'ไทยเบฟ' ไม่ถอยแม้พิษโควิด-19 กระแทกยอดหด 14 % ลุยต่อสู่ PASSION 2025 ปรับกลยุทธ์ เสริมแกร่งก้าวผ่านวิกฤติ ตอกย้ำผู้นำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มใหญ่ที่สุดในอาเซียน

วันเสาร์ที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2563

'ไทยเบฟ' ไม่ถอยแม้พิษโควิด-19 กระแทกยอดหด 14 % ลุยต่อสู่ PASSION 2025 ปรับกลยุทธ์ เสริมแกร่งก้าวผ่านวิกฤติ ตอกย้ำผู้นำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มใหญ่ที่สุดในอาเซียน


นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับในปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ทุกคนต้องเผชิญกับความท้าทายเป็นอย่างยิ่งในทุกธุรกิจทุกอุตสาหกรรมจากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19โดยทางเราก็ได้รับผลกระทบต่อยอดขายในภาพรวมของกลุ่มธุรกิจไทยเบฟเติบโตลดลงราว 14% เนื่องจากช่วงนั้นมีการ Work from Home รวมถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทำให้มีผลต่อธุรกิจเป็นอย่างมากแต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและในช่วงวิกฤติที่ผ่านมาทำให้บริษัทต้องปรับตัวและการดำเนินงานขององค์กรให้รวดเร็วรองรับเข้ากับสถานการณ์เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันซึ่งที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับพนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนของเราโดยได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติพิเศษในสถานการณ์โควิด-19 หรือ ThaiBev Situation Room (TSR) เพื่อเป็นศูนย์ติดตามข้อมูลข่าวสารและสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าวรวมถึงติดตามการดำเนินงานของกลุ่มไทยเบฟให้สามารถผลิตและจัดส่งสินค้าได้ตามจำนวนที่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคดำเนินการดูแลสุขภาพของพนักงานซึ่งเป็นบุคลากรกลุ่มสำคัญในการสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถดำเนินได้อย่างต่อเนื่องและยังได้นำเอารูปแบบการปฏิบัติงานในระบบดิจิทัลมาเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานทำให้มากกว่า 95% ของพนักงานบริษัทฯสามารถเข้าสู่กระบวนการทำงานของระบบดิจิทัลในวิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้ได้เร็วขึ้นกว่าที่ทางเราเคยวางแผนไว้

ทั้งนี้ จากแผนการดำเนินธุรกิจที่บริษัทได้วางนโยบายไว้ในช่วง 6 ปี ตั้งแต่ 2014-2020 ตามแผน Vision 2020 นั้นยอดขายและกำไรของเราเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ไทยเบฟเป็นผู้นำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนโดยเราได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น สุรา เบียร์ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และอาหาร รวมถึงการดำเนินงานของหน่วยงานสนับสนุนธุรกิจไทยเบฟคงความเป็นผู้นำในธุรกิจสุราในธุรกิจเบียร์เมื่อรวมยอดขายของเบียร์ในประเทศไทยและในประเทศเวียดนาม ถือได้ว่าเรามีปริมาณยอดขายเป็นอันดับ1ในภูมิภาคอาเซียนเราเป็นผู้นำในธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อาทิ ชาเขียวโออิชิ น้ำดื่มคริสตัลและขับเคลื่อนธุรกิจอาหารจนทำให้เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศไทยซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาความยั่งยืนขององค์กรอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับการขับเคลื่อนองค์กรภายใต้ Vision 2020

ทั้งนี้ กลุ่มไทยเบฟพร้อมที่จะก้าวไปสู่ก้าวที่แข็งแกร่งกว่าเดิมต่อยอดความสำเร็จจาก Vision 2020 ขับเคลื่อนสู่ PASSION 2025 ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเราจึงมีแผนในการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานของบริษัทฯเพื่อให้สอดรับกับความต้องการของลูกค้าภายใต้ 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 

1.BUILD:การสรรสร้างความสามารถและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆโดยต่อยอดจากพื้นฐานธุรกิจที่มีอยู่ 

2.STRENGTHEN:เสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักเพื่อรักษาและก้าวไปสู่ความเป็นผู้นำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน

