ผลกระทบการจัดโครงสร้างพื้นฐานด้านลอจิสติกส์

วันพุธที่ 04 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ผลกระทบการจัดโครงสร้างพื้นฐานด้านลอจิสติกส์


by : รศ.ดร.รุธิร์ พนมยงค์
โครงการสังเคราะห์ผลกระทบต่อประเทศไทยจากการจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านลอจิสติกส์และการปรับรูปแบบโซ่อุปทานภายใต้บริบทประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษา ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย รวมถึงการเปลี่ยนแปลงขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จากพลวัตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานลอจิสติกส์และการขนส่งภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และการปรับตัวของโซ่อุปทานสำคัญในโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ
การศึกษาวิจัยนี้จะนำข้อมูลจาก 2 แผนงานวิจัย รวม 11 โครงการ ซึ่งได้รับทุนวิจัยภายใต้ภารกิจด้านลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน มาสังเคราะห์ร่วมกับข้อมูล ที่นักวิจัยเก็บจากการลงพื้นที่สัมภาษณ์เชิงลึกกับหน่วยงานต่างๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียน ทั้งภาครัฐที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานระหว่างประเทศ สมาพันธ์และสมาคมด้านลอจิสติกส์ รวมถึงมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยด้านประชาคม อาเซียน รวมทั้งสิ้น 44 หน่วยงาน ใน 9 ประเทศ โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกประมวลเพื่อสร้างสถานการณ์จำลองเข้าสู่ตัวแบบ GSM ที่พัฒนาโดยสถาบันพัฒนาเศรษฐกิจ และองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น ซึ่งมีรากฐานมาจากแนวคิดเรื่อง ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจแบบใหม่ของพอล ครุกแมน ศาสตราจารย์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2551 ตัวแบบจำลอง IDE-GSM สามารถแสดงให้เห็นถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการอำนวยความสะดวกทางการค้า และการพัฒนาของอุตสาหกรรมในแต่ละพื้นที่ แสดงผลออกมาเป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจระดับมหภาค โดยคณะผู้วิจัยมุ่งหวังพิจารณา ผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รวมถึงผลกระทบที่เกี่ยวเนื่องจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายใต้ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ที่น่าจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจได้รวดเร็วเพิ่มขึ้นจากกรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเพียงอย่างเดียว
การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 นั้น คาดการณ์ว่าในปี 2563 ประเทศไทยจะมีอัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 0.05% หรือคิดเป็นจีดีพีประมาณ 977 พันล้านเหรียญสหรัฐในปีที่ 15 หลังเข้าสู่เออีซี ทุกจังหวัดในประเทศไทยได้รับผลบวกทั้งสิ้น จังหวัดที่ได้รับทางบวกมากที่สุด คือ สมุทรปราการ และระยอง คิดเป็นร้อยละ 21.5 และ 16.7 ของประเทศตามลำดับ ขณะที่ลำพูนและขอนแก่นเป็นจังหวัดที่มีการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด เทียบกับก่อนเออีซีมากที่สุด ส่วนกรุงเทพฯได้รับผลกระทบประมาณร้อยละ 15 ของผลกระทบทั้งหมด และแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากเออีซีน้อยที่สุด
อย่างไรก็ตาม หากมองเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน พบว่าไทยมีการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยมีเปอร์เซ็นต์การขยายตัวของจีดีพีหลังเข้าเออีซีอยู่ในลำดับที่ 7 จาก 10 ประเทศ ขณะที่พม่าจะมีการขยายตัวของจีดีพีมากที่สุดในอาเซียน คือ เพิ่มขึ้นถึง 2.3% ต่อปี ผลกระทบที่เกิดกับประเทศไทยในระดับน้อยช่วงหลังปี 2558 นั้น เป็นเพราะว่าในความเป็นจริงประเทศไทยได้รับผลกระทบจากเออีซี เริ่มมาตั้งแต่ไทยลงนามในข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนในปี 2534 และผลทางบวกดังกล่าวก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องค่อยเป็นค่อยไปมาตลอด จึงไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงมากนักหลังเข้าสู่เออีซีในปี 2558
กล่าวโดยสรุป การเข้าสู่เออีซีนั้น ผลกระทบส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ที่มีอุตสาหกรรมตั้งอยู่แล้ว สำหรับจังหวัดอื่นๆ ก็จะมีความเจริญขยายตัวเข้าไปถึงมากขึ้น เนื่องจากการอำนวยความสะดวกทางการค้า และโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนา ขึ้นตามกรอบเออีซี การเปลี่ยนแปลงนี้อาจนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยหากประเมินตามกรอบชี้วัด Global Competitiveness Index ของ World Economic Forum และ World Competitiveness Scoreboard ของ IMD แล้ว ไทยน่าจะอยู่ในลำดับที่ดีขึ้นจากเดิมประมาณ 1 อันดับ คือ อันดับที่ 37 และ 29 ของโลกตามลำดับ เนื่องจากไทยปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจให้สามารถอำนวยความสะดวกทางการค้ามากขึ้น


บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