“กู้เฮือกสุดท้าย” ลากเกมอยู่ยาว...!?!

วันเสาร์ที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2564

“กู้เฮือกสุดท้าย” ลากเกมอยู่ยาว...!?!


 

เข้าสู่เดือนมิถุนายน ถือเป็นเดือนสำคัญที่จะทำให้คนไทยเกิดขวัญและกำลังใจต่อสู้กับสถานการณ์โรคระบาด เพราะเป็นเดือนที่รัฐบาลประกาศให้การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เป็น “วาระแห่งชาติ” ดีเดย์วันที่ 7 มิถุนายน นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังสั่งการให้ฉีดวัคซีนให้คน กทม. 5 ล้านคนภายใน 2 เดือน หากสามารถทำได้กระทั่งยอดผู้ติดเชื้อในเมืองกรุงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขวัญกำลังใจย่อมเกิดขึ้น
ท่ามกลางเสียงชื่นชมปลื้มปีติของพี่น้องประชาชน หลังได้ทราบราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ว่าด้วยการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยให้ “เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์” เป็นผู้แทนของราชวิทยาลัยฯ มีอำนาจในความตกลงความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ หรือเอกชน ทั้งในและต่างประเทศหรือองค์การ
ตามถ้อยแถลงของ ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ แจงวัคซีนทางเลือกที่สถาบันจุฬาภรณ์ ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนรัฐบาลแต่เพียงผู้เดียวในการนำเข้าวัคซีนโควิดจากต่างประเทศ ประเดิมด้วย ซิโนฟาร์ม ที่ จะนำเข้ามาในประเทศไทยเดือน มิ.ย.นี้ จำนวน 1 ล้านโดส และคาดว่าจะนำมาให้บริการฉีดวัคซีนแบบเสียเงินในราคาไม่เกิน 1 พันบาทต่อเข็ม
ถือเป็น “ความหวัง” ของประชาชนในห้วงวิกฤติไวรัส ที่จะได้รับวัคซีนป้องกันโควิด รวดเร็วขึ้นกว่าการจัดหาของรัฐบาลฝ่ายเดียว ที่วันนี้ยังหาทางออกไม่ถูกว่าจะกระจาย จะจัดสรรวัคซีนให้กับประชาชนอย่างไร ท่ามกลางการขาดแคลนวัคซีนที่ไม่มาตามนัด จนต้องสั่งซื้อวัคซีนจากประเทศจีนเพิ่มเข้ามาท่ามกลางเสียงวิจารณ์แซ่ดว่ารัฐบาลทำงานล้มเหลวในทุกๆ ด้านทั้งเศรษฐกิจ สังคม ส่งผลต่อความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลและลามไปถึง “ความเชื่อมั่น” ที่มีต่อรัฐบาล
ทั้งๆ ที่ใช้งบประมาณไปเป็นจำนวนมหาศาล ด้วยตลอดเวลากว่า 7 ปีที่ผ่านมา “รัฐบาล” ที่นำโดย “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” บริหารเงินงบประมาณไปแล้ว  20.4 ล้านล้านบาท ถ้ารวมร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรัฐบาลปี 2565 อีก 3.3 ล้านล้านบาท บวกกับ พ.ร.ก.เงินกู้สู้โควิดยกแรก 1 ล้านล้านบาท และ พ.ร.ก.เงินกู้ยก 2 สดๆ ร้อนๆ อีก 5 แสนล้านบาท เท่ากับนายกฯ ลุงตู่ ใช้งบจากภาษีประชาชนไปถึง 24.9 ล้านล้านบาท
ตามโปรแกรมรัฐบาลต้องเดินหน้าผลักดันกฎหมายว่าด้วยการเงินผ่านด่านสภา ทั้ง พ.ร.ก.เงินกู้สู้โควิดจำนวน 5 แสนล้านบาท และร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ที่จัดทำงบขาดดุลกว่า 7 แสนล้านบาท 
“ภาระหนี้มหาศาล” ในสถานการณ์เครดิตรัฐบาล “ประยุทธ์” แทบไม่เหลือต้นทุนสังเกตได้จากเสียงทักที่ดังอื้ออึงทั้งจากฝ่ายค้าน และอดีตแนวร่วมฝ่ายเดียวกันที่เดินหน้ายื่นศาลปกครองสกัด แต่นั่นก็ช้ากว่ารัฐบาลที่ชิงรวบรัดตัดความ ออก พ.ร.ก.เงินกู้สู้โควิดวงเงิน 5 แสนล้านบาท ลดลงไป 2 แสนล้าน
