จับทิศ "คาร์แคร์" 8 พันล้าน แฟรนไชส์รุ่ง แต่แรงงานถอย

วันเสาร์ที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

จับทิศ


ปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มจำนวนสูงขึ้นทุกปี ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมเติบโตตามไปด้วย โดยเฉพาะธุรกิจศูนย์ดูแลรถยนต์หรือคาร์แคร์ ที่มีมูลค่าประมาณ 8 พันล้านบาท ในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเติบโตเป็น 1 หมื่นล้านบาท ในปีนี้
แม้ว่าการเติบโตด้านจำนวนของคาร์แคร์ที่มีมากขึ้นจะส่งผลต่อโอกาสที่ดีของธุรกิจคาร์แคร์ แต่ด้วยสภาพการแข่งขันด้านราคา รวมทั้งแนวโน้มการขาด แคลนแรงงานหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้ผู้ประกอบการมีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง
+ คาดอีก 2 ปีภาพตลาดพลิก
นายกฤษฏ์ กาญจนบัตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาร์แลค (ไทย-เยอรมัน) จำกัด กล่าวว่า สภาพตลาดคาร์แคร์ของไทยมีการเปลี่ยนแปลงมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาและคาดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกในเวลา 2 ปี ต่อจากนี้เมื่อมีการเปิดประชาคมอาเซียน
โดยหากมองในด้านรูปแบบ ธุรกิจคาร์แคร์ในไทยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มพรีเมี่ยม กลุ่มแบรนด์และกลุ่มขนาดเล็ก โดยกลุ่มคาร์แคร์ขนาดเล็กจะเป็นคาร์แคร์แบบที่พบเห็นได้ทั่วไปคล้ายอุตสาหกรรมในครัวเรือน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดประมาณ 50% รองลงมาจะเป็นกลุ่มแบรนด์มีสัดส่วน 40% และกลุ่มพรีเมี่ยมอยู่ที่ 10%
ที่ผ่านมาหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2554 ได้มีแบรนด์คาร์แคร์จากต่างประเทศรุกเข้าสู่ตลาดไทยจำนวนมาก แต่ยังเป็นรูปแบบของการที่ตัวแทนนำโปรดักต์เข้ามาจำหน่าย หรือใช้ในร้านเป็นหลัก ซึ่งยังขาดปัจจัยด้านการจัดการทั้งในส่วนของซัพพลายและกำลังคน ส่งผลให้แบรนด์เหล่านี้จางหายไปตามกาลเวลา
+ ห่วงเออีซีกระทบรายย่อย
สำหรับตลาดในปัจจุบัน ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นได้เพิ่มอุปสรรคให้แก่ธุรกิจคาร์แคร์ เนื่องจากค่าใช้จ่ายหลักของธุรกิจนี้คือ ค่าแรงพนักงานซึ่งต้องจะสูงขึ้นตามค่าครองชีพในขณะที่ราคาค่าบริการไม่สามารถขยับขึ้นตามได้
ซึ่งจุดนี้นำไปสู่ปัจจัยอยู่รอดที่สำคัญของธุรกิจคาร์แคร์ในอนาคตนั่นคือ บุคลากร ตั้งแต่งานหน้าร้านไปจนถึงงานหลังร้าน โดยปัจจุบันมีแรงงานต่างชาติเป็นกลุ่มหลัก แต่หลังจากการเปิดประชาคมอาเซียน สภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในหลายประเทศจะทำให้แรงงานจำนวนมากเดินทางกลับไปทำงานในประเทศของตน นำมาซึ่งปัญหาการขาดแคลนแรงงานราคาถูก
ปัญหาเหล่านี้จะส่งผลกระทบกับธุรกิจคาร์แคร์ โดยเฉพาะกับคาร์แคร์ขนาดเล็กที่ถือเป็นผู้เล่นส่วนใหญ่ของธุรกิจ และเป็นกลุ่มที่พึ่งพาปัจจัยด้านราคาค่าบริการที่ต่ำเป็นหลักจึงถูกบีบจากทั้ง 2 ปัจจัย คือ การขาดแคลนแรงงานและต้นทุนค่าจ้าง
ด้วยเหตุนี้หลังจากเปิดประชาคมอาเซียน คาดว่าร้านคาร์แคร์ในกลุ่มขนาด เล็กจะลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วและอาจหายไปจากตลาดในเวลาไม่นาน
ในขณะเดียวกันจะมีผู้ประกอบการจากต่างประเทศรุกเข้ามาในตลาดไทย เช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ทำให้กลุ่มแบรนด์มีผู้เล่นมากขึ้น ส่วนกลุ่มพรีเมี่ยมนั้นด้วยข้อจำกัดทั้งภาพลักษณ์และการลงทุน จะเป็นตัวจำกัดให้ไม่สามารถขยาย สาขาได้มากนัก
+ เตรียมแรงงานลุยแฟรนไชส์
นายกฤษฏ์ กล่าวว่า ธุรกิจคาร์แคร์ ของบริษัทเองทั้ง "คาร์แลค 68" และ "โมลีแคร์" แม้จะอยู่ในกลุ่มแบรนด์ซึ่งจะได้รับผลกระทบไม่มาก นัก แต่ก็ได้เตรียมการรับมือปัญหาแรงงานเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ด้วยการจัดตั้งระบบฝึกอบรมและพัฒนาฝีมือบุคลากรซึ่งเป็นแรงงานต่างชาติให้อยู่ในระดับแรงงานมีฝีมือ
โดยในการฝึกอบรมนี้บริษัทได้จัดในภาษาเดียวกับผู้เข้ารับการฝึกเพื่อให้สามารถสร้างความเข้าใจแก่ผู้ฝึกได้ถูกต้องตรงประเด็นที่สุด
