Toggle navigation
วันพุธ ที่ 8 เมษายน 2569
หน้าแรก
ข่าวสาร
วิเคราะห์-บทความ-ต่างประเทศ
ประกัน
ยานยนต์
การเงิน-ธนาคาร
หุ้น-กองทุนรวม
อสังหาริมทรัพย์
พลังงาน-คมนาคม-โลจิสติกส์
อุตสาหกรรม-เออีซี-เอสเอมอี
ไอที
การศึกษา-กทม
การตลาด-ซีเอสอาร์
เกษตรยุคใหม่-ภูมิภาค
บันเทิง
ขายตรง
ประชาสัมพันธ์
PR NEWS -ข่าวประชาสัมพันธ์
ไลฟ์สไตล์
ท่องเที่ยว
แฟชั่นโซไซตี้-ดูดวง
ช๊อป-ชิม-ชิล
สุขภาพ-ความงาม
วิดีโอ-คลิปข่าว
E-Book
นสพ. สยามธุรกิจ
ติดต่อเรา
สามารถส่งข้อมูล ข่าวสาร ทางอีเมลล์ : siamturakijonlinenews@gmail.com และ สำหรับฝ่ายโฆษณา ทางอีเมลล์ : siamturakijadvertising@gmail.com
หน้าแรก
การตลาด-อีคอมเมิร์ซ
กูรูชี้ช่องรวยเกาะติดช็อปออนไลน์ 8 แสนล้าน
กูรูชี้ช่องรวยเกาะติดช็อปออนไลน์ 8 แสนล้าน
วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
Tweet
การขยายตัวของอุปกรณ์พกพาอย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต เป็น ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้การซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์มีการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี และผู้ที่สนใจเข้ามาในธุรกิจนี้จำเป็นต้องเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งวันนี้มีกูรูด้านตลาดออนไลน์อย่าง TARAD.com มาแนะนำให้ทราบว่า โอกาสและปัจจัยแห่งความสำเร็จในการทำตลาดออนไลน์คืออะไรบ้าง
นายภาวุธ พงวิทยาภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ TARAD.com กล่าวว่า จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติปัจจุบันการซื้อขายสินค้าทางออนไลน์ของไทยมีมูลกว่า 8 แสนล้านบาท และมีการเติบโตปีละ 20% เป็นเวลา 5 ปีต่อเนื่องกัน
โดยผู้บริโภคเริ่มหันมาใช้อุปกรณ์พกพา เช่น สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตในการสั่งซื้อสินค้า มากขึ้น ซึ่งจากสถิติของเว็บไซต์ Tarad.com เอง พบว่ายอดขาย 18% ของเว็บไซต์มาจากอุปกรณ์พกพา แบ่งเป็นแท็บเล็ต 52% และ สมาร์ทโฟน 48% ส่วนการเข้าใช้เว็บไซต์จะยังมาจากคอมพิวเตอร์เป็นหลักด้วยสัดส่วน 69% ต่อ 31%
นอกจากการใช้งานอุปกรณ์พกพาแล้ว ถิ่นที่อยู่ของผู้ใช้งานอีกจุดหนึ่งที่มีความเปลี่ยนแปลง แม้เดิมผู้ใช้ส่วนใหญ่จะมาจากพื้นที่กรุงเทพฯ เป็น หลัก แต่ปัจจุบันพบว่าฐานผู้ซื้อเริ่มกระจายออก สู่ปริมณฑลและจังหวัดในภาคกลาง โดยผู้ที่ซื้อสินค้าผ่านอุปกรณ์พกพาในกรุงเทพฯ มีสัดส่วน 36% รองลงมาเป็นปทุมธานี 16% เชียงใหม่ 14% นครปฐมและนครราชสีมาจังหวัดละ 12%
ในขณะเดียวกันด้านยอดขายผู้ซื้อจากกรุงเทพฯ มีสัดส่วนที่ลดลงจากปีก่อนหน้าซึ่งมีสัดส่วน 44% แต่ในปีนี้มีเพียง 22% แต่ยอด จาก ภาคกลางที่ไม่รวมกรุงเทพฯ เพิ่มจาก 31% เป็น 33% ซึ่งสอดคล้องกับการใช้งานอุปกรณ์พกพา
ในส่วนของพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค พบว่าชาวไทยนิยมซื้อสินค้าทางออนไลน์เกือบตลอดทั้งวันนับตั้งแต่ 6 โมงเช้าไปจนถึง 4 ทุ่ม โดยในการช็อปปิ้งผ่านอุปกรณ์พกพาจะสูงในช่วงพักกลางวันและหลัง 6 โมงเย็น ส่วนการช็อปปิ้งผ่านคอมพิวเตอร์จะสูงในช่วงเวลาทำงาน
สำหรับแผนการตลาดที่จะรองรับนักช็อปออนไลน์ชาวไทยนั้น นายภาวุธ อธิบายว่า ปัจจุบันตลาดออนไลน์มีการแบ่งเป็นกลุ่มเฉพาะ หรือ segmentation มากขึ้นเช่นเดียวกับตลาด ออฟไลน์ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะความสะดวกรวดเร็วในการค้นหาสินค้าที่ต้องการ
อีกปัจจัยหนึ่งคือ เครื่องมือของเครือข่ายโซเชียลมีเดีย ที่ช่วยให้ผู้ขายสินค้าสามารถ คัดแยกและเจาะจงกลุ่มเป้าหมายที่จะส่งโฆษณา ไปหาได้ง่ายทั้งยังมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ ช่วยให้การทำการตลาดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