3.UNLOCK:นำศักยภาพของไทยเบฟที่มีอยู่มาก่อให้เกิดพลังสูงสุดทั้งในกลุ่มธุรกิจแอลกอฮอลล์ นอนแอลกอฮอล์ และธุรกิจอาหารโดยจะให้ความสำคัญในเรื่องนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อผลักดันการเติบโตอย่างสร้างสรรค์ในการเป็นผู้นำของธุรกิจเครื่องดื่มและอาหาร

ประภากร ทองเทพไพโรจน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจสุรา (รองผู้บริหารสูงสุด การเงินและบัญชีกลุ่มและผู้บริหารสูงสุดด้านการเงินและบัญชีธุรกิจต่างประเทศกล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาเราผ่านสถานการณ์ที่มีความท้าทายอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อนกลุ่มธุรกิจสุราในเมืองไทยยังคงสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดได้ดีเหมือนเดิมเนื่องจากบริษัทมีความหลากหลายของตราสินค้าซึ่งตอบรับการบริโภคสินค้าที่บ้านและการทำการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับภาพลักษณ์สุราไทย หากดูจากผลวิจัยการตลาดในรอบ12 เดือนย้อนหลังแสงโสมสามารถเติบโตกว่า 14% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในส่วนของเบลนด์ 285 ซิกเนเจอร์ยังสามารถเพิ่มการเติบโตได้ถึง 37% นอกไปจากนั้นเมอริเดียนบรั่นดียังสามารถเพิ่มการเติบโตได้ถึง 50% และมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 8% ในปีนี้กลุ่มธุรกิจสุรายังได้มีการออกผลิตภัณฑ์ Phraya Elements ซึ่งเป็นสุราระดับพรีเมียมที่ผ่านการเก็บบ่มในถังไม้โอ๊คยาวนานหลายปีในบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามหรูหราโดยวางจำหน่ายในช่องทางโมเดิร์นเทรด

ไมเคิล ไชน์ ฮิน ฟา ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจเบียร์ กล่าวว่า สำหรับตลาดเบียร์ในต่างประเทศเรามีวิสัยทัศน์การนำเบียร์ช้างมุ่งสู่การเป็นที่ 1 ของเบียร์สัญชาติไทยในระดับสากลทั้งในด้านปริมาณการขายและในด้านผลิตภัณฑ์ที่จะต้องเป็นที่ 1 ในใจลูกค้าในระดับสากลโดยได้รับการสนับสนุนจาก 2 แรงผลักดันสำคัญอัน ได้แก่ การขยายฐานลูกค้าทางภูมิศาสตร์ของเบียร์ช้างและการสร้างคุณค่าของตราสินค้าการขยายฐานลูกค้าทางภูมิศาสตร์ของเบียร์ช้างเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในภูมิภาค รวมถึงการขยายฐานลูกค้าไปสู่เมืองที่สำคัญต่างๆในต่างประเทศในแง่ของการขยายตัวในระดับภูมิภาค ซึ่งเบียร์ช้างได้เปิดตัวการผลิตภายนอกประเทศไทยเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 โดยเบียร์ช้างได้รับการอนุญาตผลิตจาก Emerald Brewery Myanmar Ltd ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ F&N ซึ่งสามารถทำผลงานได้ดีในปีแรกของการดำเนินงานโดยสามารถเจาะเข้าไปในจังหวัดหลักที่สำคัญๆของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดเติบโตอย่างดีและมียอดขายที่เกินความคาดหมาย อีกทั้งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคโดยมีเป้าหมายคือการเติบโตอย่างต่อเนื่องซึ่งจะช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ของแบรนด์แรงผลักดันที่สองคือการสร้างคุณค่าของตราสินค้าสื่อออนไลน์ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างแบรนด์เบียร์ช้างรวมถึงการเข้าถึงผู้บริโภคในระดับสากลโดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์โควิด-19 โดยได้มีการสร้างแคมเปญสำหรับผู้บริโภคเพื่อเสริมสร้างความตื่นเต้น และความสัมพันธ์ทีดีรวมถึงสร้างความแข็งแกร่งต่อกลุ่มเป้าหมายในระดับสากล

สำหรับซาเบโก้และกลุ่มอุตสาหกรรมเบียร์ในเวียดนามในปี 2563 ที่ผ่านมานับเป็นอีกหนึ่งปีที่มีความท้าทายจากการได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ทั่วโลกทำให้ต้องมีแผนการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์และสามารถกู้สถานการณ์ให้เริ่มฟื้นตัวได้เป็นลำดับในช่วงไตรมาสที่ 2 จากการบริหารภายใต้กลยุทธ์หลักต่อไปนี้

