Toggle navigation
วันพุธ ที่ 8 เมษายน 2569
หน้าแรก
ข่าวสาร
วิเคราะห์-บทความ-ต่างประเทศ
ประกัน
ยานยนต์
การเงิน-ธนาคาร
หุ้น-กองทุนรวม
อสังหาริมทรัพย์
พลังงาน-คมนาคม-โลจิสติกส์
อุตสาหกรรม-เออีซี-เอสเอมอี
ไอที
การศึกษา-กทม
การตลาด-ซีเอสอาร์
เกษตรยุคใหม่-ภูมิภาค
บันเทิง
ขายตรง
ประชาสัมพันธ์
PR NEWS -ข่าวประชาสัมพันธ์
ไลฟ์สไตล์
ท่องเที่ยว
แฟชั่นโซไซตี้-ดูดวง
ช๊อป-ชิม-ชิล
สุขภาพ-ความงาม
วิดีโอ-คลิปข่าว
E-Book
นสพ. สยามธุรกิจ
ติดต่อเรา
สามารถส่งข้อมูล ข่าวสาร ทางอีเมลล์ : siamturakijonlinenews@gmail.com และ สำหรับฝ่ายโฆษณา ทางอีเมลล์ : siamturakijadvertising@gmail.com
หน้าแรก
การตลาด-อีคอมเมิร์ซ
การฟาดฟันของรสชาติผงปรุงรส 6 พันล้านผงาด
การฟาดฟันของรสชาติผงปรุงรส 6 พันล้านผงาด
วันอังคารที่ 08 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
Tweet
เมื่อผู้บริโภคเกิดการเรียนรู้ ทำให้สินค้าอาหารหลายชนิดเสื่อมความนิยมลงไป เช่นผงชูรส ที่เคยอยู่คู่ครัวไทย เพราะเชื่อกันว่าจะทำให้รสชาติอาหารกลมกล่อมขึ้น แต่มายุคหลังทัศนคติเหล่านั้นก็ปรับเปลี่ยนไป ผงชูรสกลายเป็นผู้ร้ายบนจานอาหารของใครหลายคน
แต่พื้นฐานของคนเรายังคงต้องการรับประทาน อาหารที่อร่อย และทุกวันนี้เราก็ยังมองหาความสะดวกในการปรุงอาหาร หน้าที่นั้นจึงกลายเป็นของผงปรุงรส ที่ค่อยๆ เข้ามาแทนที่ผงชูรส ที่แม้ว่ายังอยู่ในตลาด โดยเฉพาะในร้านอาหาร แต่สำหรับตลาดบ้านเรือนแล้ว ผงปรุงรสเป็นสินค้าที่ค่อยๆเข้ามาแทนที่ และบางบ้านอาจจะมีทั้งสองอย่างด้วยซ้ำไป ขณะที่บางบ้านอาจจะไม่ใช้สินค้าเหล่านี้เลย
+ ผงชูรสอดีตที่เคยโชติช่วง
สารปรุงแต่งเพื่อช่วยเพิ่มรสชาติอาหารที่รู้จักกันในนาม “ผงชูรส” (Monosodium Glutamate: MSG) คิดค้นในประเทศญี่ปุ่น และเข้ามาในเมืองไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยปัจจุบัน “อายิโนะโมะโต๊ะ” ยังครองความเป็นผู้นำตลาดประมาณ 90% จากตลาดรวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท สำหรับแบรนด์รองอย่าง “ไทยชูรส” ซึ่งมียอดขายกว่า 1 พันล้านบาทต่อปี ก็นับเป็นผู้เล่นรายสำคัญ รวมทั้งราชาชูรสและอายิโนะทาการะ ซึ่งแม้จะมีส่วนแบ่งตลาดไม่มากนัก แต่ด้วยความเป็นตลาดใหญ่ หากทำได้แค่ 1% ก็เท่ากับ 100 ล้านบาทแล้ว
ทั้งนี้ แม้ว่าตลาดผงชูรสในประเทศไทยจะเติบโตเพียง 2-3% เท่านั้น แต่ทุกรายก็มีแผนการขยายตลาดไปยังตลาดเกิดใหม่ใกล้บ้าน อย่าง พม่า ลาว กัมพูชาด้วย กล่าวได้ว่าแม้พฤติกรรมครัวไทยจะผลักไสไล่ส่งผงชูรสให้ห่างออกไปแต่ก็ยังมีทั้งตลาดร้านอาหารและเพื่อนบ้านคอยรองรับ นับเป็นตลาดที่ยังไปได้รุ่ง ทั้งนี้ เจ้าตลาดอย่าง “อายิโนะโมะโต๊ะ” ยังทำการพลิกตลาดครั้งสำคัญด้วยการนำ “อูมามิ” เข้ามาทำตลาดเพื่อฟื้นภาพลักษณ์ของผงชูรส
+ ‘รสดี’ ฉลอง 35 ปีเจ้าตลาด
ผลิตภัณฑ์ผงปรุงรสกลายเป็นสิ่งที่เข้ามาทำหน้าที่สร้างความอร่อยให้กับเมนูในครอบครัวไทย ด้วยความที่คิดค้นสูตรที่มีส่วนผสมจากเนื้อสัตว์ด้วย ทำให้ภาพลักษณ์ของสินค้าเป็นที่ยอมรับ อีกทั้งรสชาติที่หลากหลาย สามารถปรุงได้สารพัดเมนู ยิ่งเข้ามาเป็นทางเลือกให้ครอบครัวชอบสะดวก ภายใต้เวลาอันจำกัด และต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะทำอาหารได้อร่อย ผงปรุงรสเหล่านี้จึงเข้ามาเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมในที่สุด
ตลาดผงปรุงรสมีมูลค่ารวมประมาณ 6 พันล้านบาท มีทั้งแบบก้อนและแบบผง เจ้าตำรับผงชูรสจากฝั่ง “อายิโนะโมะโต๊ะ” ยังครองความเป็นผู้นำตลาดจากผลิตภัณฑ์ “รสดี” รองลงมาคือคนอร์ และฟ้าไทย
ล่าสุด ในโอกาสครบรอบ 35 ปีของผลิตภัณฑ์ “รสดี” โดย บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดงานขอบคุณลูกค้า ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาด และเดินหน้าครองแชมป์ผลิตภัณฑ์ผงปรุงรส
