Toggle navigation
วันพุธ ที่ 8 เมษายน 2569
หน้าแรก
ข่าวสาร
วิเคราะห์-บทความ-ต่างประเทศ
ประกัน
ยานยนต์
การเงิน-ธนาคาร
หุ้น-กองทุนรวม
อสังหาริมทรัพย์
พลังงาน-คมนาคม-โลจิสติกส์
อุตสาหกรรม-เออีซี-เอสเอมอี
ไอที
การศึกษา-กทม
การตลาด-ซีเอสอาร์
เกษตรยุคใหม่-ภูมิภาค
บันเทิง
ขายตรง
ประชาสัมพันธ์
PR NEWS -ข่าวประชาสัมพันธ์
ไลฟ์สไตล์
ท่องเที่ยว
แฟชั่นโซไซตี้-ดูดวง
ช๊อป-ชิม-ชิล
สุขภาพ-ความงาม
วิดีโอ-คลิปข่าว
E-Book
นสพ. สยามธุรกิจ
ติดต่อเรา
สามารถส่งข้อมูล ข่าวสาร ทางอีเมลล์ : siamturakijonlinenews@gmail.com และ สำหรับฝ่ายโฆษณา ทางอีเมลล์ : siamturakijadvertising@gmail.com
หน้าแรก
การตลาด-อีคอมเมิร์ซ
บูมเที่ยวเจ้าพระยา ศึกร้อน- ค้าปลีกริมตลิ่ง
บูมเที่ยวเจ้าพระยา ศึกร้อน- ค้าปลีกริมตลิ่ง
วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556
Tweet
การเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ส่งผลต่อการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ไม่ว่าธุรกิจห้างสรรพสินค้า คอนโดมิเนียม หรือโรงแรม ซึ่งล้วนเป็นโครงการหรูที่ดึงลูกค้าที่มีกำลังซื้อระดับบนทั้งสิ้น
สำหรับโครงการค้าปลีกที่สำคัญที่ถูกจับตามองอย่างมาก คือบิ๊กโปรเจกต์ที่มีทั้งพื้นที่ค้าปลีกและคอนโดฯ หรูมูลค่ากว่า 3.5 หมื่นล้านบาท บนที่ดิน 40 ไร่ ถนนเจริญนคร 5 เขตคลองสาน จากความร่วมมือของแมกโนเลีย-เครือเจริญโภคภัณฑ์ และสยามพิวรรธน์ ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2558
นอกจากนั้น กลุ่มทุนยักษ์ "ทีซีซี แลนด์" ของ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ก็ยังเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง หลังจากปักธง "เอเชีย ทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์" ขึ้นเป็นศูนย์การค้าแนวราบริมแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างซอยเจริญกรุง 72-76 ยังมีแผนขยายโครงการต่อเนื่อง ทั้งเอเชียทีค 2 ฝั่งเจริญนคร 29 ไร่ พร้อมไฮไลต์ สำคัญอย่างกระเช้าลอยฟ้าข้ามเจ้าพระยาระยะทาง 800 เมตร และเอเชียทีคที่เชียงใหม่-หัวหิน โดยใช้เงินลงทุนอีกกว่า 5 พันล้านบาท
+ เอเชียทีคส่งเวทีมวยดึงคนเพิ่ม
นายฐวัฒน์ สมมะโนพัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โครงการ "เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์" เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ มีชื่อเสียงมากขึ้นในระดับนานาชาติ ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวและช็อปปิ้งไลฟ์สไตล์ยามค่ำคืนริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งเดียวในเมืองไทย ปัจจุบันเอเชียทีคมีลูกค้าราว 10 ล้านคนหรือ 20,000-40,000 คนต่อวัน แบ่งเป็นต่างชาติ 60% คนไทย 40% นักท่องเที่ยวต่างชาติ 10 อันดับแรกที่นิยมเข้ามาในเอเชียทีค คือ ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย อเมริกา อินโดนีเซีย อังกฤษ เยอรมนี และรัสเซีย ทั้งนี้ ภายในโครงการมีการใช้จ่ายถึง 3 พันล้านบาท แต่รายได้หลักของเอเชียทีคมาจากค่าเช่า ซึ่งปัจจุบันมีผู้เช่าแล้ว 95%
