พรรคร่วมอุ้ม “บิ๊กตู่” ‘ไฟต์บังคับ’ลากครบเทอม

วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

พรรคร่วมอุ้ม “บิ๊กตู่”  ‘ไฟต์บังคับ’ลากครบเทอม


เป็นไปตามคาด เมื่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่มี สาธิต ปิตุเตชะ รมช.กระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน มีมติโดยเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบให้ใช้วิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยให้นำคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งประเทศมารวมกันแล้วจะหารด้วย 100

ขณะที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ออกมาแจกแจงรายละเอียด ในการประชุมลงมติดังกล่าวว่า กรรมาธิการฯ เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับสูตรใช้ 100 หาร ด้วยคะแนน 32 เสียง ไม่เห็นด้วย 11 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง จากจำนวนกรรมาธิการฯ ทั้งหมด 49 คน

สถานการณ์ตรงกันข้าม คนละอารมณ์กับท่านผู้นำ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กระทรวงกลาโหม ที่ฝันว่าจะมีโอกาส “ทำแฮตทริก” นั่งนายกฯ รอบสาม แผนต่อโปรโมชั่นอำนาจสะดุดลอยคว้างห่างออกไปทุกที

ณ จุดที่พลังหดหาย คำพูดหมดความขลัง อุตส่าห์สั่งเสียก่อนบินไปสหรัฐอเมริกา ประกาศิต “ปาร์ตี้ลิสต์ต้องหาร 500” สูตรเดิม เบรก “เพื่อไทยแลนด์สไลด์” แต่คณะกรรมาธิการฯ ซีกรัฐบาลก็โหวตหักมุมท่านผู้นำ ดันปาร์ตี้ลิสต์หาร 100 ประเคนใส่พานให้ทีมงาน “ทักษิณ”

ทำให้ “นายห้างดูไบ” นั่งฝันถึง “แลนด์สไลด์” เมื่อได้ “ของกำนัล” ชุดใหญ่ทั้ง “บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ” และ “ปาร์ตี้ลิสต์หาร 100” ดูเหมือนว่า สถานการณ์ย้อนกลับไปย่ำรอยยุครุ่งเรือง ไล่ตั้งแต่อดีต พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน จนถึง “เพื่อไทย” ยุค “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่ “นอมินี” ของ “ทักษิณ ชินวัตร” โกยแต้มแบบที่สามารถจัด “รัฐบาลพรรคเดียว”

มั่นใจถึงขนาดที่ “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ไปขึ้นเวทีที่เมืองปากน้ำ สมุทรปราการ ปลุกผีคนเสื้อแดง ทวงคืนอำนาจกลับมาอยู่ในมือตระกูลชิน 

แต่ใช่ว่าเรื่องนี้จะราบเรียบไร้รอยต่อ เมื่อวุฒิสมาชิก “ปีกตึกไทยคู่ฟ้า” อย่าง พล.อ.กนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ หรือ “บิ๊กเจี๊ยบ” อดีตที่ปรึกษากองทัพบก เพื่อนสนิท พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงกลาโหม ในฐานะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ออกมาเบรกข่าว โดยระบุว่า ส.ว.คงต้องมีการหารือกัน เพราะส.ว. 14 คน ที่ตัวแทนของวุฒิสภาที่เป็นตัวแทนไปโหวตในกมธ.วิสามัญฯ ต้องชี้แจงให้เข้าใจเหตุผลว่าทำไมโหวตเอาสูตร 500 สูตร 100 ด้วยเหตุผลอะไร 

ส่วนที่คิดว่าการพิจารณาสูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ เสียงโหวตในสภาจะเหมือนกับเสียงโหวตในชั้นกมธ.หรือ

ไม่ตามที่มีคนออกมาระบุว่า กมธ.ว่าอย่างไรเสียงในสภาก็เป็นตามนั้น พล.อ.อกนิษฐ์บอกว่า ตนไม่มองอย่างนั้น เพราะมีกฎหมายหลายฉบับที่กมธ.เสนอมาและถูกแก้ในการประชุมสภาถูกตีตกไปก็มี พร้อมกับย้ำว่าอย่าด่วนสรุป อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