1.การขาย:การทำงานเชิงรุกเพื่อสู้กับความท้าทายจากปัญหาโควิด-19 เราได้นำทรัพยากรสำหรับจากค้าขายผ่านธุรกิจอาหารหรือภัตตาคารไปใช้กับการขายให้กับผู้บริโภคในร้านค้าปลีกและยังเน้นการขายให้กับผู้บริโภคในร้านค้าปลีกและการขายปลีกสมัยใหม่โดยการออก 3 โปรโมชั่นใหญ่ นอกจากนี้ยังเร่งการสร้างช่องทางการขายผ่านทางออนไลน์อีกด้วย

2.การตลาด:เนื่องในโอกาสครบ 145 ปี ของซาเบโก้ เบียร์ Bia Lac Viet ได้ถูกผลิตและจำหน่ายเพื่อฉลองครบรอบ 145 ปีในเดือนมิถุนายน นอกจากนี้ยังมีการทดลองขายผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งจะได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในต้นเดือนตุลาคมนี้

3.การผลิต:สายการผลิตกระป๋องใหม่ซึ่งมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 60,000 กระป๋องต่อชั่วโมง ได้เริ่มการใช้งานอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายนที่โรงผลิตเบียร์ Saigon Quang Ngai  อันบริษัทย่อยของซาเบโก้ ทั้งนี้จะเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตที่ตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาดในภาคกลางของเวียดนาม

4.ห่วงโซ่อุปทาน:เริ่มนำระบบ Warehouse Management System (WMS) มาใช้ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการคลังสินค้า และจะนำระบบ Transport Management System (TMS) อันเป็นระบบการบริหารจัดการการขนส่งมาใช้เป็นลำดับต่อไป

5.ซาเบโก้ 4.0:การบริหารจัดการธุรกิจด้วยดิจิทัลโครงการซาเบโก้ 4.0 ซึ่งเป็นการริเริ่มระดับกลุ่มบริษัทได้เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนมิถุนายนโดยมุ่งหวังการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานและการบริหารจัดการด้วยการรวมศูนย์การบริหารจัดการ การทำระบบให้ง่ายต่อการใช้งานและมีมาตรฐานเดียวกัน

6.การลดค่าใช้จ่าย:มีการบริหารจัดการด้านการเงินอย่างเป็นระบบทั้งในด้านวัตถุดิบ ด้านบรรจุภัณฑ์ ด้านการขนส่งและการเช่าสถานที่

โฆษิต สุขสิงห์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจต่อเนื่องและผู้บริหารสูงสุดสายธุรกิจเบียร์ประเทศไทย (2561-2563) รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจต่อเนื่องและผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (ประเทศไทย) ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มบริหารช่องทางจำหน่าย เผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีความท้าทายและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแต่ช้างยังคงรักษามาตรฐานในการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างเข้มแข็งจะเห็นว่าถึงแม้ภาพรวมตลาดเบียร์ในประเทศไทยในช่วงสถานการณ์ที่ผ่านมาจะมีการเติบโตเฉลี่ยในอัตราที่ลดลงแต่ช้างยังคงมีการเติบโตที่แข็งแกร่งกว่าตลาดโดยนอกจากตัวเลขในตลาดแล้วในส่วนของแบรนด์ช้างเรายังให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์เพื่อรักษาตำแหน่งอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องด้วย 3 กลยุทธ์ คือ

1.การสื่อสารแบรนด์:เราวางแนวการสื่อสารเพื่อส่งความสุขจากแบรนด์ถึงกลุ่มลูกค้าทั่วประเทศภายใต้แนวคิด “วันเพื่อนมีได้ทุกวัน” ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์โฆษณาชุดต่างๆไปจนถึงรายการออนไลน์จากช่องทาง Chang World ที่นอกจากจะสร้างความสนุกแล้วยังสามารถย้ำชัดถึงตัวตนของแบรนด์เรื่องมิตรภาพได้อย่างดีเยี่ยม