ล่าสุด ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท วาระแรก เมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา “กนก วงษ์ตระหง่าน” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้อภิปรายว่า สถานะการเงินของประเทศ รัฐบาลตั้งรายได้สุทธิในปี 2565 ไว้ที่ 2.4 ล้านล้านบาท แต่พบหนี้สาธารณะ จำนวน 8.195 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปี 2564 ถึง 2.1 ล้านล้านบาท ทำให้รัฐบาลต้องตั้งงบเพื่อชำระเงินกู้ จำนวน 1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ถึง 1,000 ล้านบาท 
แต่ปัจจุบันประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือน 13 ล้านล้านบาท คิดเป็น 86.6% ของจีดีพี และเมื่อรวมหนี้รัฐบาลรวมกับของประชาชน จะมีมากกว่า 21 ล้านล้านบาท มากกว่าจีดีพีของประเทศ เรียกว่า “หนี้ท่วมรายได้” มากถึง 3.3 เท่า และต้องใช้เวลา 81 ปี เพื่อชำระหนี้สิน
 ฟาก “ชาดา ไทยเศรษฐ์” ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) อภิปรายว่า การจัดทำงบประมาณครั้งนี้ เป็นการทำงบที่ไม่ให้เกียรติพี่น้องประชาชน เพราะในสถานการณ์โควิด-19 สำนักงบประมาณตัดงบของกระทรวงสาธารณสุข ลงแทบทุกกรมทุกส่วน ทั้งที่สถานการณ์โควิด-19 คนที่ดูแลประชาชนคือสาธารณสุข เปรียบเหมือนส่งทหารไปรบแต่ไม่ให้อาวุธ ไม่ให้สิ่งอำนวยความสะดวกไปด้วย แล้วคิดว่าศึกนี้จะชนะหรือ แบบนี้คือการจัดงบที่ไม่สนใจความรู้สึกประชาชน ไม่นึกถึงคนที่ทำงานอยู่ว่าจะต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย ก่อนทิ้งท้ายมีความหมายเป็นนัยว่า “เมื่อนายกฯ ไม่รัก หัวหน้าครับกลับบ้านเราเถอะครับ”  
หรืออย่างที "พิสิฐ ลี้อาธรรม" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสอนมวยรัฐบาล กรณีที่ระบุว่านายกฯ แถลงฐานะการคลังมีการชี้แจงตัวเลขคงคลัง ตนขอยืนยันว่าเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะฐานะการคลังกับเงินคงคลังคนละเรื่องกัน โดยนายกฯ พูดเฉพาะเงินคงคลัง แต่ฐานะการคลังเป็นเรื่องของรายรับรายจ่าย และการขาดดุลเงินสด และผลที่จะมีต่อหนี้ในที่สุด
ไม่นับฝ่ายค้าน โดยเฉพาะทีมงาน “พรรคก้าวไกล” แนวร่วมเด็กรุ่นใหม่ที่ตั้งป้อมรอจัดหนัก “ตีเหล็กกำลังร้อน” ตอกย้ำกระแสรัฐบาลบริหารโควิดผิดพลาด ล้มเหลวการจัดการวัคซีน หมด “ความชอบธรรม” ใช้อำนาจกู้เงินมาถลุง เป็นภาระคนรุ่นต่อไป
แต่สุดท้ายที่ประชุมสภาฯ จะโหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรัฐบาลปี 2565 โดยสะดวก เนื่องเพราะ ส.ส.ในสภาฯ 70 เปอร์เซ็นต์เป็นพรรคร่วมรัฐบาล แถมยังมี “250ส.ว.” ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติทำคลอดออกมาคอยเป็นแบ็กอัพกำลังใจให้ เรื่องจะยุบสภาหรือลาออก จึงไม่มีอย่างแน่นอน
 อย่าลืมว่าการผ่านร่างพระราชบัญญัติงบรายจ่ายปี 2565 จะกลายเป็น “กระสุนดินดำ” ให้พรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคการเมืองในฝ่ายรัฐบาลเอาไปเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการหาเสียงแต่เนิ่นๆ ได้
ภาพ “รัฐบาลเวรีกู้–ลุงตู่กู้แหลก” เป็นภาพประทับผลงานทีมอำนาจทหารเฒ่า ที่ยังทำได้แค่ “กู้เฮือกสุดท้าย” มาแจกประคองปากท้องประชาชน อัดฉีดเศรษฐกิจเฉพาะหน้า แต่ยังไม่เห็นหนทางที่จะหาเงินมาใช้คืน ในภาวะโควิดยังล้อมเมือง วัคซีนสะดุด เศรษฐกิจเดินหน้าไม่ได้
ที่ทำไปก็แค่ เพื่อประคองฐานอำนาจ ลากเกมอยู่ยาว..!!




บริษัท สยามธุรกิจ แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด เลขที่​ 423 ถนนบอนด์สตรีท​ ต.บางพูด​ อ.ปากเกร็ด​ จ. นนทบุรี​ 11120
โทรศัพท์ 02-0377423 , 02-0477243 ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