“รชค.ภัทรพงศ์” ยกระดับ สบพ. มอบ 6 นโยบาย เร่งผลิตบุคลากรการบินยุคใหม่ รับดีมานด์ท่องเที่ยว - โลจิสติกส์ สู่ ศูนย์กลางการฝึกอบรมด้านการบินระดับโลก (World-Class Aviation Training Hub)
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานแก่สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็น “ศูนย์กลางการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านการบินระดับ World-Class Aviation Training Hub” รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค โดยมี พลเอก ดร.ดิเรก ดีประเสริฐ ประธานกรรมการ สบพ. พร้อมด้วยคณะกรรมการ สบพ. ดร.วราภรณ์ เต็มแก้ว รองผู้ว่าการฝ่ายบริหาร รักษาการแทนผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน และผู้บริหาร สบพ. ให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารศูนย์พัฒนาบุคลากรด้านการบิน สบพ. กรุงเทพฯ
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมมุ่งมั่นผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) และศูนย์กลางการฝึกอบรมด้านการบินระดับโลก (World-Class Infrastructure) โดยมี สบพ. เป็นกลไกหลักในการผลิตบุคลากรคุณภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นระบบ จึงได้มอบนโยบายการดำเนินงาน 6 ด้านสำคัญ ดังนี้
1. ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสู่มาตรฐานสากล (World-Class Infrastructure) เร่งพัฒนาศูนย์ฝึกการบินหัวหิน จัดหาเครื่องบินฝึก เครื่องฝึกบินจำลอง และห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย ได้มาตรฐานสากล พร้อมเน้นการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเชื่อมโยงการศึกษา การฝึกงาน และการจ้างงานอย่างเป็นระบบ พร้อมตั้งเป้าพึ่งพาตนเองด้านงบประมาณผ่านการสร้างรายได้จากการเป็นศูนย์ฝึกระดับโลก
2. บริหารงบประมาณเชิงกลยุทธ์ เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ให้เป็นไปตามเป้าหมายและถูกต้องตามระเบียบ พร้อมวางกรอบงบประมาณปี 2570 โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมของประเทศ
3. พัฒนา “คน สบพ.” ให้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มุ่งเน้นการเพิ่มพูนทักษะบุคลากรภายในองค์กรให้เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับสูง เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในการผลิตนักศึกษาการบิน ควบคู่ไปกับการปรับปรุงระบบสวัสดิการและสร้างแรงจูงใจในการทำงานที่มีประสิทธิภาพ
4. ผลิตบุคลากรตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่ ทั้งนักบิน ช่างอากาศยาน และผู้ควบคุมจราจรทางอากาศ บุคลากรด้านความปลอดภัยการบิน และผู้ควบคุมอากาศยานไร้คนขับ ให้เพียงพอต่อความต้องการ พร้อมควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตร Reskill/Upskill รองรับเทคโนโลยีการบินสมัยใหม่ อาทิ Seaplane ,Drone, eVTOL, Aviation Cybersecurity และ Airport Digital Management เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก
5. เสริมสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ ผ่านความร่วมมือกับองค์กรและหน่วยงานด้านการบินทั่วโลก ทั้งการจัดประชุม การฝึกอบรม และการสนับสนุนทุนการศึกษา พร้อมผลักดันมาตรฐานการฝึกอบรมตามเกณฑ์ของ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางฝึกอบรมด้านการบินของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
6. มุ่งสู่องค์กรการบินสีเขียว นำเทคโนโลยีดิจิทัลและพลังงานสะอาดมาใช้เต็มรูปแบบ อาทิ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในองค์กร ระบบโซลาร์เซลล์ และการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ภายหลังการมอบนโยบาย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะ ได้เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและเทคโนโลยีการเรียนการสอนที่ทันสมัยของ สบพ. อาทิ ห้องฝึกบินจำลองสำหรับวิศวกรรมการบิน (Flight Simulator) ห้องปฏิบัติการวิศวกรรมการบิน ห้องปฏิบัติการเครื่องช่วยเดินอากาศและการสื่อสารภาคอากาศ ห้องฝึกปฏิบัติการช่างอากาศยาน ห้องปฏิบัติการควบคุมจราจรทางอากาศ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการฝึกทักษะเชิงปฏิบัติระดับสากล
ด้าน ดร.วราภรณ์ เต็มแก้ว รองผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน รักษาการแทนผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน กล่าวเพิ่มเติมว่า สบพ. พร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์กรควบคู่กับการยกระดับคุณภาพการฝึกอบรม โดยจะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ห้องปฏิบัติการ และสิ่งอำนวยความสะดวกให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรการบินทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงผู้เรียนสู่โอกาสด้านทุนการศึกษา การฝึกงาน และการมีงานทำในอุตสาหกรรมการบินอย่างเป็นรูปธรรม
การตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงคมนาคมในการยกระดับอุตสาหกรรมการบินไทยอย่างครบวงจร ทั้งด้านบุคลากร เทคโนโลยี และมาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคอย่างยั่งยืนในอนาคต