 อย่างไรก็ตาม “อ้อยเข้าปากช้าง” ยากที่จะเอาออก เว้นเสียแต่ปาฏิหาริย์ “ฟ้าผ่า” ในชั้นที่ประชุมร่วมรัฐสภา สมาชิกวุฒิสภาผนึกแนวต้าน “ระบอบทักษิณ” ออกแรงสกัด “แลนด์สไลด์” กันนาทีสุดท้าย แต่นั่นก็เป็นเรื่องยากเต็มกลืน ถึงตรงนี้จึงต้องทิ้งทวนฉวยโอกาสสุดท้าย โกย “กล้วย” กลับบ้านให้มากที่สุด เพราะเชื่อว่าเลือกตั้งรอบหน้า “พรรคปัดเศษ” สูญพันธุ์แน่นอน

แต่ที่ต้องโฟกัสคือ “พรรคทางเลือก” ยี่ห้อใหม่ป้ายแดงที่กำลังตั้งไข่ ในสถานการณ์ประชาชน เบื่อ “บิ๊กตู่” กลัว “ทักษิณ” ตามธรรมชาติคนไม่มีทางเลือกเก่า ก็ต้องไหลออกประตูใหม่ ที่โฟกัสก็มีอยู่ 3 ยี่ห้อที่มีลำหักลำโค่นพอวัดกำลังในสนาม

ไล่จาก พรรคกล้า ที่มี “กรณ์ จาติกวณิช” ที่ผิดหวังออกมาจากประชาธิปัตย์นั่งแท่นเป็นหัวหน้าพรรค แต่กำลังมีแนวโน้มว่าจะไปควบรวมกิจการกับ “ค่ายไทยภักดี” หุ้นกับซี้เก่า ปชป.อย่าง น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ชูธงหนุน “บิ๊กตู่”

พร้อมกับลุ้นลึกๆ ว่า พล.อ.ประยุทธ์อาจดิ้นสู้ด้วยการปรับ ครม. เมื่อเป็นเช่นนั้นก็มีโฮกาสที่ไปนั่งแท่น “ขุนคลัง” ได้อีกสักหนก่อนยุบสภาเลือกตั้งใหม่ หรือลากยาวไปจนครบเทอมในปี2566

ขณะที่ พรรคไทยสร้างไทย ของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุงลุยดะแบบโดดเดี่ยวจนเหนื่อย ที่ล่าสุด เปิดตัว “สุพันธุ์ มงคลสุธี” อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่เพิ่งหมดวาระ และได้ดำรงตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (APEC Business Advisory Council : ABAC 2022) และประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าร่วมพรรคไทยสร้างไทย โดยจะมาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ  ให้กับพรรค 

แต่ที่ดูว่าจะมี “ทรงมวย” ดีสุดในสายตาเซียนการเมืองก็ต้องยกให้ค่าย “สร้างอนาคตไทย-ส.อ.ท.” ที่ “อุตตม สาวนายน” หัวหน้าพรรค ส.อ.ท. เพิ่งขนทีมงานชุดใหญ่ไปเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช ลุยเจาะตลาดปักษ์ใต้แบบหวังผล โดยชู “ทีมเศรษฐกิจ” ที่เทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ถือว่าเหนือกว่าพรรคอื่นหลายช่วงตัว ที่ล่าสุด “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” อดีตรองนายกฯ มือเศรษฐกิจ ว่าที่นายกฯ ในบัญชีพรรคสร้างอนาคตไทยกลับมาขึ้นเวทีพูดเรื่องเศรษฐกิจ เสนอ  “ทางสายกลาง” ทางรอดของประเทศ ภายหลังจากเก็บตัวมากว่า 2 ปี

