Toggle navigation
วันพุธ ที่ 8 เมษายน 2569
หน้าแรก
ข่าวสาร
วิเคราะห์-บทความ-ต่างประเทศ
ประกัน
ยานยนต์
การเงิน-ธนาคาร
หุ้น-กองทุนรวม
อสังหาริมทรัพย์
พลังงาน-คมนาคม-โลจิสติกส์
อุตสาหกรรม-เออีซี-เอสเอมอี
ไอที
การศึกษา-กทม
การตลาด-ซีเอสอาร์
เกษตรยุคใหม่-ภูมิภาค
บันเทิง
ขายตรง
ประชาสัมพันธ์
PR NEWS -ข่าวประชาสัมพันธ์
ไลฟ์สไตล์
ท่องเที่ยว
แฟชั่นโซไซตี้-ดูดวง
ช๊อป-ชิม-ชิล
สุขภาพ-ความงาม
วิดีโอ-คลิปข่าว
E-Book
นสพ. สยามธุรกิจ
ติดต่อเรา
สามารถส่งข้อมูล ข่าวสาร ทางอีเมลล์ : siamturakijonlinenews@gmail.com และ สำหรับฝ่ายโฆษณา ทางอีเมลล์ : siamturakijadvertising@gmail.com
หน้าแรก
การตลาด-อีคอมเมิร์ซ
มิยาบิสยายปีกปิ้งย่างไต่ยอด 3 พันล้าน
มิยาบิสยายปีกปิ้งย่างไต่ยอด 3 พันล้าน
วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556
Tweet
นายเตชิต หร่มระฤก กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิยาบิ กริลล์ จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจอาหารปิ้งย่างในปัจจุบันมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดธุรกิจปิ้งย่างประเภท self cooking ที่ในช่วงสามไตรมาส ของปี 2556 ที่ผ่านมา ตลาดมีการเติบโตสูงขึ้นจนคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 4,200 ล้านบาท เท่ากับมีการเติบโต 14-15% เมื่อเทียบกับปี 2555
สำหรับบริษัท "มิยาบิ กรุ๊ป" ในช่วง 3 ไตรมาสที่มา ตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2556 ธุรกิจในเครือทั้ง 3 แบรนด์ คือ โจเซน, มิยาบิและมิยาบิ ไคเต็น มีการเติบโตด้วยเช่นกัน โดยบริษัทได้ขยายสาขาของทั้ง 3 แบรนด์ เพิ่มขึ้นเป็น 17 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แบ่งเป็น โจเซน 2 สาขา, มิยาบิ 3 สาขา และมิยาบิ ไคเต็น 12 สาขา
การขยายสาขารวมกับการเติบโตของตลาดช่วยให้ผลประกอบการในช่วง 3 ไตรมาสของบริษัทเติบโตขึ้นกว่า 250% หรือคิดเป็นมูลค่า 370 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่บริษัทและรองรับความต้องการของผู้บริโภคให้ทั่วถึงยิ่งขึ้น บริษัทจึงได้ตัดสินใจเปิดตัว 2 แบรนด์ใหม่ ในกลุ่มยากินิคุระดับพรีเมี่ยม คือ "โจเซน ยากินิคุ แอนด์ บาร์" และ "วาบิซาบิ" ด้วยงบประมาณ 50 ล้านบาท
โดย "โจเซน ยากินิคุ แอนด์ บาร์" จะเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์โจเซนเดิมขึ้นเป็นแบรนด์ยากินิคุระดับพรีเมี่ยมในสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ด้วยการเป็นร้านยากินิคุและสาเกบาร์ พร้อมให้บริการอาหารทั้งในรูปแบบ A la carte โดยมีราคาต่อจานตั้ง แต่ 50 บาทไปจน ถึง 1300 บาท และบุฟเฟ่ต์เริ่มต้นที่ราคา 489 บาท
ขณะนี้ "โจเซน ยากินิคุ แอนด์ บาร์" เปิดให้บริการแล้ว 2 สาขา คือ The Walk สาขาเกษตร-นวมินทร์ และ อาคาร Mercury Ville ชิดลม
ส่วน "วาบิซาบิ" ยากินิคุในรูปแบบอิซา-กายะ ที่มีจุดเด่นที่อยู่ที่วัตถุดิบที่ได้คัดสรรของขึ้นชื่อของแต่ละภาคในญี่ปุ่นในแต่ละฤดูกาล มาปรุงเป็นเมนูสุดพิเศษ ซึ่งบางเมนูแม้แต่ชาวญี่ปุ่นยังหาทานได้ยาก ซึ่งจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2556 นี้ ที่ The Groove เซ็นทรัลเวิลด์
