วันนี้ (12 มี.ค. 2569) นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เป็นประธานเปิดการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 1 โครงการศึกษาการกำหนดอัตราค่าโดยสารขนส่งมวลชนระบบรางแบบเขตพื้นที่ (Zonal Fare) ตามเขตพื้นที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านเข้าพื้นที่จราจรหนาแน่น ณ โรงแรมอมารี กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้เชี่ยวชาญ และสื่อมวลชน เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์
นายพิเชฐ เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายลดภาระค่าครองชีพด้านการเดินทางของประชาชน โดยกระทรวงคมนาคมได้ดำเนินมาตรการค่าโดยสารราคาเดียวแบบเหมาจ่ายรายวัน 40 บาท สำหรับการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างรถไฟชานเมืองสายสีแดงและรถไฟฟ้าสายสีม่วง ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นมา
ผลการดำเนินมาตรการดังกล่าว พบว่ามีผู้ใช้บริการรถไฟชานเมืองสายสีแดงเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 83 ขณะที่รถไฟฟ้าสายสีม่วงเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 22 ส่งผลให้ภาพรวมผู้โดยสารของทั้งสองเส้นทางเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 37 อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการใช้บัตรโดยสารมาตรฐาน EMV Contactless เพิ่มขึ้นกว่า ร้อยละ 113 สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการด้านค่าโดยสารสามารถจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งทางรางมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ครอบคลุมโครงข่ายรถไฟฟ้าทั้ง 8 เส้นทางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กรมการขนส่งทางรางจึงเร่งศึกษารูปแบบการกำหนดค่าโดยสารใหม่ ได้แก่ การจัดเก็บค่าโดยสารตามระยะทาง แบบคงที่ และแบบเขตพื้นที่ (Zonal Fare) โดยจะพิจารณาควบคู่กับแนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านเข้าพื้นที่จราจรหนาแน่น (Congestion Charge)
การศึกษาดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกำหนดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมและเป็นธรรม ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงระบบขนส่งทางรางอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งช่วยบรรเทาปัญหาการจราจร ลดมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5 รวมถึงลดการใช้พลังงานจากรถยนต์ส่วนบุคคล
นอกจากนี้ ยังมีการศึกษารูปแบบการจัดหาเงินทุนหมุนเวียนและมาตรการทางภาษี เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่องบประมาณภาครัฐในระยะยาว
ทั้งนี้ การประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้เป็นการประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 1 จากทั้งหมด 2 ครั้ง โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 109 หน่วยงาน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ก่อนนำข้อมูลไปวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อกำหนดอัตราค่าโดยสารระบบรางที่เหมาะสม เป็นธรรม และสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งสาธารณะอย่างยั่งยืนในอนาคต