Toggle navigation
วันอังคาร ที่ 7 เมษายน 2569
หน้าแรก
ข่าวสาร
วิเคราะห์-บทความ-ต่างประเทศ
ประกัน
ยานยนต์
การเงิน-ธนาคาร
หุ้น-กองทุนรวม
อสังหาริมทรัพย์
พลังงาน-คมนาคม-โลจิสติกส์
อุตสาหกรรม-เออีซี-เอสเอมอี
ไอที
การศึกษา-กทม
การตลาด-ซีเอสอาร์
เกษตรยุคใหม่-ภูมิภาค
บันเทิง
ขายตรง
ประชาสัมพันธ์
PR NEWS -ข่าวประชาสัมพันธ์
ไลฟ์สไตล์
ท่องเที่ยว
แฟชั่นโซไซตี้-ดูดวง
ช๊อป-ชิม-ชิล
สุขภาพ-ความงาม
วิดีโอ-คลิปข่าว
E-Book
นสพ. สยามธุรกิจ
ติดต่อเรา
สามารถส่งข้อมูล ข่าวสาร ทางอีเมลล์ : siamturakijonlinenews@gmail.com และ สำหรับฝ่ายโฆษณา ทางอีเมลล์ : siamturakijadvertising@gmail.com
หน้าแรก
การตลาด-อีคอมเมิร์ซ
พิษตลาดซบ!ลาม‘ร.พ.เอกชน’แห่ใช้บริการรัฐ-พลิกจับต่างชาติ
พิษตลาดซบ!ลาม‘ร.พ.เอกชน’แห่ใช้บริการรัฐ-พลิกจับต่างชาติ
วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558
Tweet
วิกฤติเศรษฐกิจลามไม่หยุด โรงพยาบาลเอกชนกระอัก คนไทยระดับกลางหดหาย ถึงเวลาป่วยไข้ต้องยอมเบียดเสียด หันไปใช้บริการรัฐหรือไม่ก็เน้นราคาถูก ตลอดจนซื้อยากินเอง เพื่อ เซฟเงินในกระเป๋า ส่วนผู้ประ-กอบการพลิกเกมเน้นลูกค้าต่างชาติเพื่อชดเชยตลาด
พิษเศรษฐกิจปีนี้ถือ ว่าไม่ธรรมดาเพราะส่งผล กระทบไปทุกหย่อมหญ้า แม้กระทั่งเรื่องสุขภาพ ความเจ็บไข้ได้ป่วย ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญของคน ก็ยังได้รับผล กระทบโดยเฉพาะคนไทยใน “กลุ่มระดับกลาง” จากช่วงเศรษฐกิจปกติดี ยอมควักกระเป๋าใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนเพื่อได้รับความสะดวก สบาย รวดเร็ว หันมาใช้บริการ ร.พ.รัฐ โดยยอมต่อคิว ล่าช้า ไม่ทันใจหรือแม้กระทั่งหาซื้อยาทานเอง เพื่อเป็นการประหยัดเงิน ส่งผลให้ “โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง” หลายแห่งพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ยอดการเติบโตของลูกค้าคนไทยหดตัวลง แถมติดลบ 1-2% จนต้องเบนเข็มหันไปรุกตลาดลูกค้าต่างชาติเป็นการทดแทนลูกค้าคนไทยที่ยอดหดหายไป
น.พ.ชาตรี ดวงเนตร กรรมการรองกรรมการ ผู้อำนวยการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ-การแพทย์ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และ ประธานคณะผู้บริหารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ภาพรวมของธุรกิจ โรงพยาบาลเอกชนในช่วง 8 เดือนของปีนี้ จากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมภายในประเทศที่ชะลอตัวส่งผลให้คนไทยส่วนใหญ่ระมัดระวังในการใช้เงินมากขึ้น ทำให้ตลาดธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนก็ได้รับผลกระทบบ้างเช่นกัน โดยเฉพาะสำหรับโรงพยาบาลเอกชนที่มีลักษณะแบบสแตนด์อโลนหรือมีสาขาเดียวที่มีลูกค้าคนไทยมาใช้บริการในจำนวนมากกว่าลูกค้าต่างชาติ เนื่องจากปกติคนไทยในกลุ่มระดับกลางถ้าสภาวะเศรษฐกิจในช่วงปกติ เกิดอาการเจ็บป่วยในโรคที่ไม่หนักมากนักก็อาจจะตัดสินใจเลือกไปรักษาโรงพยาบาลเอกชนมากกว่า เพราะได้รับความสะดวก รวดเร็ว และการบริการที่ดี แต่พอสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยน แปลงขณะนี้ ก็อาจจะทำให้คนไทยกลุ่มดังกล่าวเลือกไปใช้บริการโรงพยาบาลของรัฐ, ใช้สิทธิ์ประกันสังคม หรือไม่ก็เลือกไปหาซื้อยารับประทานเองตามร้านขายทั่วไปมากกว่าจึงส่งผลให้ภาพรวมของ ร.พ.เอกชนมียอดจากลูกค้าคนไทยลดลงไปประมาณ 15%
