“เสียวหมี่” (Xiaomi) คือหนึ่งในผลผลิตของการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของจีนที่เกิดและเติบโตได้อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่ถึงสองทศวรรษ จากสมาร์ทโฟนสเปกสูงในราคามิตรภาพ บนปรัชญา “เทคโนโลยีที่ดีไม่จำเป็นต้องแพง" จนปัจจุบันมือถือค่ายเสียวหมี่ สามารถครองตลาดอันดับ 1 ในจีน อันดับ 3 ของโลก และได้ก้าวข้ามภาพลักษณ์แบรนด์ราคาประหยัดสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมระดับโลกในผลิตภัณฑ์อีกหลายประเภทรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า(EV)
ช่วงเดือนธันวาคม 2025 ที่ผ่านมาเสียวหมี่ได้เปิดบ้านให้สื่อมวลชนต่างประเทศเข้าชมโรงงานสมาร์ทโฟนที่เมืองวิทยาศาสตร์อนาคตชางผิง กรุงปักกิ่ง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำของสินค้าที่มีมาตรฐานสูงระดับโลกในการผลิตด้วยระบบอัจฉริยะอัตโนมัติ
โรงงานแห่งนี้มีพื้นที่โครงการ 81,000 ตารางเมตร เริ่มสายการผลิตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2024 โดยเน้นสมาร์ทโฟนระดับเรือธง มีความโดดเด่นที่เป็นโรงงานอัจฉริยะ มีสายการประกอบอัตโนมัติ 100% จึงมีความแม่นยำสูง สามารถผลิตสมาร์ทโฟนได้มากกว่า 10 ล้านเครื่องต่อปี โดยใช้เวลาในการผลิตเฉลี่ยประมาณ 6 วินาทีต่อสมาร์ทโฟน 1 เครื่อง
นอกจากระบบการผลิตที่แม่นยำและรวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์แล้ว โรงงานอัจฉริยะของเสียวหมี่ยังมีระบบการทดสอบขั้นสุดท้ายหลังการประกอบ มีการทดสอบประสิทธิภาพและการทำงานขั้นสุดท้าย เช่น การใช้พลังงาน ประสิทธิภาพเสาอากาศ ระบบเสียง กล้อง หน้าจอ เซนเซอร์ และส่วนประกอบอื่นๆเพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ทุกเครื่องผ่านมาตรฐานทางเทคนิคที่กำหนด รวมไปถึงการจำลองการใช้งานสมาร์ทโฟนในระยะยาวเพื่อตรวจสอบเสถียรภาพของประสิทธิภาพ อายุการใช้งานแบตเตอรี่ ฯลฯ
ทางโรงงานสมาร์ทโฟนบอกว่าโรงงานแห่งนี้สามารถพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยตนเอง 100% หัวใจหลักคือแพลตฟอร์ม Xiaomi Hyper Intelligent Manufacturing Platform (IMP) ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมทุกขั้นตอนของการดำเนินงานภายในโรงงานโดยอัตโนมัติ เช่น ประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพของผลิตภัณฑ์ การแจ้งเตือนความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น อาทิ ระบบสามารถตรวจสอบปริมาณวัตถุดิบคงคลังแบบอัตโนมัติ ซึ่งสามารถสั่งเติมวัตถุดิบทันทีเมื่อปริมาณต่ำกว่ากำหนด ช่วยให้โรงงานผลิตสินค้าในปริมาณมากพร้อมรักษามาตรฐานคุณภาพให้คงที่อย่างต่อเนื่อง ส่วนในด้านฮาร์ดแวร์ โรงงานมีอัตราการพัฒนาอุปกรณ์ด้วยตนเองสูงถึง 96.8%
สิ่งที่สะท้อนความสำเร็จของเสียวหมี่คือการทุ่มทุนและทุ่มเทด้านงานวิจัยและพัฒนา(R&D) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 เสียวหมี่ ลงทุนด้าน R&D เป็นมูลค่า 23,500ล้านหยวน (ประมาณ 103,870ล้านบาท) โดยเฉพาะในไตรมาส 3 บริษัทใช้งบ R&D ถึง 9,100ล้านหยวน(ประมาณ 40,222 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นถึง 52.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ผลตอบแทนที่กลับมาคือผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2025 เสียวหมี่มีรายได้สูงถึง 113,100 ล้านหยวน (ประมาณ 5 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 22.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นับเป็นไตรมาสที่สี่ติดต่อกันที่รายได้ทะลุ 100,000 ล้านหยวน(ประมาณ 442,000 ล้านบาท) ขณะที่กำไรสุทธิหลังปรับปรุงเพิ่มขึ้น 80.9% เป็น 11,300 ล้านหยวน(ประมาณ 49,946 ล้านบาท) สูงสุดเท่าที่เสียวหมี่เปิดดำเนินการมา
ตามรายงานตลาดสมาร์ทโฟนนานาชาติในไตรมาส 3 ปี 2025 เสียวหมี่ครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนโลก 14% คงอยู่ในอันดับ 3 ของโลกต่อเนื่องอย่างเหนียวแน่นตลอด 21 ไตรมาส โดยกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดอาเซียนโดยเฉพาะที่มาเลเซีย เสียวหมี่สามารถ ครองส่วนแบ่ง 21% ขึ้นอันดับ1ของตลาด
นอกจากโรงงานสมาร์ทโฟนอัจฉริยะ เสียวหมี่ยังเปิดให้สื่อมวลชนต่างประเทศเข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีปักกิ่ง (Beijing E-Town) บนพื้นที่กว่า 718,000 ตารางเมตร ซึ่งรวมทุกฟังก์ชันสำคัญไว้ในที่เดียว โรงงานแห่งนี้สามารถผลิตรถยนต์ได้ 1 คัน ทุก 76 วินาที ด้วยเทคโนโลยี Hyper Die-Casting การผลิตที่ทันสมัยและระบบการตรวจสอบคุณภาพที่เหนือมาตรฐาน โดยมีหุ่นยนต์มากกว่า 700 ตัวทำงานร่วมกันอย่างประสานสอดคล้องและมีความแม่นยำสูง
เสียวหมี่ให้ข้อมูลว่าในไตรมาส 3 ปี 2025 ได้ส่งมอบEVไปแล้วกว่า 1 แสนคัน และมั่นใจว่ารถEVเสียวหมี่ จะเป็นEVจีนที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดรถยนต์ระดับคุณภาพทั่วโลก
การที่แบรนด์หนึ่งของจีนสามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดดและขยายอาณาจักรได้อย่างรวดเร็วอย่างกรณีของ “เสียวหมี่”นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการผลิตสินค้าดีมีคุณภาพและมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง นอกจากนี้ยังพิสูจน์ถึงยุทธศาสตร์ระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human × Car × Home” ในการเชื่อมต่อผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีAIและนวัตกรรม ซึ่งผลลัพธ์คือความภักดีต่อแบรนด์และเป้าหมายทางธุรกิจในอนาคต