Toggle navigation
วันพุธ ที่ 8 เมษายน 2569
หน้าแรก
ข่าวสาร
วิเคราะห์-บทความ-ต่างประเทศ
ประกัน
ยานยนต์
การเงิน-ธนาคาร
หุ้น-กองทุนรวม
อสังหาริมทรัพย์
พลังงาน-คมนาคม-โลจิสติกส์
อุตสาหกรรม-เออีซี-เอสเอมอี
ไอที
การศึกษา-กทม
การตลาด-ซีเอสอาร์
เกษตรยุคใหม่-ภูมิภาค
บันเทิง
ขายตรง
ประชาสัมพันธ์
PR NEWS -ข่าวประชาสัมพันธ์
ไลฟ์สไตล์
ท่องเที่ยว
แฟชั่นโซไซตี้-ดูดวง
ช๊อป-ชิม-ชิล
สุขภาพ-ความงาม
วิดีโอ-คลิปข่าว
E-Book
นสพ. สยามธุรกิจ
ติดต่อเรา
สามารถส่งข้อมูล ข่าวสาร ทางอีเมลล์ : siamturakijonlinenews@gmail.com และ สำหรับฝ่ายโฆษณา ทางอีเมลล์ : siamturakijadvertising@gmail.com
หน้าแรก
การตลาด-อีคอมเมิร์ซ
การปรับรูปแบบโซ่อุปทานอุตสาหกรรม
การปรับรูปแบบโซ่อุปทานอุตสาหกรรม
วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2556
Tweet
ด้วยประเทศไทยได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น เมื่อก้าว เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเรียกสั้นๆ ว่า เออีซี จึงได้เริ่มหาแนวทางในการสร้างความแข็งแกร่งในการแข่งขัน และการปรับตัวต่างๆ โดย 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมผู้ให้บริการลอจิสติกส์ และอุตสาหกรรมการเกษตร จัดได้ว่าเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ และสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยเป็นจำนวนมาก
คณะนักวิจัยลอจิสติกส์ จึงได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สร้างงานวิจัยที่จะช่วยตอบโจทย์ให้แก่ภาครัฐและภาคเอกชน ในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่เออีซี
หากมองสถานการณ์ในปัจุจบัน 5 กลุ่ม อุตสาหกรรมของประเทศไทย ยังคงมีความได้เปรียบ อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสร้างศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจ ประเทศไทยควรรักษาระดับศักยภาพ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้น เนื่องจากผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปิดตลาดเออีซี กลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้จะได้รับผลกระทบเชิงบวก
แต่อุตสาหกรรมทั้ง 5 กลุ่มนี้ จะเกิดการย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับผู้กำหนดห่วงโซ่อุปทานของแต่ละอุตสาหกรรม มิใช่ประเทศในอาเซียน แต่เป็นนอกอาเซียน เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน โดยอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยนั้น จะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูงมาลงทุน โดยเฉพาะประเทศไต้หวันและเกาหลี ส่วนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าต่ำ จะไปลงทุนในประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม (กลุ่ม CLMV) มากขึ้น
ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงมีศักยภาพในการแข่งขัน และเป็นผู้นำ การส่งออกอันดับต้นๆ ของอาเซียน แต่ไทยยังมีปัญหาในเรื่องต้นทุน โดยเฉพาะค่าจ้างแรงงาน และแรงงานที่มีฝีมือ มีแนวโน้มในการเพิ่มฐานการผลิตไปยังกลุ่ม CLMV เพื่อลดต้นทุน
ส่วนอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม มีศักยภาพในการแข่งขันสูง แต่มีต้นทุนสินค้าสูง และยังขาดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ภาครัฐควรส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขยายการลงทุนไปในประเทศ CLMV ให้มากขึ้น ส่งเสริมการวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์จากการสร้างตราสินค้า และสร้างความเข้มแข็งในด้านซัพพลายเชน แมนเนจเมนต์ โดยพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมทั้งโซ่อุปทาน
แต่ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุด คือ อุตสาหกรรมผู้ให้บริการลอจิสติกส์และอุตสาหกรรมการเกษตร เนื่องจากได้รับผลกระทบ จากเออีซีมากที่สุด จุดเด่นของอุตสาหกรรมผู้ให้บริการลอจิสติกส์ไทย คือ มีคุณภาพของการบริการสูง เพราะมีความหลากหลายของระดับการให้บริการ ภายในประเทศ ดังนั้น ผู้บริโภคจึงมีความสนใจในด้านคุณภาพการให้บริการเป็นสำคัญ และมีแนวโน้มที่จะจ้างพนักงานในลักษณะเอาต์ซอร์สมากขึ้น ต้องการพนักงานทุกระดับที่มีทักษะ หรือมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น ภาครัฐควรดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบอย่างต่อเนื่องให้เห็นผลในเชิงประจักษ์ ปรับปรุงรถบรรทุก และคอนเทนเนอร์ให้เป็นมาตรฐานและสอดคล้องกับประเทศเพื่อนบ้าน
นอกจากนี้ ยังควรส่งเสริมภาคเอกชนในการลงทุนอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ ตลอดจนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องใน CLMV ประกอบด้วยส่งเสริมอุตสาหกรรมผู้ให้บริการลอจิสติกส์ ธุรกิจประกันภัย การสร้างจุดพักรถและจุดพักสินค้าบนเส้นทางเชื่อมโยง CLMV กับไทย รวมถึงพัฒนาโครงข่ายระบบรางคู่ให้ครอบคลุมในประเทศ และเชื่อมโยงกับ CLMV เพื่อเน้น Freight Transport และเชื่อมโยงการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง โดยการพัฒนาคอนเทนเนอร์ ยาร์ด หัวรถจักรและแคร่
ส่วนอุตสาหกรรมการเกษตร พบว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นปรับห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ แต่ควรเน้นด้านการปรับตัวด้วยการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในด้านที่มีศักยภาพอยู่แล้ว และอีกด้านคือ การเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการในส่วนที่ขาดประสิทธิภาพให้ดีขึ้น หากต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการเกษตร ควรเพิ่มการพัฒนาศักยภาพ ด้านการผลิต บริการ และการจัดการลอจิสติกส์ให้สูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่การมีผลผลิตต่อพื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มสูงขึ้น การขยายพื้นที่เพาะปลูก ทั้งภายในประเทศและการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรของไทยต่ำลง สามารถกำหนดราคาขายสินค้าได้ต่ำลง เป็นผลให้การขยายตลาดสินค้าเกษตรของไทยมีโอกาสมากขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
The Associated Press
MALEE โชว์กลยุทธ์ปี 69 ลุย 'Malee Applie...
...
ไฮเออร์ ประเทศไทย อัดงบปี 69 กว่า 1.2 พั...
...
บิ๊กซี ผนึก พันธมิตรธุรกิจ จัด แคมเปญ “ร...
...
“ส.ขอนแก่น” ทุ่มงบ 50 ล้านบาทเปิดแคมเปญใ...
...
ถอดกลยุทธ์ "ป่าล้อมเมือง" "Yes Yang" แบร...
...
บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ
×
เว็บไซต์ “สยามธุรกิจ” ใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และ นโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)
กดยอมรับ