2.การสร้างประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์:ซึ่งตลอดมาช้างเดินหน้าขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆเพื่อเข้าไปครองใจกลุ่มลูกค้ามากมายพร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์หลากหลายรูปแบบทั้งดนตรีและกีฬาถึงแม้ในช่วงสถานการณ์ที่ผ่านมาเราจะไม่สามารถจัดงานอีเวนท์ต่างๆได้จึงมีการสร้างสรรค์กิจกรรมทางการตลาดในสื่อออนไลน์เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมระหว่างแบรนด์และกลุ่มลูกค้าอย่างต่อเนื่องขณะเดียวกันก็ยังคงเตรียมความพร้อมเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติเรายังมั่นใจในการเป็นผู้นำด้านการสร้างมาตรฐานการจัดงานดนตรีและไลฟ์สไตล์อีเวนท์เพื่อส่งความสุขและสร้างมิตรภาพระหว่างเพื่อนต่อไป

3.การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และออกแบบบรรจุภัณฑ์:ที่ผ่านมาเราถือโอกาสฉลองครบรอบปีที่ 25 ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง “ช้าง โคลด์ บรูว์” (Chang Cold Brew) ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคหลังจากนั้นจึงตามมาด้วยการสร้างความตื่นเต้นให้ตลาดกับ“ไวรัลแพ็ค” (Viral Pack) หรือ “ช้าง โคลด์ บรูว์ ขนาด 25 กระป๋อง” ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ขนาดพิเศษที่มีความยาวมากที่สุดเท่าที่ช้างเคยจัดทำขึ้นจนเกิดกระแสการพูดถึงในโลกโซเชียลจำนวนมากและล่าสุดเรามีการเตรียมวางแผนการสร้างความตื่นเต้นให้ตลาดอีกครั้งกับบรรจุภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่อยากให้สื่อมวลชนและลูกค้าทุกคนรอติดตามเร็วๆนี้

เลสเตอร์ ตัน ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่และผู้บริหารสูงสุดสายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอลล์ ประเทศไทย (2561-2563) ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดสายธุรกิจเบียร์ (ประเทศไทย) (1 ตุลาคม 2563) เผยว่า ไทยเบฟดำเนินธุรกิจทั่วภูมิภาคอาเซียนโดยโฟกัสที่ 3 ตลาดหลัก 3 ตลาดใหม่และ 4 ตลาดการส่งออกเราใช้ผลงานของแบรนด์ผ่านหมวดหมู่สินค้าต่างๆซึ่งไทยเบฟเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคโดยผลการดำเนินการ 9 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ถือว่าดีหลังจากที่เรามีผลการดำเนินการขาดทุนมาเมื่อสองสามปีที่แล้วบริษัทกลับมามีผลกำไรโดยมีผลมาจากการลงทุนในแบรนด์อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับเปลี่ยนโครงการด้านการเงินและการสร้างความยั่งยืนของผลกำไรการมองไปข้างหน้านั้นธุรกิจต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์โควิดโดยเปิดช่องทางการขายในรูปแบบสถานที่การขยายช่องทางการขายไปยังช่องทางดิจิทัลโฟกัสที่ด้านสุขภาพและการเป็นอยู่ที่ดีเรามองเชิงบวกถึงผลการดำเนินงานที่เหลือของปีนี้และหวังว่าผลประกอบการเชิงบวกนี้จะมีผลต่อเนื่องไปถึงปีหน้านี้

นงนุช บูรณะเศรษฐกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดสายธุรกิจอาหาร (ประเทศไทย) เผยว่า กลุ่มธุรกิจอาหารยังคงเดินหน้าพัฒนาธุรกิจปรับแผนกลยุทธ์เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากวิกฤติโควิด-19 เร่งขยายช่องทางการขายแบบ Takeaway  และ Delivery ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วรุกทั้งออนไลน์และออฟไลน์รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และรูปแบบบริการให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแม่นยำและเข้าถึงผู้บริโภคให้มากที่สุดแม้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19เริ่มสามารถควบคุมได้มากขึ้นแต่ยังคงต้องให้น้ำหนักกับการวางแผนธุรกิจอย่างระมัดระวัง เพื่อรองรับสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเร่งการสร้างการเติบโตของธุรกิจจัดส่งแบบเดลิเวอรี่ที่เติบโตอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาและยังคงได้รับความนิยมและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากลูกค้าที่เริ่มคุ้นชินกับระบบดังกล่าว รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์และรูปแบบร้านใหม่ๆให้ตรงกับความต้องการที่เปลี่ยนไป

