Toggle navigation
วันพุธ ที่ 8 เมษายน 2569
หน้าแรก
ข่าวสาร
วิเคราะห์-บทความ-ต่างประเทศ
ประกัน
ยานยนต์
การเงิน-ธนาคาร
หุ้น-กองทุนรวม
อสังหาริมทรัพย์
พลังงาน-คมนาคม-โลจิสติกส์
อุตสาหกรรม-เออีซี-เอสเอมอี
ไอที
การศึกษา-กทม
การตลาด-ซีเอสอาร์
เกษตรยุคใหม่-ภูมิภาค
บันเทิง
ขายตรง
ประชาสัมพันธ์
PR NEWS -ข่าวประชาสัมพันธ์
ไลฟ์สไตล์
ท่องเที่ยว
แฟชั่นโซไซตี้-ดูดวง
ช๊อป-ชิม-ชิล
สุขภาพ-ความงาม
วิดีโอ-คลิปข่าว
E-Book
นสพ. สยามธุรกิจ
ติดต่อเรา
สามารถส่งข้อมูล ข่าวสาร ทางอีเมลล์ : siamturakijonlinenews@gmail.com และ สำหรับฝ่ายโฆษณา ทางอีเมลล์ : siamturakijadvertising@gmail.com
หน้าแรก
การตลาด-อีคอมเมิร์ซ
จับทิศ "คาร์แคร์" 8 พันล้าน แฟรนไชส์รุ่ง แต่แรงงานถอย
จับทิศ "คาร์แคร์" 8 พันล้าน แฟรนไชส์รุ่ง แต่แรงงานถอย
วันเสาร์ที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
Tweet
ปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มจำนวนสูงขึ้นทุกปี ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมเติบโตตามไปด้วย โดยเฉพาะธุรกิจศูนย์ดูแลรถยนต์หรือคาร์แคร์ ที่มีมูลค่าประมาณ 8 พันล้านบาท ในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเติบโตเป็น 1 หมื่นล้านบาท ในปีนี้
แม้ว่าการเติบโตด้านจำนวนของคาร์แคร์ที่มีมากขึ้นจะส่งผลต่อโอกาสที่ดีของธุรกิจคาร์แคร์ แต่ด้วยสภาพการแข่งขันด้านราคา รวมทั้งแนวโน้มการขาด แคลนแรงงานหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้ผู้ประกอบการมีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง
+ คาดอีก 2 ปีภาพตลาดพลิก
นายกฤษฏ์ กาญจนบัตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาร์แลค (ไทย-เยอรมัน) จำกัด กล่าวว่า สภาพตลาดคาร์แคร์ของไทยมีการเปลี่ยนแปลงมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาและคาดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกในเวลา 2 ปี ต่อจากนี้เมื่อมีการเปิดประชาคมอาเซียน
โดยหากมองในด้านรูปแบบ ธุรกิจคาร์แคร์ในไทยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มพรีเมี่ยม กลุ่มแบรนด์และกลุ่มขนาดเล็ก โดยกลุ่มคาร์แคร์ขนาดเล็กจะเป็นคาร์แคร์แบบที่พบเห็นได้ทั่วไปคล้ายอุตสาหกรรมในครัวเรือน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดประมาณ 50% รองลงมาจะเป็นกลุ่มแบรนด์มีสัดส่วน 40% และกลุ่มพรีเมี่ยมอยู่ที่ 10%
ที่ผ่านมาหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2554 ได้มีแบรนด์คาร์แคร์จากต่างประเทศรุกเข้าสู่ตลาดไทยจำนวนมาก แต่ยังเป็นรูปแบบของการที่ตัวแทนนำโปรดักต์เข้ามาจำหน่าย หรือใช้ในร้านเป็นหลัก ซึ่งยังขาดปัจจัยด้านการจัดการทั้งในส่วนของซัพพลายและกำลังคน ส่งผลให้แบรนด์เหล่านี้จางหายไปตามกาลเวลา
+ ห่วงเออีซีกระทบรายย่อย
สำหรับตลาดในปัจจุบัน ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นได้เพิ่มอุปสรรคให้แก่ธุรกิจคาร์แคร์ เนื่องจากค่าใช้จ่ายหลักของธุรกิจนี้คือ ค่าแรงพนักงานซึ่งต้องจะสูงขึ้นตามค่าครองชีพในขณะที่ราคาค่าบริการไม่สามารถขยับขึ้นตามได้
