ข้าวปลาอาหารหดตัวหนัก ส.ค้าปลีกแนะรัฐกระตุ้นด่วน

วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ข้าวปลาอาหารหดตัวหนัก ส.ค้าปลีกแนะรัฐกระตุ้นด่วน


รายงานข่าวในช่วงที่ผ่านมา ทำให้พบว่าสภาพเศรษฐกิจในประเทศไทยในปีนี้ อาจจะไม่เป็นไปตามที่เคยคาดหมายไว้
สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ได้ทำการสรุปสภาพเศรษฐกิจของปีนี้เอาไว้ พร้อมคำแนะนำที่มีต่อหน่วยงานรัฐบาลที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายให้คึกคักขึ้น แม้ปี2556 จะเหลือเวลาเพียงเดือนเศษก็ตาม แต่มาตรการต่างๆ ก็สามารถสร้างทิศทางที่เป็นบวกขึ้นได้ไปจนถึงปีหน้า
นางสาวบุษบา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ภาวะอุตสาหกรรมค้าปลีก ในไตรมาสที่ 2 ปี 2556 ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงอย่างมีนัยยะสำคัญจากคาดการณ์ในช่วงต้นปี 2556 ที่ร้อยละ 12 ในขณะที่การเติบโตในครึ่งปีแรกของปี 2556 เติบโตเพียงร้อยละ 9 ซึ่งการบริโภคที่ชะลอตัวลงนั้นสืบเนื่องจากการกระตุ้นการจับจ่ายด้วยมาตรการ ต่างๆ ของภาครัฐตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทำให้รายจ่าย ภาระการใช้จ่ายและหนี้สินของภาคประชาชนเพิ่มสูงขึ้น
จากการสำรวจพบว่า ยอดขายสินค้าทุกหมวดลดลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ของประชาชนไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น
โดยสินค้าหมวดคงทน (หมายถึงสินค้าที่มีอายุใช้งานนาน เช่น รถยนต์ ตู้เย็น พัดลม โทรทัศน์) ลดลงจากร้อยละ 18 ในปี 2555 เป็นร้อยละ 11.5 ในครึ่งแรกของปี 2556
สินค้าหมวดกึ่งคงทน (มีอายุใช้งานระยะสั้น หรือใช้ได้หลายครั้ง เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า) ลดลงจากร้อยละ 12 ในปี 2555 เป็นร้อยละ 7.5 ในครึ่งปีแรกของปี 2556
และสินค้าไม่คงทน (ประเภทใช้แล้วสิ้นเปลืองหมดไป เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ยา) ลดลงจากร้อยละ 14 ในปี 2555 เป็นร้อยละ 9 ในครึ่งปีแรกของปี 2556
นอกจากนี้ ในไตรมาส 3 ปี 2556 การบริโภคมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจจากสมาชิกของสมาคมฯ พบว่า ตัวเลข ยอดขายอยู่ในทิศทางที่ปรับลดติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยอดขายหมวดสินค้าไม่คงทน ซึ่งหมายถึงยอดขายสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันที่เติบโตลดลงจากไตรมาสที่ 2 จากร้อยละ 9 เหลือเพียงร้อยละ 3.5 ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อในระดับผู้บริโภคที่มีรายได้ต่ำ อีกทั้งกลุ่มเกษตรกรที่ลดการจับจ่าย และระวังรายจ่ายให้ลดลงอย่างชัดเจน
ยอดขายในหมวดสินค้าไม่คงทนเป็นยอดขายที่ใหญ่มากในอุตสาหกรรม ประมาณการยอดขายในหมวดนี้คิดเป็นร้อยละ 55-60 ของยอดขายค้าส่งค้าปลีกทั้งประเทศ ทั้งนี้ การบริโภคที่หดตัวอย่างรุนแรง อาจเป็นไปได้ 2 ทางคือ รายได้ที่ลดลงจากราคาพืชผลที่ตกต่ำ และรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นจากราคาสินค้าต่างๆ ที่ขยับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยผู้บริโภคในกลุ่มนี้เป็นผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ของประเทศ เท่ากับประมาณร้อยละ 60 ของประชากรทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ยอดขายหมวดสินค้าคงทนยังคงมีการเติบโตถึงร้อยละ 9 ในไตรมาส 3 แม้ว่าจะลดลงจากไตรมาส 2 เล็กน้อย สะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคในกลุ่มนี้ยังคงมีสูง โดยยอดขายส่วนใหญ่ยังคงเติบโตจากกลุ่มวัสดุก่อสร้าง