ทั้งนี้ บริษัทได้ตั้งเป้าการขยายสาขาภายในปี 2556 นี้ไว้ที่รวมทั้งสิ้น 38 สาขา แบ่งเป็นร้านโจเซน ยากินิคุ แอนด์ บาร์ 3 สาขา, ร้านมิยาบิ 16 สาขา, ร้านมิยาบิไคเต็น 18 สาขาและร้านวาบิซาบิ 1 สาขา หากเป็นไปตามแผนดังกล่าวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีบริษัทคาดว่าจะสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดธุรกิจปิ้งย่างเป็น 15% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 450 ล้านบาท
ด้วยแบรนด์ใหม่ทั้ง 2 นี้จะช่วย ให้บริษัทสามารถให้บริการครอบ คลุมผู้บริโภคในทุกระดับตั้งแต่ล่างจนถึงระดับพรีเมี่ยม
สำหรับแผนการในปีหน้า บริษัทตั้งเป้าที่จะขยายสาขาของแบรนด์ต่างๆ ในเครือรวม 30 สาขา ภายใต้งบลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งจะประกอบด้วยแบรนด์เก่าที่มีอยู่และแบรนด์ใหม่ที่บริษัทจะนำเข้ามาในลักษณะการร่วมทุนกับพันธมิตรชาวญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นอาหารประเภทอื่นๆ อีก 4-5 แบรนด์ โดยจะเน้นพื้นที่หัวเมืองในภาคต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพเนื่องจากยังมีการแข่งขันต่ำ
ในระยะยาวแบรนด์จะมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องทุกปีจนถึงปี 2560 ซึ่งจะมีสาขารวม 120 สาขา และจะหยุดขยายสาขาในกลุ่มธุรกิจปิ้งย่าง
โดยการขยายสาขาดังกล่าวนี้คาดว่าจะช่วยให้บริษัทมีการเติบโตถึง 250% ในปี 2557 โดยมีรายได้ประมาณ 1.2-1.3 พันล้านบาท และภายใน 3 ปีจะมีรายได้ถึง 3,000 ล้านบาท
ในด้านการแข่งขันในตลาดธุรกิจปิ้งย่างนั้น นายเตชิต อธิบายว่า ตลาดธุรกิจปิ้งย่างสามารถ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ตามสไตล์ของร้าน คือ ญี่ปุ่น เกาหลี ไทย และมองโกล (เจงกีสข่าน) ซึ่งในสายตาผู้บริโภคจะไม่แตกต่างกันมากนัก ดังนั้น ปัจจัยการแข่งขันหลักจึงเป็นเรื่องของราคาและโปรโมชั่น
นอกจากราคาและโปรโมชั่นแล้ว ในแบรนด์ขนาดใหญ่จะมีการนำเสนอเรื่องของความหลากหลายของเมนู คุณภาพและความสนของวัตถุดิบ เป็นต้น
ด้านบริษัทเองนอกจากกลยุทธ์เหล่านี้แล้วที่ผ่านมามีการใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างออกไปด้วย เช่น แข่งขันกิน, สอนทำอาหารและอีกกลยุทธ์หนึ่งที่บริษัทให้ความสำคัญคือ บรรยากาศของร้าน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในตลาดพรีเมี่ยม ซึ่งลูกค้าหลักเป็นกลุ่มคนทำงานวัย 25-45 ปี ที่มีกำลังทรัพย์ในระดับหนึ่งแล้วจึงไม่สนใจเรื่องราคามากนัก แต่จะให้ความสนใจในเรื่องบรรยากาศ ความสะดวกสบายในร้านและการเดินทางเป็นหลัก จึงส่งผลให้ทำเลของร้านเป็นมีความสำคัญมาก
"การสร้างจุดเด่นที่แตกต่างจากคู่แข่งในตลาดเดียวกันทั้งในเรื่องของคุณภาพวัตถุดิบรวมทั้งสไตล์การตกแต่งร้านแบบญี่ปุ่นสมัยใหม่ จะช่วยให้บริษัทก้าวขึ้นเป็นแบรนด์ท็อปออฟมายด์ของกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างแน่นอน" นายเตชิต กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
The Associated Press
MALEE โชว์กลยุทธ์ปี 69 ลุย 'Malee Applie...
...
ไฮเออร์ ประเทศไทย อัดงบปี 69 กว่า 1.2 พั...
...
บิ๊กซี ผนึก พันธมิตรธุรกิจ จัด แคมเปญ “ร...
...
“ส.ขอนแก่น” ทุ่มงบ 50 ล้านบาทเปิดแคมเปญใ...
...
ถอดกลยุทธ์ "ป่าล้อมเมือง" "Yes Yang" แบร...
...
บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ
×
เว็บไซต์ “สยามธุรกิจ” ใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และ นโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)
กดยอมรับ