"ตัวอย่างหนึ่งของการคัดแยกกลุ่มเป้าหมาย คือ การใช้เครื่องมือของเครือข่ายเฟซบุ๊ก ซึ่งสามารถกำหนดลักษณะกลุ่มเป้าหมายที่จะส่งโฆษณาไปหาได้อย่างละเอียด เช่น เพศ การศึกษา งานที่ทำ ที่อยู่ ความสนใจด้านต่างๆ แม้แต่รสนิยมทางเพศก็สามารถใช้เป็น ตัวค้นหาได้"
โดยแผนการตลาดที่สำคัญในการทำขายสินค้าออนไลน์จะประกอบด้วย การโฆษณา การจัดการ ร้านค้า การบริการลูกค้าทั้งก่อนและหลังการขาย รวมถึงความสม่ำเสมอของผู้ขายเอง
หลังจากการใช้โฆษณาเพื่อดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาที่เว็บไซต์ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ขั้นตอนต่อมาจะเป็นการจัดการร้านค้าหรือหน้าเว็บไซต์ให้เหมาะสม ซึ่งจุดนี้จะส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคว่าจะซื้อสินค้ากับผู้ขายหรือไม่
โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การให้ข้อมูลของสินค้าและบริการอย่างละเอียด ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าในส่วนของรายละเอียดสินค้านั้น ยิ่งยาวเท่าใดก็ขายดีขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้ตัวผู้ขายเองต้องตอบสนองการติดต่อของลูกค้าอย่างรวดเร็วในทุกช่องทางด้วยไม่ว่าจะเป็นการสอบถามหรือสั่งซื้อสินค้า
ด้านการบริการลูกค้าเป็นอีกจุดหนึ่งที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทสำคัญ เนื่องจากผู้ขายสามารถเข้าถึงข้อมูลรายละเอียดของผู้ซื้อได้มากกว่าการซื้อขายทางออฟไลน์ จึงช่วยให้สร้างบริการหลังการขายที่ตรงตามความต้องการได้มากกว่า รวมถึงในส่วนของการ กระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำซึ่งผู้ขายสามารถใช้วิธีจัดโปรโมชั่นเฉพาะบุคคลเพื่อดึงดูดลูกค้ารายนั้นๆ ให้กลับมาใช้บริการได้
"จากการเก็บข้อมูลของบริษัทพบว่าอีเมล เป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพสูงในการสื่อสารข่าวโปรโมชั่นไปยังลูกค้า โดยบางกรณีสามารถกระตุ้นยอดขายได้ถึง 200% จุดสำคัญคือ จะต้องปรับรูปแบบให้สามารถอ่านบนอุปกรณ์พกพาได้สะดวกขึ้น เช่น การขยายขนาดตัวอักษร"
ในส่วนของเทรนด์การค้าขายทางออนไลน์ นายภาวุธ ให้ความเห็นว่า อุปกรณ์พกพาจะกลายเป็นช่องทางหลักที่ผู้บริโภคใช้เพื่อเลือกซื้อสินค้า โดยคาดว่าสัดส่วนการซื้อสินค้าผ่านอุปกรณ์พกพาจะเพิ่มจาก 13% ในปัจจุบันเป็น 30% ภายในเวลา 2 ปี
ช่องทางสื่อสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์พกพาเองจะถูกนำมาใช้เพื่อการตลาดมากขึ้นด้วย เช่น แอพพลิเคชั่น Line ที่มีการนำมาทำเป็น Line Marketing โดยเป็นช่องทางจัดโปรโมชั่นต่างๆ หรือการใช้เป็นช่องทางติดต่อให้บริการลูกค้าแบบเรียลไทม์ เป็นต้น
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจะใช้การโฆษณาแบบ retargeting มากขึ้น เนื่องจากจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่มากขึ้น และความสามารถในการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าการใช้สื่อประเภทอื่น จึงสามารถสื่อสารได้ครอบคลุมที่สุด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
The Associated Press
MALEE โชว์กลยุทธ์ปี 69 ลุย 'Malee Applie...
...
ไฮเออร์ ประเทศไทย อัดงบปี 69 กว่า 1.2 พั...
...
บิ๊กซี ผนึก พันธมิตรธุรกิจ จัด แคมเปญ “ร...
...
“ส.ขอนแก่น” ทุ่มงบ 50 ล้านบาทเปิดแคมเปญใ...
...
ถอดกลยุทธ์ "ป่าล้อมเมือง" "Yes Yang" แบร...
...
บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ
×
เว็บไซต์ “สยามธุรกิจ” ใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และ นโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)
กดยอมรับ