ซึ่งจุดนี้นำไปสู่ปัจจัยอยู่รอดที่สำคัญของธุรกิจคาร์แคร์ในอนาคตนั่นคือ บุคลากร ตั้งแต่งานหน้าร้านไปจนถึงงานหลังร้าน โดยปัจจุบันมีแรงงานต่างชาติเป็นกลุ่มหลัก แต่หลังจากการเปิดประชาคมอาเซียน สภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในหลายประเทศจะทำให้แรงงานจำนวนมากเดินทางกลับไปทำงานในประเทศของตน นำมาซึ่งปัญหาการขาดแคลนแรงงานราคาถูก
ปัญหาเหล่านี้จะส่งผลกระทบกับธุรกิจคาร์แคร์ โดยเฉพาะกับคาร์แคร์ขนาดเล็กที่ถือเป็นผู้เล่นส่วนใหญ่ของธุรกิจ และเป็นกลุ่มที่พึ่งพาปัจจัยด้านราคาค่าบริการที่ต่ำเป็นหลักจึงถูกบีบจากทั้ง 2 ปัจจัย คือ การขาดแคลนแรงงานและต้นทุนค่าจ้าง
ด้วยเหตุนี้หลังจากเปิดประชาคมอาเซียน คาดว่าร้านคาร์แคร์ในกลุ่มขนาด เล็กจะลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วและอาจหายไปจากตลาดในเวลาไม่นาน
ในขณะเดียวกันจะมีผู้ประกอบการจากต่างประเทศรุกเข้ามาในตลาดไทย เช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ทำให้กลุ่มแบรนด์มีผู้เล่นมากขึ้น ส่วนกลุ่มพรีเมี่ยมนั้นด้วยข้อจำกัดทั้งภาพลักษณ์และการลงทุน จะเป็นตัวจำกัดให้ไม่สามารถขยาย สาขาได้มากนัก
+ เตรียมแรงงานลุยแฟรนไชส์
นายกฤษฏ์ กล่าวว่า ธุรกิจคาร์แคร์ ของบริษัทเองทั้ง "คาร์แลค 68" และ "โมลีแคร์" แม้จะอยู่ในกลุ่มแบรนด์ซึ่งจะได้รับผลกระทบไม่มาก นัก แต่ก็ได้เตรียมการรับมือปัญหาแรงงานเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ด้วยการจัดตั้งระบบฝึกอบรมและพัฒนาฝีมือบุคลากรซึ่งเป็นแรงงานต่างชาติให้อยู่ในระดับแรงงานมีฝีมือ
โดยในการฝึกอบรมนี้บริษัทได้จัดในภาษาเดียวกับผู้เข้ารับการฝึกเพื่อให้สามารถสร้างความเข้าใจแก่ผู้ฝึกได้ถูกต้องตรงประเด็นที่สุด
สำหรับการขายแฟรนไชส์ในตลาดต่างประเทศนั้น บริษัทจะขายในรูปแบบมาสเตอร์แฟรนไชส์และแอเรียแฟรนไชส์ โดยมีลักษณะเป็นตัวแทนแห่งเดียวในประเทศนั้นๆ และมีสิทธิ์การดำเนินงานเองด้วย
การขยายตลาดไปสู่ระดับสากลนั้นบริษัทจะเน้นกลยุทธ์ชูความเป็นสัญชาติไทย เนื่องจากประเทศไทยถือว่ามีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของผู้บริโภคในกลุ่มประเทศอาเซียนเมื่อเทียบกับจีน อีกส่วนจะเป็นการเน้นด้านรูปแบบการจัดการและบริการที่ดีเพื่อให้ผู้บริโภคยอมรับ
ด้านในประเทศปัจจุบันบริษัทมีสาขาในประเทศไทย 54 สาขา และในปีหน้า 2557 คาดว่าจะขยายเพิ่มได้อีก 10 สาขา ด้วยเงินลง ทุนประมาณ 1.8-2 ล้านบาทต่อสาขา โดยใช้พื้นที่ปฏิบัติงานขั้นต่ำ 180 ตารางเมตรต่อสาขา
โดยบริษัทได้เข้าเป็นพันธ- มิตรร่วมกับสถานีน้ำมัน อาทิ ปตท, Esso, Shell, ปิโตร นัส, ซัสโก้ และห้างสรรพสินค้าโลตัส, บิ๊กซี, เมก กะบางนาแล้ว อีกทั้งยังมีแผนเปิดให้บริการในโชว์รูมรถยนต์ชั้นนำอีกด้วย อาทิ Mazda, Ford, Mitsubishi, Isuzu และ Nissan นอกจากนี้ ในปีหน้าร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจกับทาง MMS Bosch และ BMW
ส่วนสาขาต่างประเทศปัจจุบัน บริษัทมีสาขาแฟรนไชส์ในกัมพูชา พม่า และลาว ซึ่งใน 2-3 ปีคาดว่าจะสามารถมีสาขารวมทั้งในและต่างประเทศได้ถึง 100 สาขา โดยในปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัทมีผลประกอบการเป็นที่น่าพอใจอยู่ที่ 60 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากระบบแฟรนไชส์ 60% สำหรับเป้าหมายยอดขายปีนี้ตั้งไว้ที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20%