อย่างไรก็ตาม ในส่วนภาพรวมธุรกิจของโรงพยาบาลในเครือที่กรุงเทพฯ ก็ได้รับผลกระทบบ้างจากสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้ยอดหดตัวลงไปเช่นกัน ซึ่งรายได้ในช่วงครึ่งปีแรกมีอัตราการเติบโตต่ำกว่าเป้าเล็กน้อยที่ตั้งไว้อยู่ที่ 13-14% แต่เติบโตอยู่ที่ราว 12% (จากรายงานล่าสุดเดือนกันยายนเติบโตแล้ว 13% คาดว่าจะมีการฟื้นตัวกลับมาได้ตามเป้าที่วางไว้ได้ โดยครึ่งปีสามารถทำรายได้อยู่ที่ราว 3.12 หมื่นล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 3.78 พันล้านบาท เทียบกับครึ่งปีของปีที่ผ่านมาของปีที่แล้วรายได้ อยู่ที่ 5.80 หมื่นล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 7.39 พันล้านบาท จากสัดส่วนลูกค้าคนไทย 70% ต่างชาติ 30% ปีหน้ามีการเปิดเออีซีอย่างเป็นทางการที่ประเทศไทยก็น่าจะเป็นแนวโน้มที่ดีต่อธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้นที่จะมีลูกค้าจากแถบเออีซีเดินทางมาใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนไทยมากขึ้น คาดว่าน่าจะเพิ่มเป็นประมาณ 3 เท่า”
น.พ.อดินันท์ กิตติรัตนไพบูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ กล่าวว่า ภาพรวมตลาดโรงพยาบาลเอกชนในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ถือว่าก็ยังมีการเติบโต แต่อัตราการเติบโตไม่ค่อยดีมากนักถ้าเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านที่จะมีอัตราการเติบโตอยู่ราว 5-10% มาอย่าง ต่อเนื่อง แต่จากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในประเทศที่ไม่ค่อยดีส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศค่อนข้างแผ่วลง ผู้บริโภคประหยัดในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น จากเดิมที่ลูกค้าคนไทยในกลุ่มระดับกลางอย่างพนักงานออฟฟิศ ข้าราชการ ฯลฯ เวลาเจ็บป่วยเป็นไข้เล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้หนักมากนัก จะเลือกมาใช้บริการร.พ.เอกชนมากกว่า เพราะต้องการความสะดวก รวดเร็ว การบริการที่ดี มากกว่าไปใช้บริการโรงพยาบาลรัฐ แต่พอสภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ก็หันไปเลือกใช้บริการ ร.พ.รัฐมากขึ้น และไปรับการรักษาในสิทธิ์ที่ตัวเองมีอยู่อย่างประกันสังคม และ สปสช. เป็นต้น และถ้าคนไข้ที่มีโรคประจำตัวที่ต้องทำการรักษาอย่างต่อเนื่องก็คงยังมารักษาอยู่ คืออัตราส่วนจำนวนลูกค้าคนไทยไม่ได้น้อยลงแต่ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่เคยเป็น จากช่วงสภาวะปกติอัตราลูกค้าคนไทยจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี
อย่างไรก็ตาม ในส่วนโรงพยา-บาลสมิติเวชและในเครือนั้น แม้จะได้รับผลกระทบจากลูกค้าคนไทยจากสภาวะเศรษฐกิจ แต่ก็ถือว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะเรายังมีลูกค้าชาวต่างชาติในกลุ่ม Fly in ที่บินมารักษาและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ยังเข้ามารักษาอยู่จำนวนมาก ซึ่งลูกค้าต่างชาติส่วนใหญ่ของเราถ้าในสาขาสมิติเวชสุขุมวิทจะเป็นคนญี่ปุ่นเป็นหลักและแถบเออีซี พม่า ลาว กัมพูชา บังกลาเทศ มีสัดส่วนทั้งหมดอยู่ประมาณ 40% ส่วนสมิติเวช สาขาศรีนครินทร์จะเป็นลูกค้าชาวตะวันออกกลางเป็นหลัก ซึ่งแน่นอนประเทศไทยเรายังคงเมดิคัลฮับในเรื่องการบริการทางการแพทย์ และการบริการที่ดีเลิศ ที่คนต่างชาติมีความเชื่อมั่นมาเลือกใช้บริการอยู่ในอันดับต้นๆ ในเอเชีย