นายฐวัฒน์กล่าวว่า เอเชียทีค มีการพัฒนาจุดขายใหม่ๆ อยู่เสมอ รวมทั้งการพัฒนากลยุทธ์ตลาดกับพันธมิตรเพื่อดึงลูกค้าเข้ามาในโครงการ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีค่าใช้จ่ายสูง อาทิ การแสดง "ไทยโชว์" ซึ่งจะเป็นการแสดงศิลปะแม่ไม้มวยไทยแนวใหม่ ที่จะเปิดตัวในปี 2557 บัตรเข้าชมจะมีราคาประมาณ 1,000-1,500 บาท คาดว่าจะเพิ่มนักท่องเที่ยวได้อีก 20%
ทั้งนี้ เอเชียทีค ได้กำหนดจัดเทศกาล "เอเชียทีค เฟสติวัล 2013" ขึ้น โดยมีกิจกรรมตลอดเดือน พ.ย.-ธ.ค. คาดว่านักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นถึง 50,000 คนในวันธรรมดาและ 70,000 คน ในวันหยุด และใน วันเคาต์ดาวน์จะมีปริมาณนักท่องเที่ยวในโครงการถึง 100,000-300,000 คน
+ ยอดพิมานชูประวัติศาสตร์ริมน้ำ
นายเฉลียว ปรีกราน ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท ตลาดยอดพิมาน จำกัด กล่าวว่า โครงการ "ยอดพิมาน ริเวอร์ วอล์ค" เริ่มพัฒนาตั้งแต่ปี 2553 ด้วยงบประมาณ 1.5 พันล้านบาท โดยตัวอาคารใช้เงินลงทุน 600 ล้านบาท ในการปรับปรุง ให้เป็นอาคารสไตล์ "นีโอคลาสสิค โคโลเนียล" ตามสถาปัตยกรรม ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ทั้งยังเป็นอาคารที่มีระเบียงทางเดินริมน้ำยาวที่สุดบนเกาะรัตนโกสินทร์ อีกด้วย
ตัวอาคาร "ยอดพิมาน ริเวอร์ วอล์ค" พัฒนาภายใต้คอนเซปต์ "ไทย เฮอริเทจ มอลล์" บนพื้นที่กว่า 14,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย 6 อาคาร ความสูง 3 และ 4 ชั้น ได้แก่ อาคารสยามปราการ อาคาร วิมานอโยธยา อาคารนาวาพาณิชย์ อาคารวิจิตพระนคร อาคารยอดพิมานธานีและอาคารบุรีสราญ
ภายในแต่ละอาคารจะถูกตกแต่งพื้นที่จากเรื่องราวประวัติศาสตร์ของพื้นที่โครง การ ตั้งแต่สมัยอยุธยา-กรุงธนบุรี-กรุงรัตน-โกสินทร์จนถึงปัจจุบัน โดยจะมีร้านค้าทั้งหมด 40 ร้าน บนพื้นที่ 6,000 ตร.ม. ซึ่งปัจจุบันมีผู้ค้าเข้าทำสัญญาแล้ว 20 จาก 40 ร้านค้า
ขณะนี้การก่อสร้างมีความคืบหน้ากว่า 80% โดยในส่วนของระเบียงทางเดินริมน้ำคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ.2557 และในส่วนของการก่อสร้างโครงการทั้งหมดแล้วเสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลาย พ.ศ.2557
+ พลิกโฉมปากคลองตลาด
ทั้งนี้ นอกจากการพัฒนาอาคารยอด พิมาน ริเวอร์วอล์ค ในโครงการนี้บริษัทยังได้ทำการปรับปรุงพื้นที่อีก 2 ส่วนในบริเวณ เดียวกัน คือ ปากคลองตลาด และตลาดยอดพิมาน โดยบริษัทได้เข้าปรับปรุงแบบครบวงจรทั้งระบบจัดการขยะ อาคารสถานที่และระบบเช่าแผงค้าในส่วนพื้นที่ที่บริษัทได้รับสัมปทาน นอกจากนี้บริษัทยังได้สร้างทางเดินลอยฟ้าเชื่อมต่อทั้ง 3 ส่วนคือ ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค ปากคลองตลาดและตลาดยอดพิมาน เข้าด้วยกัน
นอกจากตัวสถาปัตยกรรมของตัวอาคารแล้วจุดเด่นหลักของโครงการคือ ระเบียงทางเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยายาว 300 เมตร ซึ่งสามารถมองเห็นแหล่ง ท่องเที่ยวสำคัญได้รอบด้าน ได้แก่ สะพานพุทธ โบสถ์ซางตาครู้ส วัดกัลยาณ มิตรและวัดอรุณราชวราราม เป็นต้น
+ โชว์ท่าเทียบเรือใหญ่สุด
บริษัทจะเสริมจุดแข็งให้กับโครงการ "ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค" ด้วยการสร้าง ท่าเทียบเรือที่ใหญ่ที่สุดในเกาะกรุงรัตนโกสินทร์ ยาว 24 เมตร จำนวน 2 ท่า และมีพันธมิตร คือ เจ้าพระยาทัวร์ริสต์ โบ๊ท (Tourist Boat) หรือเรือด่วนเจ้าพระยา ริเวอร์ซิตี้และเจ้าพระยาครุยส์ ซึ่งจะมาใช้ท่าเรือของโครงการเพื่อรับส่งนักท่องเที่ยวลงสู่ดินเนอร์ครุยส์ของตน
