บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยเดือนกุมภาพันธ์ มีแนวโน้มสดใสต่อเนื่องหลังดัชนี SET Index สามารถทะลุแนวต้านสำคัญที่ 1,345 จุดขึ้นมาได้ โดยได้รับอานิสงส์จากการหมุนเวียนเม็ดเงินลงทุน (Fund Flow) จากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ เข้าสู่หุ้นกลุ่ม Value Stock และตลาดเกิดใหม่ พร้อมเปิดโผ 5 ปัจจัยบวกที่จะช่วยขับเคลื่อนดัชนี และกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นหุ้นพื้นฐานดีที่ราคายัง Laggard
จับตากระแสเงินทุนย้ายออกจาก Tech สหรัฐฯ เข้าสู่หุ้น Value ฝ่ายวิจัยฯ พบสัญญาณการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ อย่างชัดเจน เนื่องจากความกังวลเรื่องฟองสบู่AI และมูลค่าหุ้น (Valuation) ที่เริ่มแพงเกินไป ส่งผลให้ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลดลงราว -2.4%MTD สวนทางกับดัชนี Dow Jones ที่ปรับตัวขึ้น สะท้อนว่าเม็ดเงินกำลังไหลเข้าสู่กลุ่ม Non-Tech และหุ้นที่มีมูลค่าน่าสนใจ (Value Play) ซึ่งเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทย นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังดีดตัวขึ้นแรงกว่า 3% จากความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ก่อนการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ที่จะเกิดขึ้น
เปิด 5 ปัจจัยหนุนหุ้นไทยเดือน ก.พ. เดินหน้าต่อ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า SET Index มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อในเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 5 ประการ ได้แก่:
1. Election Rally: สถิติบ่งชี้ว่าตลาดหุ้นมักปรับตัวขึ้นได้ดีทั้งช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง (ที่จะมีขึ้น 8 ก.พ. 69) โดยหลังเลือกตั้ง 1 เดือนมักให้ผลตอบแทนเฉลี่ย +2.6%
2. MSCI Rebalance: คาดหวังการเพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นไทยเล็กน้อยจากการประกาศวันที่ 10 ก.พ. นี้ สวนทางกับอินโดนีเซียที่อาจถูกลดน้ำหนักจากประเด็น Free Float
3. เลี่ยง Technical Recession: คาดการณ์ตัวเลข GDP งวดไตรมาส 4/68 (ประกาศ 16 ก.พ.) จะกลับมาขยายตัว +0.2% QoQ และ +1.3% YoY รอดพ้นจากภาวะถดถอยทางเทคนิค
4. เทศกาลตรุษจีน: ปีนี้ตรงกับวันที่ 17 ก.พ. คาดว่าจะหนุนจำนวนนักท่องเที่ยวให้เพิ่มขึ้นจากฐานที่ต่ำในปีก่อน
5. กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโต: คาดการณ์กำไรงวด 4Q68 จะเติบโตก้าวกระโดดถึง 80-90% YoY มาอยู่ที่ระดับ 2.5-2.6 แสนล้านบาท ซึ่งช่วยกดระดับ P/E ของตลาดให้ลดลง
เศรษฐกิจไทยส่อแววฟื้นตัวแบบ U-Shape สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค คาดว่าเงินเฟ้อไทยจะผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 1/69 (คาดติดลบต่อเนื่องที่ -0.3% YoY ในเดือน ม.ค.) และจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ในช่วงไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป สอดคล้องกับ GDP ที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง สู่ระดับ 2.0% - 2.2% สะท้อนภาพการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป (U-Shape Recovery)
กลยุทธ์การลงทุน: เน้นหุ้น Laggard พื้นฐานแกร่ง จากแนวโน้มดังกล่าว ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำกลยุทธ์ "สะสมหุ้นพื้นฐานแถว 2 ที่ราคายัง Laggard" และมีโอกาสฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ โดยมีรายชื่อหุ้นเด่น (Top Picks) ดังนี้:
• กลุ่มโรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภค: BGRIM, WHA, CK
• กลุ่มการบริโภคและบริการ: CPALL, SJWD, BDMS, PR9
• กลุ่มการเงินและอสังหาฯ: TIDLOR, SIRI
นอกจากนี้ สำหรับนักลงทุนที่สนใจตลาดต่างประเทศ แนะนำเก็งกำไรในธีมการฟื้นตัวของยอดขายเครื่องสำอางในสหรัฐฯ ผ่าน DR: LOREAL80 หลังยอดขายกลุ่มความงามฟื้นตัวเด่นในไตรมาสล่าสุด