ทั้งนี้ สินค้าในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มราคาที่ลดลงตามแนวโน้ม เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการมีแนวโน้มที่ต้องขายสินค้าในหมวดดังกล่าวในปริมาณที่สูงขึ้นจากยอดขายเดิมเทียบจากยอดขายในปีที่ผ่านมา
ส่วนการเปิดตัวสินค้ากลุ่ม Smart Phone และโทรทัศน์ระบบดิจิตอลที่มีขึ้นในช่วงปลายปี คาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เติบโตขึ้น
โดยสรุปตัวเลขดัชนีสมาคมผู้ค้าปลีกจากที่คาดการณ์เมื่อต้นปี 2556 ว่าเติบโตร้อยละ 12 และปรับตัวลงมาที่ร้อยละ 9 ในไตรมาสที่ 2 หลังจากนั้นชะลอตัวอย่างแผ่วๆ ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 7.5 ในไตรมาสที่ 3 ซึ่งเป็นไปในแนว ทางเดียวกับภาพรวมเศรษฐกิจประเทศที่คาดการณ์การเติบโตที่ร้อยละ 5.6 แต่ปรับตัวลดลงมาที่ร้อยละ 3.5 ในช่วงสุดท้ายของปี
สำหรับประมาณการการเติบโตปี 2557 คาดสามารถขยายตัวได้ร้อยละ 9 เทียบเท่าการขยายตัวในปี 2556 หากไม่มีความเปลี่ยน แปลงหรือเหตุการณ์ความผันผวนของสถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจโลก อุบัติภัยขนาดใหญ่ เชื่อว่าจะเติบโตได้ตามคาดการณ์
สมาคมฯ ได้ทำการเสนอแนะให้ภาครัฐสนับสนุนมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆเช่นเดียวกับในปี 2556 และกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงสุดท้ายของปีประกอบด้วย
ในช่วงโค้งสุดท้ายปี 2556 รัฐบาลสามารถประคองเศรษฐกิจไม่ให้แผ่วลงไปกว่านี้ได้ด้วยการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและการบริหาร ความสมดุล เพื่อจูงใจผู้บริโภคให้เกิดบรรยากาศในการจับจ่ายกลับมา
รัฐบาลต้องกำหนดมาตรการเร่งด่วนในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนโดยการตรึงราคาสินค้าที่จำเป็นนับตั้งแต่หมวดอาหารค่าโดยสาร และค่าเชื้อเพลิง
รัฐบาลต้องมีมาตรการกระตุ้นอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว เนื่องจากการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งอุตสาหกรรมหลักที่สร้างรายได้แก่ประเทศ อีกทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจมวลรวมของประเทศได้อย่างมาก ดังนั้น หากสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้นพร้อมทั้งสร้างบรรยากาศ ในการจับจ่ายสินค้าเพื่อเพิ่มอัตราการจับจ่ายต่อหัวนักท่องเที่ยวจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ควรออกมาตรการสร้างแรงจูงใจให้นักช็อปปิ้งไทยจับจ่ายในประเทศแทนที่จะนำเงินตราไปใช้ในต่างประเทศ
รัฐบาลต้องมีการสนับสนุนผู้ค้าปลีกไทยไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เนื่องจากการสนับสนุนให้ผู้ค้าปลีกไทยสามารถขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคอาเซียนได้ และจะนำพาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อยนับพันรายขยายตัวไปพร้อมกัน
รัฐบาลต้องมีการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจนในการเป็นศูนย์กลางประสานกับทุกหน่วยงาน สำหรับการลงทุนในอาเซียน
รัฐบาลควรสนับสนุนภาคการศึกษา ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานการศึกษา กระจายการศึกษาให้ทั่วถึง อีกทั้งการเพิ่มความรู้ ความสามารถเฉพาะทางในแต่ละอาชีพเพื่อสามารถแข่งขันกับกลุ่มประเทศอาเซียนและเวทีโลกได้


บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