+ เดินหน้ารักษาแชมป์
นายวิชัย ชัยปินชนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า รสดีเป็นผงปรุงรสแบรนด์แรกในประเทศ ไทย วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี 2522 ด้วยรสไก่ จากนั้นได้พัฒนาอีกหลากหลายรสชาติเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในหลากหลาย ความชอบ ด้วยจุดเด่นที่สามารถเพิ่มรสอร่อยกลมกล่อมให้กับทุกเมนู ทั้งต้ม ผัด แกง และทอด ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ 3 รสชาติ ได้แก่ รสหมู รสไก่ และรสเนื้อ
ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ผงปรุงรส รสดี ครองความเป็นที่ 1 ในตลาดผงปรุงรสต่อเนื่องมายาวนานด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 70%
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าตลาดผงปรุงรสในปีนี้จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการบริโภคที่มากขึ้น ทั้งฝั่งครัวเรือนและร้านอาหาร ซึ่งรสดียังคงเน้นเรื่องคุณภาพของสินค้า โดยการคัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ผงปรุงรส รสดี ที่สามารถใช้ได้กับทุกเมนู
สำหรับการจัดงานครบรอบ 35 ปี ผลิตภัณฑ์รสดี ได้จัดงานเลี้ยงขอบคุณลูกค้าประจำปี 2557 และในโอกาสนี้ ได้มีการแนะนำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด คนใหม่ คุณวีระชัย ธีรภาพพจนกุล
+ เจ้าซุปก้อนลุยหนักไปถึงโจ๊ก
ด้าน “คนอร์” จากกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำอยู่ในตลาดซุปก้อนมาอย่างยาวนาน ก็ยังเดินหน้าบุกตลาดด้วยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของผู้บริโภคทั่วไปและร้านค้า โดยปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์คนอร์ในประเทศไทยดำเนินธุรกิจอยู่ใน 3 ตลาดหลัก ได้แก่ ตลาดผลิตภัณฑ์ปรุงรส คือ ผงปรุงรส-ซุปก้อน ตลาดโจ๊ก และคนอร์สูตรสำเร็จ
ล่าสุด “คนอร์ คัพโจ๊ก” เป็นผู้นำตลาดโจ๊กกึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทยที่มีมูลค่า 1.7 พันล้านบาท ได้เดินสายแนะนำและเสิร์ฟ “คนอร์ คัพโจ๊ก ไข่ฟู-หมู” ใหม่ล่าสุดจากตระกูลคนอร์ คัพโจ๊ก ให้กับหนุ่มสาววัยทำงานในย่านสีลม โดยในช่วงแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ จะมีการแจกชิม “คนอร์ คัพโจ๊ก ไข่ฟู-หมู” ในซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำให้กับผู้บริโภค รวมกว่า 400,000 คนทั่วประเทศ
นับเป็นเส้นทางการแข่งขันที่คึกคักทั้งในสื่อโฆษณา สื่อออนไลน์ และกิจกรรมเดินสายเข้าหา ผู้บริโภค สิ่งที่น่าจับตามองคือรูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่แต่ละฝ่ายต่างคิดค้นและพัฒนาให้ตรงใจผู้บริโภค รับรองว่าเราจะยังได้เห็นสินค้าสูตรใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพราะการทำอาหารกับคนไทย เป็นเรื่องที่แยกกันไม่ขาด แม้จะหันไปรับประทานอาหารนอกบ้านกันมากขึ้น แต่ร้านอาหารนอกบ้านก็เป็นตลาดสำคัญของผลิตภัณฑ์เหล่านี้เช่นกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
The Associated Press
MALEE โชว์กลยุทธ์ปี 69 ลุย 'Malee Applie...
...
ไฮเออร์ ประเทศไทย อัดงบปี 69 กว่า 1.2 พั...
...
บิ๊กซี ผนึก พันธมิตรธุรกิจ จัด แคมเปญ “ร...
...
“ส.ขอนแก่น” ทุ่มงบ 50 ล้านบาทเปิดแคมเปญใ...
...
ถอดกลยุทธ์ "ป่าล้อมเมือง" "Yes Yang" แบร...
...
บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ
×
เว็บไซต์ “สยามธุรกิจ” ใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และ นโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)
กดยอมรับ