5 ทางรอด SME ไทย

วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2556

5 ทางรอด SME ไทย


จากรายงานสถานการณ์ SME ครึ่งปี 2556 ที่ผ่านมา จากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ในส่วนสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศของ SME พบว่า การส่งออกของ SME มีมูลค่า 158,032.06 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม คิดเป็นร้อยละ 1.01 ส่วนในช่วง 6 เดือนแรก (มกราคม-มิถุนายน) มีมูลค่ารวม 905,767.79 ล้านบาท มีการส่งสินค้าออกไปมากที่สุด คือ จีน ตามด้วยญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย และฮ่องกง
สินค้าส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก คือ 1.อัญมณีและเครื่องประดับ 2.พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก 3.ยางและของที่ทำด้วยยาง 4.เครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ 5.น้ำตาลและขนมที่ทำจากน้ำตาล
ส่วนการนำเข้าของ SME เดือนมิถุนายนมีมูลค่า 183,110.20 ล้านบาท หดตัวลงจากเดือนพฤษภาคม คิดเป็นร้อยละ 7.19 ตลาดที่มีการนำเข้าสินค้ามากที่สุด คือ จีน รองลงมาคือ ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐฯ และเกาหลี ใต้ สินค้าที่นำเข้ามากที่สุด คือ อัญมณี และเครื่องประดับ รองลงมา คือ เครื่อง จักรคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบเหล็กและเหล็ก กล้า พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก
สำหรับเศรษฐกิจของบ้านเราที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ที่ดูเหมือนว่าค่อนข้างจะชะลอตัว ซึ่งอาจจะด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการด้วยกัน คือ กำลังซื้อภาย ในประเทศที่ดูเหมือนจะแผ่วลง เป็นผลมาจากภาระหนี้สินของครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น และอีกประการที่สำคัญ คือ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ หรือยุโรป ต่างอยู่ในภาวะที่ไม่ดีมากนัก และก็ยังไม่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าเหล่านี้จะกลับมาสดใสคึกคักอีกครั้งเมื่อใด ดังนั้น ผู้ประกอบการจะต้องพยายามหาหนทางในการปรับตัว เพื่อให้ธุรกิจสามารถยืนอยู่ได้ในระยะยาว ซึ่งสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญมี 5 แนวทางด้วยกันคือ
1.ต้องพยายามสร้างหรือค้นหานวัตกรรมใหม่ๆ เพราะผู้ประกอบการ จะมัวยึดติดกับการบริหารจัดการ หรือการผลิตสินค้าเดิมๆ ไม่ได้ เพราะในอนาคตจะทำให้เราไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ ถ้าเรามีสินค้าเดิมๆ บวก กับการบริหารจัดการเดิมๆ ที่มีต้นทุนสูง เราจะไม่มีทางต่อสู้กับคู่แข่งได้
2.ผู้ประกอบการจะต้องพยายามสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง ซึ่งแน่นอนว่าผู้ประกอบการรายเล็กจะยืนต่อสู้เพียงลำพังคงเป็นไปไม่ได้ในยุคปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเครือข่ายจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้เราสร้างพลังในการต่อรองและการแข่งขันได้
3.ผู้ประกอบการต้องมีความเข้าใจและตื่นตัวกับเออีซี ซึ่งถ้านับดูระยะเวลาจากนี้ไปจนถึงปี 2558 ก็จะเห็นได้ว่าเรามีเวลาเหลืออยู่ไม่มากนัก ดังนั้น เราต้องเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่ามีเรื่องใดบ้างที่เราไม่รู้เกี่ยวกับเออีซี ถ้ารวมกันแล้วเราจะได้เปรียบ หรือเสียเปรียบในเรื่องใดบ้าง และเราต้องเรียนรู้ภาษา วัฒนธรรมอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ตอนนี้ยังพอมีเวลาเราคงต้องรีบเตรียมตัวเองให้พร้อม
4.สร้างแบรนด์ให้เข้มแข็ง อนาคตเราจะอยู่แค่เพียงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตสินค้าแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เมื่อตลาดกว้างขึ้น ถ้าเรา สามารถสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักได้ ก็จะทำให้เราสามารถขยายตลาดต่อไปในอนาคตได้ง่ายดายขึ้น
ประการสุดท้าย ที่อยากฝากผู้ประกอบการก็คือ การให้ความสำคัญในเรื่องของกระแสสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เพราะอนาคตเรื่องของสิ่งแวดล้อม จะเป็นเรื่องที่ไม่ว่าใครก็ตามก็จะต้องให้ความสำคัญ รวมทั้งปัจจุบันที่ผู้คนห่วง ใยและดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้นด้วย ถ้าเลือกได้ผู้ประกอบการควรจะเลือกผลิต สินค้าที่ไม่มีส่วนทำลายสิ่งแวดล้อม หรือสินค้าประเภทที่ทำลายสุขภาพ เพราะสินค้าเหล่านี้จะไม่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของคนในอนาคต


บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