+ TPS เปิดเกมบุกหนักปีหน้า
ด้านนายชัยชาญ อุปพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีพีเอส กลาสโค้ทติ้งค์ จำกัด ศูนย์ดูแลรถยนต์ครบวงจร TPS เปิดเผยว่า จากนโยบายรถคันแรกของทางรัฐบาล ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมีนักขับรุ่นใหม่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ก็เป็นรถยนต์ขนาดเล็ก-กลางเป็นหลัก ตลาดการดูแลรักษารถยนต์ในเมืองไทย มีทิศทางการเติบโตที่ดี อีกทั้งมีสัดส่วนของกลุ่มลูกค้าระดับกลางเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ล่าสุด ได้เปิดตัวโปรแกรมเคลือบแก้วใหม่ R-Bacadi Nano Glass (Roberto Bacadi Nano Glass) มีราคาเริ่มต้นที่ 16,000 บาท ถือเป็นราคาที่คุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับประสิทธิภาพของสินค้า โดยคาดว่าจะเป็นเรือธงในการทำธุรกิจในปีหน้า และสร้างการเติบโตได้ถึง 100% นอกจากนี้ ในปี 2557 จะทำการบุกตลาดแฟรนไชส์อย่างเต็มรูปแบบทั่วประเทศและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
TPS มีแผนการขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเจรจากับผู้ที่สนใจเข้าร่วมธุรกิจทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยได้รับการสอบถามเข้ามาเป็นจำนวนมากทั้งนักธุรกิจชาวไทยและต่างประเทศ อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน ฟิลิปปินส์ ลาว เป็นต้น จึงต้องอาศัยเวลาในการพิจารณา ความเหมาะสมตามกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้
โดยได้เริ่มเปิดสาขาแฟรนไชส์แล้ว 2 สาขา ที่ Refined By TPS รามอินทรา กม. 11 และ PSLAP By TPS อ่อนนุช 74/1
สำหรับผลประกอบการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2556 ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย โดยมีผู้เข้ามาใช้บริการมากขึ้น โดยมีปริมาณที่สูงสุด 5,000 คันต่อเดือน เฉลี่ย 150-170 คันต่อวัน โดยปีหน้าจะมีการพัฒนาระดับบริหารสมาชิกอย่างเต็มรูปแบบ
ทั้งนี้ คาดว่าทิศทางของรายได้จะเติบโตดีขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี เพราะเป็นช่วงที่ผู้บริโภคจะมีการใช้จ่ายมากขึ้น ในส่วนของรถยนต์ก็จะมีการปรับปรุงดูแลเนื่องจากเป็นช่วงหน้าหนาว ที่จะมีการดูแลรถยนต์มากกว่าช่วงหน้าร้อนหรือหน้าฝน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
The Associated Press
MALEE โชว์กลยุทธ์ปี 69 ลุย 'Malee Applie...
...
ไฮเออร์ ประเทศไทย อัดงบปี 69 กว่า 1.2 พั...
...
บิ๊กซี ผนึก พันธมิตรธุรกิจ จัด แคมเปญ “ร...
...
“ส.ขอนแก่น” ทุ่มงบ 50 ล้านบาทเปิดแคมเปญใ...
...
ถอดกลยุทธ์ "ป่าล้อมเมือง" "Yes Yang" แบร...
...
บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ
×
เว็บไซต์ “สยามธุรกิจ” ใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และ นโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)
กดยอมรับ