัย จนทรงได้รับการยกย่องให้เป็น “พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย”ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้