ดร.สมคิด โชว์วิชั่นสอนเชิงบริหารว่าด้วยสถานการณ์หิน ทั้งการระบาดของโควิด-19 สำทับด้วย “สงครามยูเครน-รัสเซีย” ต้องเน้นการจัดงบประมาณตามความจำเป็นช่วยประชาชนเดือดร้อน ฟื้นเศรษฐกิจไปพร้อมกับป้องกันโรคระบาด อย่ามัวเอาใจนักการเมือง แสดงถึงความ “เป็นมวย” ชั้นครู ไม่ใช่เล่นกระแสแบบเลื่อนลอย

ท่ามกลางภาวะ “แพงทั้งแผ่นดิน” ประชาชนคนไทยกำลังประสบปัญหาปากท้อง จากปรากฏการณ์ที่สินค้าอุปโภค-บริโภค ภาคขนส่งบริการ แห่ขึ้นราคาตามราคาน้ำมันดิบโลกที่ทะลักสูงลิ่ว ไม่ยอมลง กระทบราคาปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช ปัจจัยการผลิตสูงเป็นประวัติการณ์ ตรงกันข้ามกับราคาพืชผล สินค้าทางการเกษตรของประเทศไทยที่ราคาตกต่ำต่อเนื่อง เกษตรกรรากหญ้าไม่เคยลืมตาอ้าปากได้เสียที

ลำพังไปโทษ “วิกฤติไวรัสโควิด–19” ทั้งหมดไม่ได้ เพราะส่วนหนึ่งต้องโทษฝีมือการบริหารของรัฐบาลภายใต้การนำของทหารอาชีพอย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กระทรวงกลาโหม ที่อุปโลกน์ตัวเองเป็น “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” ฝีมือก็อย่างที่เห็น ดูได้จากการแนะนำให้ปลูกผักชีในค่ายทหารแก้ผักแพง ทุบโต๊ะสั่งให้เอารถทหารวิ่งแทนรถบรรทุกประท้วงหยุดวิ่งเพราะวิกฤติราคาน้ำมัน

“ชุดความคิด” ของท่านผู้นำทำได้แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า “ขายผ้าเอาหน้ารอด” เท่านั้น เทียบกันไม่ได้กับมหาวิกฤติเศรษฐกิจ “สงครามโรค” ที่โจทย์ยากโคตรหิน จนระดับ “ซาร์เศรษฐกิจ” ยังไปกันไม่เป็น

ในขณะที่ไร้สัญญาณดี ยังไม่เห็นโอกาสที่รัฐบาลของอดีตผู้นำทหารจะทำให้เศรษฐกิจดีดกลับมาได้เหมือนเก่า ก่อนวิกฤติโควิดลามระบาด แทบมองไม่เห็นโอกาส “วิกฤติปากท้อง” จะฟื้นตัว

จึงเป็นที่มาของเสียงเรียกร้องเปลี่ยนผู้บริหาร กระแสความต้องการของผู้คนในสังคมอยากให้มีการ “เลือกตั้งใหม่” ดังขึ้นทุกขณะ หากแต่พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ต่างออกมายืนยันจะไม่มีการถอนสมอจากพรรคร่วมรัฐบาล จะอยู่กันไปจนเทอม 4 ปี ในปี 2566 ด้วยเหตุผลที่อ้างกันตามฟอร์มว่าเป็นมารยาทของพรรคร่วมรัฐบาล 

 แต่เหตุผลลึกๆ แล้ว ทั้ง “ภูมิใจไทย” และ “พรรคประชาธิปัตย์” ต่างอยู่ในสภาพรุ่งริ่งไม่แพ้ผู้นำรัฐบาล ผลงานไม่ปรากฏ ปัจจัยลบมากกว่าปัจจัยบวก ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ กระแสดิ่งเหวตามๆ กัน

หากเลือกตั้งวันนี้ พรุ่งนี้ จะเอาอะไรไปหาเสียง เรียก “แต้มศรัทธา”..!!



บริษัท สยามธุรกิจ แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด ติดต่อสอบถาม ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