สำหรับการขายแฟรนไชส์ในตลาดต่างประเทศนั้น บริษัทจะขายในรูปแบบมาสเตอร์แฟรนไชส์และแอเรียแฟรนไชส์ โดยมีลักษณะเป็นตัวแทนแห่งเดียวในประเทศนั้นๆ และมีสิทธิ์การดำเนินงานเองด้วย
การขยายตลาดไปสู่ระดับสากลนั้นบริษัทจะเน้นกลยุทธ์ชูความเป็นสัญชาติไทย เนื่องจากประเทศไทยถือว่ามีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของผู้บริโภคในกลุ่มประเทศอาเซียนเมื่อเทียบกับจีน อีกส่วนจะเป็นการเน้นด้านรูปแบบการจัดการและบริการที่ดีเพื่อให้ผู้บริโภคยอมรับ
ด้านในประเทศปัจจุบันบริษัทมีสาขาในประเทศไทย 54 สาขา และในปีหน้า 2557 คาดว่าจะขยายเพิ่มได้อีก 10 สาขา ด้วยเงินลง ทุนประมาณ 1.8-2 ล้านบาทต่อสาขา โดยใช้พื้นที่ปฏิบัติงานขั้นต่ำ 180 ตารางเมตรต่อสาขา
โดยบริษัทได้เข้าเป็นพันธ- มิตรร่วมกับสถานีน้ำมัน อาทิ ปตท, Esso, Shell, ปิโตร นัส, ซัสโก้ และห้างสรรพสินค้าโลตัส, บิ๊กซี, เมก กะบางนาแล้ว อีกทั้งยังมีแผนเปิดให้บริการในโชว์รูมรถยนต์ชั้นนำอีกด้วย อาทิ Mazda, Ford, Mitsubishi, Isuzu และ Nissan นอกจากนี้ ในปีหน้าร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจกับทาง MMS Bosch และ BMW
ส่วนสาขาต่างประเทศปัจจุบัน บริษัทมีสาขาแฟรนไชส์ในกัมพูชา พม่า และลาว ซึ่งใน 2-3 ปีคาดว่าจะสามารถมีสาขารวมทั้งในและต่างประเทศได้ถึง 100 สาขา โดยในปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัทมีผลประกอบการเป็นที่น่าพอใจอยู่ที่ 60 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากระบบแฟรนไชส์ 60% สำหรับเป้าหมายยอดขายปีนี้ตั้งไว้ที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20%
+ TPS เปิดเกมบุกหนักปีหน้า
ด้านนายชัยชาญ อุปพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีพีเอส กลาสโค้ทติ้งค์ จำกัด ศูนย์ดูแลรถยนต์ครบวงจร TPS เปิดเผยว่า จากนโยบายรถคันแรกของทางรัฐบาล ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมีนักขับรุ่นใหม่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ก็เป็นรถยนต์ขนาดเล็ก-กลางเป็นหลัก ตลาดการดูแลรักษารถยนต์ในเมืองไทย มีทิศทางการเติบโตที่ดี อีกทั้งมีสัดส่วนของกลุ่มลูกค้าระดับกลางเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ล่าสุด ได้เปิดตัวโปรแกรมเคลือบแก้วใหม่ R-Bacadi Nano Glass (Roberto Bacadi Nano Glass) มีราคาเริ่มต้นที่ 16,000 บาท ถือเป็นราคาที่คุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับประสิทธิภาพของสินค้า โดยคาดว่าจะเป็นเรือธงในการทำธุรกิจในปีหน้า และสร้างการเติบโตได้ถึง 100% นอกจากนี้ ในปี 2557 จะทำการบุกตลาดแฟรนไชส์อย่างเต็มรูปแบบทั่วประเทศและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
TPS มีแผนการขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเจรจากับผู้ที่สนใจเข้าร่วมธุรกิจทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยได้รับการสอบถามเข้ามาเป็นจำนวนมากทั้งนักธุรกิจชาวไทยและต่างประเทศ อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน ฟิลิปปินส์ ลาว เป็นต้น จึงต้องอาศัยเวลาในการพิจารณา ความเหมาะสมตามกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้
โดยได้เริ่มเปิดสาขาแฟรนไชส์แล้ว 2 สาขา ที่ Refined By TPS รามอินทรา กม. 11 และ PSLAP By TPS อ่อนนุช 74/1
สำหรับผลประกอบการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2556 ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย โดยมีผู้เข้ามาใช้บริการมากขึ้น โดยมีปริมาณที่สูงสุด 5,000 คันต่อเดือน เฉลี่ย 150-170 คันต่อวัน โดยปีหน้าจะมีการพัฒนาระดับบริหารสมาชิกอย่างเต็มรูปแบบ
ทั้งนี้ คาดว่าทิศทางของรายได้จะเติบโตดีขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี เพราะเป็นช่วงที่ผู้บริโภคจะมีการใช้จ่ายมากขึ้น ในส่วนของรถยนต์ก็จะมีการปรับปรุงดูแลเนื่องจากเป็นช่วงหน้าหนาว ที่จะมีการดูแลรถยนต์มากกว่าช่วงหน้าร้อนหรือหน้าฝน


บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