สำหรับแผนกลยุทธ์ของกลุ่มธุรกิจอาหารในปี 2564 ภายใต้ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีโจทย์ท้าทายควบคู่กับบทบาทของเทคโนโลยีส่งผลให้การใช้ชีวิตของลูกค้าเปลี่ยนไปอย่างมากธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว สร้างศักยภาพพร้อมที่จะแสวงหาโอกาสใหม่ๆและพร้อมที่จะขับเคลื่อนภายใต้กลยุทธ์หลักๆอันได้แก่

1.การขยายสาขาในรูปแบบต่างๆ:ให้เหมาะกับสถานการณ์และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

2.กลยุทธ์การเติบโตที่มุ่งเน้นการขยายช่องทางการให้บริการหลายรูปแบบ:นอกเหนือจากรูปแบบของการนั่งทานที่ร้าน เช่น ช่องทางการจัดส่งถึงบ้าน (Home Delivery), Take home/Pick up, ไดร์ฟทรู และอื่น ๆ

3.การนำเอาดิจิทัลและเทคโนโลยีเข้ามาใช้:เพื่อสามารถสร้างประสบการณ์ความสะดวกสบายให้กับลูกค้าได้แบบ Personalization และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับพนักงานมากยิ่งขึ้น

4.Heath & Well-being มุ่งเน้นพัฒนาและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์:ที่ตอบรับเทรนด์ผู้บริโภคที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ-ความปลอดภัย

5.การเสริมสร้างบุคลากร:เพิ่มประสิทธิภาพด้านทักษะความชำนาญในการทำงานเพื่อพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่มีความคล่องตัวสูง

ดร.เอกพล ณ สงขลา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มทรัพยากรบุคคล เผยว่า ปี 2563 เป็นบทพิสูจน์ความท้าทายด้านการบริหารงานบุคลากรของกลุ่มไทยเบฟอันเนื่องมาจากสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ทั้งนี้พนักงานกลุ่มไทยเบฟในประเทศไทยกว่าหนึ่งหมื่นคนต้องปฏิบัติงานจากที่บ้านขณะที่อีกกว่าสามหมื่นคนยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติเพื่อส่งมอบสินค้า บริการ อาหารและเครื่องดื่มแก่ประชาชน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่กลุ่มทรัพยากรบุคคลต้องร่วมให้ความเอาใจใส่และช่วยลดความกังวลใจของเพื่อนพนักงานโดยมีการดำเนินการในด้านต่างๆอาทิ การจัดทำประกันภัยความเสี่ยงจากโรคโควิด-19ให้แก่พนักงานทุกคนทุกตำแหน่งงานการจัดให้มีสายด่วน 24 ชั่วโมงเพื่อให้คำปรึกษาและแนะนำแก่พนักงาน การมอบหน้ากากอนามัย ถุงมือยาง และอุปกรณ์ป้องกันอื่นๆสำหรับพนักงานที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงการมอบแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรคแก่พนักงานและครอบครัว

นอกจากนี้เรายังได้ขอความร่วมมือให้พนักงานร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งสร้างสรรค์สังคมให้ปลอดภัยด้วยการลงทะเบียนดิจิทัลทุกวันเพื่อความปลอดภัยแก่พนักงานให้ห่างไกลจากพื้นที่สุ่มเสี่ยงจากการทำงานร่วมกับพนักงานอย่างต่อเนื่องบริษัทมีแนวทางการทำงานรูปแบบใหม่ๆที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของพนักงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการ WOW หรือ Ways of Work และให้ความสำคัญที่จะสื่อสารแบ่งปันวิกฤติครั้งนี้ทำให้กลุ่มไทยเบฟได้เห็นถึงความสมัครสมานสามัคคีของพนักงานและพร้อมที่จะเผชิญความท้าทายอื่นๆในอนาคตได้อย่างมั่นใจและ “ก้าวแกร่งกว่าเดิม” ซึ่งได้ส่งผลดีต่อการยกระดับความผูกพันของพนักงานมากถึงร้อยละ 85 สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศซึ่งมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 66 ทำให้ไทยเบฟได้รับรางวัล HR Asia Best Companies to Work For และรางวัล HR Asia Most Caring Companies 2020 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่องค์กรที่ใส่ใจดูแลพนักงานได้ดีที่สุดในแต่ละประเทศอีกด้วย                

 




บริษัท สยามธุรกิจ แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด เลขที่​ 423 ถนนบอนด์สตรีท​ ต.บางพูด​ อ.ปากเกร็ด​ จ. นนทบุรี​ 11120
โทรศัพท์ 02-0377423 , 02-0477243 ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