กรมชลประทานเตรียมสรุปการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมการบริหารจัดการน้ำ โขง เลย ชีมูล ระยะที่ 1
เมื่อ 14 มกราคม นางดรรชนี เฉยเพ็ชร ผู้เชี่ยวชาญ ด้านที่ปรึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำนักบริหารโครงการกรมชลประทาน นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่นเพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมการบริหารจัดการน้ำ โขง เลย ชีมูล โดยแรงโน้มถ่วงระยะที่ 1 (ระบบส่งน้ำ)
นางดรรชนีกล่าวว่า สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการบริหารจัดการน้ำ โขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ระยะที่ 1 (ระบบส่งน้ำ) ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ดำเนินการทั้งสิ้น 85,711 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ก่อสร้างคลองส่งน้ำและระบบส่งน้ำ 79,950 ไร่ พื้นที่ทิ้งดิน จำนวน 111 แห่ง รวมพื้นที่ 5,761 ไร่ โดยมีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดิน 79,000 กว่าไร่เศษ มูลค่าชดเชยที่ดิน 8,700 ล้านบาท รวมมูลค่าที่ดินและทรัพย์สินที่ต้องจ่ายค่าชดเชยทั้งสิ้นประมาณ 19,000 ล้านบาท มีประชากรที่ได้รับผลกระทบ 28,580 ราย
ในส่วนนี้กรมชลประทานได้มีการชดเชยเยียวยาอย่างเป็นธรรมให้กับผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งมีการจัดทำแผนป้องกันแก้ไขและติดตามตรวจสอบเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง มีระยะเวลาดำเนินการรวมทั้งสิ้น 15 ปี สำหรับโครงการขนาดใหญ่ และเมื่อโครงการเสร็จสิ้นแล้ว จะมีพื้นที่ชลประทานได้รับประโยชน์ 1.69 ล้านไร่ บริหารจัดการน้ำโดยการผันน้ำตลอดทั้งปี สามารถผันน้ำได้ 3,500- 3,800 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เป้าหมายหลักคือการพัฒนาพื้นที่การเกษตร และมีการบริหารจัดการน้ำครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 6 จังหวัด ได้แก่ หนองบัวลำภู ขอนแก่น ชัยภูมิกาฬสินธุ์ มหาสารคาม และนครราชสีมา รวมทั้งสิ้น 30 อำเภอ 176 ตำบล ซึ่งโครงการมีลักษณะเป็นคลองเปิด จะมีถนนข้างลำคลอง จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ด้วย
"สำหรับพื้นที่ภาคอีสานเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นพื้นที่แห้งแล้งประสบปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งอย่างซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่สูงจะส่งน้ำยาก ในการพัฒนาโครงการ บริหารจัดการน้ำ โขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ระยะที่ 1 โดยระบบส่งน้ำจะแบ่งเป็นคลองเปิดครอบคลุมพื้นที่ 1.49ล้านไร่ และระบบสูบน้ำผ่านอุโมงค์ 0.194 ล้านไร่ ทั้งนี้ กรมชลประทานมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับรายได้เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้กับพี่น้องประชาชนในภาคอีสานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป" นางดรรชนี กล่าว
นางดรรชนีเปิดเผยว่า ขณะนี้ภาครัฐกำลังเร่งดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระยะที่ 1 พื้นที่ 1.69 ล้านไร ซึ่งตามแผนงานมีกำหนดแล้วเสร็จประมาณเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 และนำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเสนอให้ คชก.(คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม -EIA) พิจารณา การออกแบบรายละเอียดระบบส่งน้ำระยะที่ 1 ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2570 รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการผ่านความเห็นชอบของ คชก. ในปี พ.ศ.2571 สามารถนำไปก่อสร้างได้และใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 6 ปี ในปี พ.ศ. 2577 จึงสามารถใช้ประโยชน์ได้
ผลประโยชน์ที่ได้รับโดยตรงจากโครงการนี้จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนพร้อมระบบส่งน้ำ ในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดขอนแก่น จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดนครราชสีมา รวมพื้นที่ชลประทานประมาณ 1.69 ล้านไร่ สามารถเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำปัจจุบัน เช่น อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว และอ่างเก็บน้ำเขื่อนห้วยหลวง รวมประมาณ 195 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ทำให้ภาคการเกษตรมีความมั่นคงของน้ำเพิ่มมากขึ้นตลอดปี สามารถเพาะปลูกพืชฤดูแล้งได้ 945,500 ไร่ต่อปีช่วยเพิ่มผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร
นอกจากนี้ยังมีผลประโยชน์ด้านอื่น ประกอบด้วย ลดปัญหาการอพยพแรงงานเข้าไปหารายได้เพิ่มในพื้นที่เมืองใหญ่ ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และลดความเสี่ยงด้านอุทกภัย นำไปสู่ความต้องการใช้ที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้น และส่งผลให้ราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้น (Land Value) อีกทั้งยังมีส่วนส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่เพราะ 2 ฝั่งคลองจะเป็นถนนทำให้เกิดทัศนียภาพที่เหมาะสมกับการพักผ่อน