ทั้งนี้บริษัทยังได้ร่วมมือกับโรงเรียนราชินีเพื่อเข้าบริหารและปรับปรุงท่าเรือราชินี รวมทั้งได้สร้างทางเชื่อมจากทางออก สถานีรถไฟฟ้าสนามชัยมายังโครงการอีกด้วย
นอกจากการอำนวยความสะดวกในด้านการเดินทางทางน้ำแล้ว บริษัทยังได้สร้างอาคารจอดรถอัจฉริยะซึ่งสามารถรอง รับรถยนต์ได้ถึง 300 คัน
+ ดึงจราจรทางน้ำเสริมลูกค้า
กลยุทธ์หลักของบริษัทในการบริหาร "ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค" ในช่วงแรกนี้คือเน้นให้มีผู้ใช้บริการตลอดเวลาทำการ โดย สร้างการเป็นศูนย์กลางการจราจรทางน้ำ ด้วยการเปิดท่าเรือให้เรือด่วนเจ้าพระยาเข้าจอดรวมถึงจะร่วมมือกับผู้ให้บริการเรือดินเนอร์ คือ เจ้าพระยาปริ้นเซส เจ้าพระยาครุยส์ แกรนด์เพิร์ลและริเวอร์ซิตี้ ใช้ท่าเรือของโครงการในการรับ-ส่งผู้โดยสาร ซึ่งคาดว่าจะมีมากกว่า 3,000 คนต่อวัน
ภายในโครงการ ยอดพิมาน ริเวอร์ วอล์ค นั้น บริษัทได้วางแผนให้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการได้ตลอดทั้งวัน นับตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ โดยช่วง 08.00-14.00 น. กลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นนักท่องเที่ยว ส่วนในช่วง 14.00-20.00 น. จะเป็นนักเรียนในพื้นที่ ใกล้เคียงมาเรียนพิเศษรวมถึงผู้ปกครองที่มารอรับ และ 19.00-20.00 น. จะเป็นกลุ่มปาร์ตี้และทานอาหารค่ำ
ด้วยเหตุนี้ร้านค้าภายทั้ง 40 ร้านในโครงการจะมีทั้งร้านอาหารและเครื่องดื่มอินเตอร์แบรนด์เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาใช้บริการในครั้งแรกและร้านอาหารไทย โรงเรียนสอนพิเศษสำหรับนักเรียนจากโรงเรียนใกล้เคียง และยังมีสปา ร้านจำหน่ายสินค้าโอท็อป สำหรับทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ปกครองที่มารอรับบุตรหลาน
นอกจากนี้ บริษัทยังจัดเรือ shuttle boat ส่วนตัวของโครงการไว้สำหรับบริการ นักท่องเที่ยว รวมถึงระบบรถ shuttle bus เพื่อบริการรับส่งนักท่องเที่ยวที่มา เยี่ยมชมสถานที่สำคัญๆ ในย่านนี้
+ เล็งลูกค้า 20,000 คนต่อวัน
หลังเปิดให้บริการโครงการเต็มรูปแบบ บริษัทคาดว่าจะมีกลุ่มเป้าหมายเข้ามาใช้บริการประมาณ 20,000 คนต่อวัน แบ่งเป็นชาวไทย 70% และชาวต่างชาติ 30% และจากแนวโน้มการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีสนามไชยในปี พ.ศ. 2558 คาดว่าจะทำให้มีผู้บริโภคมายังโครง การยอดพิมาน ริเวอร์วอล์คมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตให้กับบริษัท และคาดว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลาประมาณ 5 ปี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
The Associated Press
MALEE โชว์กลยุทธ์ปี 69 ลุย 'Malee Applie...
...
ไฮเออร์ ประเทศไทย อัดงบปี 69 กว่า 1.2 พั...
...
บิ๊กซี ผนึก พันธมิตรธุรกิจ จัด แคมเปญ “ร...
...
“ส.ขอนแก่น” ทุ่มงบ 50 ล้านบาทเปิดแคมเปญใ...
...
ถอดกลยุทธ์ "ป่าล้อมเมือง" "Yes Yang" แบร...
...
บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ
×
เว็บไซต์ “สยามธุรกิจ” ใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และ นโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)
กดยอมรับ