การปรับรูปแบบโซ่อุปทานอุตสาหกรรม

วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การปรับรูปแบบโซ่อุปทานอุตสาหกรรม


ด้วยประเทศไทยได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น เมื่อก้าว เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเรียกสั้นๆ ว่า เออีซี จึงได้เริ่มหาแนวทางในการสร้างความแข็งแกร่งในการแข่งขัน และการปรับตัวต่างๆ โดย 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมผู้ให้บริการลอจิสติกส์ และอุตสาหกรรมการเกษตร จัดได้ว่าเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ และสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยเป็นจำนวนมาก
คณะนักวิจัยลอจิสติกส์ จึงได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สร้างงานวิจัยที่จะช่วยตอบโจทย์ให้แก่ภาครัฐและภาคเอกชน ในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่เออีซี
หากมองสถานการณ์ในปัจุจบัน 5 กลุ่ม อุตสาหกรรมของประเทศไทย ยังคงมีความได้เปรียบ อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสร้างศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจ ประเทศไทยควรรักษาระดับศักยภาพ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้น เนื่องจากผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปิดตลาดเออีซี กลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้จะได้รับผลกระทบเชิงบวก
แต่อุตสาหกรรมทั้ง 5 กลุ่มนี้ จะเกิดการย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับผู้กำหนดห่วงโซ่อุปทานของแต่ละอุตสาหกรรม มิใช่ประเทศในอาเซียน แต่เป็นนอกอาเซียน เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน โดยอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยนั้น จะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูงมาลงทุน โดยเฉพาะประเทศไต้หวันและเกาหลี ส่วนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าต่ำ จะไปลงทุนในประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม (กลุ่ม CLMV) มากขึ้น
ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงมีศักยภาพในการแข่งขัน และเป็นผู้นำ การส่งออกอันดับต้นๆ ของอาเซียน แต่ไทยยังมีปัญหาในเรื่องต้นทุน โดยเฉพาะค่าจ้างแรงงาน และแรงงานที่มีฝีมือ มีแนวโน้มในการเพิ่มฐานการผลิตไปยังกลุ่ม CLMV เพื่อลดต้นทุน
ส่วนอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม มีศักยภาพในการแข่งขันสูง แต่มีต้นทุนสินค้าสูง และยังขาดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ภาครัฐควรส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขยายการลงทุนไปในประเทศ CLMV ให้มากขึ้น ส่งเสริมการวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์จากการสร้างตราสินค้า และสร้างความเข้มแข็งในด้านซัพพลายเชน แมนเนจเมนต์ โดยพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมทั้งโซ่อุปทาน
แต่ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุด คือ อุตสาหกรรมผู้ให้บริการลอจิสติกส์และอุตสาหกรรมการเกษตร เนื่องจากได้รับผลกระทบ จากเออีซีมากที่สุด จุดเด่นของอุตสาหกรรมผู้ให้บริการลอจิสติกส์ไทย คือ มีคุณภาพของการบริการสูง เพราะมีความหลากหลายของระดับการให้บริการ ภายในประเทศ ดังนั้น ผู้บริโภคจึงมีความสนใจในด้านคุณภาพการให้บริการเป็นสำคัญ และมีแนวโน้มที่จะจ้างพนักงานในลักษณะเอาต์ซอร์สมากขึ้น ต้องการพนักงานทุกระดับที่มีทักษะ หรือมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น ภาครัฐควรดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบอย่างต่อเนื่องให้เห็นผลในเชิงประจักษ์ ปรับปรุงรถบรรทุก และคอนเทนเนอร์ให้เป็นมาตรฐานและสอดคล้องกับประเทศเพื่อนบ้าน
นอกจากนี้ ยังควรส่งเสริมภาคเอกชนในการลงทุนอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ ตลอดจนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องใน CLMV ประกอบด้วยส่งเสริมอุตสาหกรรมผู้ให้บริการลอจิสติกส์ ธุรกิจประกันภัย การสร้างจุดพักรถและจุดพักสินค้าบนเส้นทางเชื่อมโยง CLMV กับไทย รวมถึงพัฒนาโครงข่ายระบบรางคู่ให้ครอบคลุมในประเทศ และเชื่อมโยงกับ CLMV เพื่อเน้น Freight Transport และเชื่อมโยงการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง โดยการพัฒนาคอนเทนเนอร์ ยาร์ด หัวรถจักรและแคร่
ส่วนอุตสาหกรรมการเกษตร พบว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นปรับห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ แต่ควรเน้นด้านการปรับตัวด้วยการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในด้านที่มีศักยภาพอยู่แล้ว และอีกด้านคือ การเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการในส่วนที่ขาดประสิทธิภาพให้ดีขึ้น หากต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการเกษตร ควรเพิ่มการพัฒนาศักยภาพ ด้านการผลิต บริการ และการจัดการลอจิสติกส์ให้สูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่การมีผลผลิตต่อพื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มสูงขึ้น การขยายพื้นที่เพาะปลูก ทั้งภายในประเทศและการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรของไทยต่ำลง สามารถกำหนดราคาขายสินค้าได้ต่ำลง เป็นผลให้การขยายตลาดสินค้าเกษตรของไทยมีโอกาสมากขึ้น


บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