“ภัทรพงศ์” สั่ง บวท. ลดค่าบริการบิน 30% – ขยายเครดิต 30 วัน อุ้มสายการบินฝ่าวิกฤตพลังงาน พร้อมชูนโยบาย 7 ด้าน ปั้นน่านฟ้าไทยสู่ Aviation Hub โลก
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้กับบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ว่า ได้กำหนดกรอบนโยบายสำคัญ 7 ด้าน เพื่อ “ยกระดับการบริหารน่านฟ้า ขับเคลื่อนไทยสู่ World-class Aviation Hub” รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
สำหรับนโยบายทั้ง 7 ด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การลดต้นทุนสายการบิน ควบคู่การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจราจรทางอากาศ ด้วยการนำระบบ Air Traffic Flow Management (ATFM) มาบริหารความหนาแน่นเที่ยวบิน ลดความล่าช้าและการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 และวางแผนงบปี 2570 อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน ยังเน้นย้ำ “ความปลอดภัย” เป็นหัวใจหลัก ยกระดับมาตรฐานการให้บริการสู่ระดับสากล พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และข้อมูลการบิน รวมถึงเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการให้บริการ เพื่อก้าวสู่องค์กรดิจิทัล และผลักดันการดำเนินงานตามแนวคิด ESG อย่างเป็นรูปธรรม
นายภัทรพงศ์ ระบุว่า เป้าหมายการยกระดับน่านฟ้าไทย ไม่สามารถขับเคลื่อนได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ของ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมท่าอากาศยาน บวท. สถาบันการบินพลเรือน และโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งต้องทำงานสอดประสานกันในทุกมิติ เพื่อสร้างระบบการบินที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และแข่งขันได้ในเวทีโลก
พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้ บวท. เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการสายการบิน โดยปรับลดค่าบริการการเดินอากาศสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศลง 30% และขยายระยะเวลาชำระค่าบริการออกไปอีก 30 วัน (Credit Term) ในช่วงเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน 2569 เพื่อเสริมสภาพคล่องให้สายการบินที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและราคาพลังงานที่ผันผวน
ด้านนายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า บวท. พร้อมเดินหน้านโยบายภาครัฐ โดยเร่งโครงการ Quick Win เพื่อยกระดับระบบการให้บริการการเดินอากาศ อาทิ การเตรียมความพร้อมสนามบินอู่ตะเภา การพัฒนา Digital Tower ทั้งรูปแบบ Hybrid สำหรับสนามบินขนาดใหญ่ เช่น สุวรรณภูมิและดอนเมือง และ Remote Tower สำหรับสนามบินขนาดเล็ก
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างพัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลการบินแบบครบวงจร (SWIM) รองรับเทคโนโลยีการบินสมัยใหม่ รวมถึงการขนส่งทางอากาศรูปแบบใหม่ (Advanced Air Mobility: AAM) เช่น อากาศยานไร้คนขับ และอากาศยานขึ้นลงแนวดิ่งไฟฟ้า (eVTOL) พร้อมออกแบบการใช้ห้วงอากาศใหม่ให้รองรับความต้องการในอนาคต
ทั้งนี้ บวท. ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรควบคู่เทคโนโลยี และการบริหารจราจรทางอากาศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green ATM) เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว