สถานการณ์ร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยปี 2026 ถือเป็น "จุดเปลี่ยนสำคัญ" หลังจากที่มีการเติบโตต่อเนื่องมาเกือบ 2 ทศวรรษ ข้อมูลล่าสุดจากเจโทร (JETRO) และการวิเคราะห์ตลาดสะท้อนภาพรวมที่น่าสนใจ
> ตลาดเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว
เป็นครั้งแรกในรอบ 18-20 ปีที่จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย "ลดลง" โดยในปี 2568-2569 มีจำนวนร้านรวมประมาณ 5,781 ร้าน (ลดลงประมาณ 2.2% จากปีก่อนหน้า) ซึ่งสะท้อนว่าการเปิดสาขาใหม่แบบเดิมๆ เริ่มทำได้ยากขึ้น เนื่องจากการแข่งขันที่สูงมากและการกระจุกตัวของร้านในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
> กลุ่ม "รุ่ง" vs "ร่วง"
แม้ภาพรวมจะลดลง แต่พฤติกรรมผู้บริโภคมีการแบ่งแยก (Segment) ชัดเจนขึ้น คือ
กลุ่มที่ยังเติบโต : ร้านราเมง เติบโตสวนกระแส เพราะราคาเข้าถึงง่ายและเป็นอาหารมื้อด่วนที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ขณะที่ คาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่น โดยเฉพาะร้านที่เน้น "มัทฉะ" และของหวาน ยังคงขยายตัวได้ดีจากเทรนด์การถ่ายภาพลงโซเชียล เช่นเดียวกับ ร้านเฉพาะทาง (Specialty) ร้านที่เน้นเมนูเดียวแต่ทำให้สุด เช่น ข้าวหน้าปลาไหล (Unagi), ทงคัตสึ หรือแฮมเบิร์กสไตล์ญี่ปุ่น
กลุ่มที่เผชิญความท้าทาย : คือ ร้านปิ้งย่าง (Yakiniku) มียอดลดลงมากที่สุด (ประมาณ 9%) เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบสูงและการแข่งขันกับเมนูอื่นๆ เช่น หม่าล่า และ ร้านซูชิ เริ่มอิ่มตัว โดยเฉพาะร้านระดับกลางที่ไม่มีจุดขายชัดเจนจะอยู่ยากขึ้น
> พฤติกรรมเปลี่ยน "บินไปกินต้นฉบับ"
ปัจจัยเรื่อง "ค่าเงินเยนอ่อนค่า" ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ คนไทยจำนวนมากเลือกที่จะ "ชะลอ" การกินอาหารญี่ปุ่นราคาสูง (เช่น โอมากาเสะ หรือ พรีเมียมวากิว) ในไทย แล้วเก็บเงินไปกินที่ประเทศญี่ปุ่นแทน เพราะรู้สึกว่าคุ้มค่ากว่าทั้งเรื่องราคาและบรรยากาศ
> กลยุทธ์การปรับตัวในปี 2026
เพื่อให้รอดพ้นจากสภาวะตลาดอิ่มตัว ผู้ประกอบการจึงหันมาใช้กลยุทธ์ใหม่ อาทิ
Storytelling & Experience : ไม่ได้ขายแค่รสชาติ แต่ขาย "เรื่องราว" ของวัตถุดิบและประสบการณ์ที่หาจากที่อื่นไม่ได้
Localization : การปรับรสชาติหรือรูปแบบให้เข้ากับคนท้องถิ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการขยายตัวไปในต่างจังหวัดที่ตลาดยังไม่แน่นเท่ากรุงเทพฯ
ความคุ้มค่า (Value for Money) : ผู้บริโภคยุคนี้ฉลาดเลือกมากขึ้น ร้านที่ตั้งราคาสูงแต่คุณภาพไม่ถึงจะถูกคัดออกอย่างรวดเร็ว