“เกษตรอินทรีย์” โอกาสของไทยในตลาดโลก

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

“เกษตรอินทรีย์” โอกาสของไทยในตลาดโลก


 “โจ ไบเดน” ประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐอเมริกา ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง

เริ่มต้นด้วยการกลับเข้าสู่การเป็นสมาชิกข้อตกลงปารีส ที่ระบุว่าทุกประเทศสมาชิกจะต้องลดระดับอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นจากยุคก่อนอุตสาหกรรมเกิน 2 องศาเซลเซียส และขั้นต่อไปคือ 1.5 องศาเซลเซียส โดย โจ ไบเดน มีเป้าหมายชัดเจนว่าสหรัฐจะปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ในปี 2050

ประเด็นดังกล่าวมีผลกระทบทั้งมุมโอกาสและปัญหาต่อประเทศไทย ในประเด็นความสำคัญของสหรัฐต่อโลกทั้งเชิงบวกและเชิงลบ โดยเฉพาะภาคการเกษตรในภาพรวม

ภายใต้นโยบายดังกล่าวของไบเดน อาจทำให้การทำเกษตรของไทยต้องเผชิญความยากลำบากมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเผชิญกับข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ เช่น ข้อตกลง Water Footprint หรือ รอยเท้าน้ำ ที่จะส่งผลกระทบต่อการทำนา เนื่องจากปัจจุบันเราอาจใช้น้ำในการทำนามากเท่าไหร่ก็ได้ แต่ในอนาคตเมื่อโลกขาดแคลนน้ำมากขึ้น อาจมีมาตรฐานระบุว่า การทำนาหนึ่งไร่ต้องใช้น้ำไม่เกินเท่าไหร่ ถ้าใช้น้ำมากกว่ามาตรฐานกำหนดอาจเป็นเหตุให้ข้าวที่ผลิตจากพื้นที่ดังกล่าว นั้นถูกปฏิเสธการนำเข้า หรือต้องเสียเสียภาษีนำเข้ามากกว่าข้าวจากประเทศคู่แข่งที่มีการใช้น้ำไม่เกินมาตรฐานกำหนด เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงต้องสนับสนุนให้เกษตรกรไทย ซึ่งเป็นต้นน้ำการผลิตสินค้าเกษตรเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีการกำหนดข้อตกลงแนวนี้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ควรมีการปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมรับมืออนาคตที่จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน..ไม่ช้าก็เร็ว

อย่างไรก็ตาม สินค้าเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็จะได้รับอานิสงส์จากนโยบายของ “โจ ไบเดน” เช่นเดียวกัน

ดังที่ “อลงกรณ์ พลบุตร” ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ไทยมีโอกาสขยายการเปิดตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพสูงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการตลาดได้มากขึ้น อาทิ ผลิตภัณฑ์ออแกนิค หรือสินค้าเกษตรอินทรีย์

“นโยบายของสหรัฐภายใต้การนำของผู้นำคนใหม่จะส่งผลให้นโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ มีแนวโน้มกลับมาผ่อนคลายมากขึ้น การค้าจะเปิดเสรีมากขึ้น สหรัฐจะเข้าสู่กติกาการค้าโลก นโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเพิ่มรายจ่ายภาครัฐเพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน และเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ อีกทั้งเพิ่มอัตราจัดเก็บภาษีธุรกิจและภาษีคนรวย ซึ่งอาจมีผลทำให้ภาวะการลงทุนภายในประเทศของสหรัฐชะลอตัวลง แต่จะเป็นผลดีต่อไทยและประเทศในแถบเอเชียที่จะเป็นแหล่งรองรับนักลงทุนสหรัฐที่ย้ายฐานออกมาโดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมเกษตร” นายอลงกรณ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯกล่าวต่อว่า การที่สหรัฐจะหันกลับมาใส่ใจกับการลดปัญหาภาวะโลกร้อนมากขึ้น โดยวางแผนตั้งเป้าหมายให้อเมริกาเป็นอุตสาหกรรมเกษตรรายแรกของโลกที่ประสบความสำเร็จในการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Net-zero emission) และสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ระบบน้ำ การขนส่ง พลังงาน ให้เพียงพอและรองรับต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศได้ เป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง

“จากการติดตามและวิเคราะห์ประเมินทิศทางนโยบายต่อภาคเกษตร คาดว่านโยบายการค้าระหว่างประเทศจะผ่อนคลายมากขึ้น เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญกับการส่งออกสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับที่ โจ ไบเดนให้ความสำคัญ รวมไปถึงเรื่องความปลอดภัยอาหาร การแสดงที่มาของผลผลิต การควบคุมการผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพ โดยไทยมีโอกาสขยายการเปิดตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพสูงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการตลาดได้มากขึ้น อาทิ ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค หรือสินค้าเกษตรอินทรีย์ อีกทั้งการเน้นนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของสหรัฐให้เติบโต ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการส่งออกสินค้าอุปโภค บริโภค รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารของไทยด้วยเช่นกัน”

สอดคล้องกับ “อังคณา พุทธศรี” ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ที่มองว่า จากข้อมูลการส่งออกตั้งแต่ปี 2560 - 2562 ประเทศไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ มูลค่าเฉลี่ย 8.45 แสนล้านบาทต่อปี โดยส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่าเฉลี่ย 1.28 แสนล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 15.18 ของมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐทั้งหมด สินค้าส่งออกมูลค่าสูงส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์ ปลาและสัตว์น้ำ ของปรุงแต่งจากพืชผัก ผลไม้และลูกนัต ธัญพืช อาหารสัตว์เลี้ยง และยางพารา

“เพื่อเป็นการลดผลกระทบจากการดำเนินมาตรการทางการค้าของสหรัฐที่อาจตามมาในอนาคต ไทยจึงควรเร่งปรับตัว โดยลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งเร่งเสริมสร้างประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้า (Value Added) พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้บริโภคมีความพึงพอใจและยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น และให้ความสำคัญกับการขยายตลาดไปยังประเทศอื่นมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐ”

 

 

 

 




บริษัท สยามธุรกิจ แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด เลขที่​ 423 ถนนบอนด์สตรีท​ ต.บางพูด​ อ.ปากเกร็ด​ จ. นนทบุรี​ 11120
โทรศัพท์ 02-0377423 , 02-0477243 ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