ดร.ชาคริต ศึกษากิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในช่วง 8 เดือนของปีนี้ นั้นได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมภายในประเทศที่ชะลอตัว ส่งผลให้คนไทยส่วนใหญ่ระมัดระวังและไตร่ตรองการใช้เงินมากขึ้นทำให้อัตราการเติบโตโดยรวมของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนติดลบลงประมาณ 1-2% จากปกติจะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 8-10% ซึ่งปีนี้มองว่าคงจะไม่เติบโตไปกว่านี้น่าอยู่ในสภาวะทรงตัวไปจนถึงสิ้นปี ในส่วนแนวโน้มปีหน้าก็คาดว่าจะยังทรงตัวแต่ก็ต้องรอดูสภาวะเศรษฐกิจอีกทีว่าในปีหน้าจะเป็นอย่างไร
“จากสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีขณะนี้ส่งผลให้ลูกค้าคนไทยในกลุ่มระดับกลางลดกำลังซื้อในการมาใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนลดลง และหันไปใช้บริการโรงพยาบาลของรัฐ, ประกันสังคม หรือซื้อยากับเภสัชร้านขายยามารับประทานเองมากกว่าแทนที่จะไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนเหมือนตอนสภาวะเศรษฐกิจปกติเพื่อต้องการความสะดวกสบาย รวดเร็ว ในการบริการ”
อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลเรามีอัตราการเติบโตจากลูกค้าต่างชาติมากกว่าคนไทยในช่วงนี้ประมาณ 20% ดังนั้น ทางโรงพยาบาลเองก็ได้มีการวางแผนการตลาดทำโปรโมชั่นให้กับลูกค้าคนไทย โดยการออกแคมแปญ แพ็กเกจการรักษา ดูแลสุขภาพในแบบเหมาจ่าย ให้รู้สึกคุ้มค่าและจ่ายในราคาที่ถูกลงเพื่อให้ลูกค้าคนไทยเกิดการตัดสินใจมารักษาง่ายขึ้น ซึ่งภายในสิ้นปีนี้เราคาดว่าโรงพยาบาลเราจะมีอัตราการเติบโตของรายได้ไม่ต่ำกว่า 20%
จากข้อมูลของ “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ระบุถึงแนวโน้มธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนภายในปี 58 ว่า รายได้ของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ในปี 2558 น่าจะทะลุ 1 แสนล้านบาท หรือขยายตัวกว่าร้อยละ 10.0-15.0 (YoY) โดยการเติบโตดังกล่าวเกิดจากการขยายการลงทุนที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ทั้งในกรุงเทพฯ และพื้นที่ศักยภาพในต่างจังหวัด เพื่อรองรับกับกลุ่มคนไข้ โดยเฉพาะคนไข้ชาวต่างชาติที่คาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่าร้อยละ 10.0 ต่อปี
ในขณะที่ตลาดคนไข้ชาวไทย ซึ่งสร้างรายได้ให้กับธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนกว่าร้อยละ 75 ของรายได้โรงพยาบาลเอกชนไทยทั้งหมด กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน อาจจะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน กล่าวคือ กลุ่มลูกค้าเงินสด โดยเฉพาะลูกค้าชนชั้นกลางที่จะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง อาจจะหันไปใช้บริการในโรงพยา-บาลที่ค่ารักษาพยาบาลถูกกว่า หรือเลือกใช้สิทธิการรักษาพยาบาลของภาครัฐ ในขณะที่กลุ่มลูกค้าที่ใช้สิทธิประกันสุขภาพของภาครัฐ และกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงน่าจะได้รับผล กระทบไม่มากนัก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
The Associated Press
ไฮเออร์ ประเทศไทย อัดงบปี 69 กว่า 1.2 พั...
...
บิ๊กซี ผนึก พันธมิตรธุรกิจ จัด แคมเปญ “ร...
...
“ส.ขอนแก่น” ทุ่มงบ 50 ล้านบาทเปิดแคมเปญใ...
...
ถอดกลยุทธ์ "ป่าล้อมเมือง" "Yes Yang" แบร...
...
"ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์" เผย ปี 68 โตแรงยอดพุ่ง...
...
บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ
×
เว็บไซต์ “สยามธุรกิจ” ใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และ นโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)
กดยอมรับ