Toggle navigation
วันพุธ ที่ 8 เมษายน 2569
หน้าแรก
ข่าวสาร
วิเคราะห์-บทความ-ต่างประเทศ
ประกัน
ยานยนต์
การเงิน-ธนาคาร
หุ้น-กองทุนรวม
อสังหาริมทรัพย์
พลังงาน-คมนาคม-โลจิสติกส์
อุตสาหกรรม-เออีซี-เอสเอมอี
ไอที
การศึกษา-กทม
การตลาด-ซีเอสอาร์
เกษตรยุคใหม่-ภูมิภาค
บันเทิง
ขายตรง
ประชาสัมพันธ์
PR NEWS -ข่าวประชาสัมพันธ์
ไลฟ์สไตล์
ท่องเที่ยว
แฟชั่นโซไซตี้-ดูดวง
ช๊อป-ชิม-ชิล
สุขภาพ-ความงาม
วิดีโอ-คลิปข่าว
E-Book
นสพ. สยามธุรกิจ
ติดต่อเรา
สามารถส่งข้อมูล ข่าวสาร ทางอีเมลล์ : siamturakijonlinenews@gmail.com และ สำหรับฝ่ายโฆษณา ทางอีเมลล์ : siamturakijadvertising@gmail.com
หน้าแรก
การตลาด-อีคอมเมิร์ซ
ฝันให้ไกล...ไปให้ถึง... "อารักษ์ สุขสวัสดิ์"
ฝันให้ไกล...ไปให้ถึง... "อารักษ์ สุขสวัสดิ์"
วันเสาร์ที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
Tweet
"การเป็นผู้บริหารต้องขยัน ไม่ขี้เกียจ และรู้จักพัฒนาให้ธุรกิจเติบโต เพราะไม่ใช่ แค่เราเองแต่เพื่อคนอื่นด้วย"
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 30 ปี "อารักษ์ สุขสวัสดิ์" ถือกำเนิดมาจากครอบครัวที่ทำธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ส่งออกรายใหญ่เจ้าหนึ่งของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ และจากการที่เขาได้คลุกคลีตีโมงอยู่กับธุรกิจดังกล่าวมาตั้งแต่จำความได้ ส่งผลให้ชีวิตของเขาที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบันได้โลดแล่นอยู่ในแวดวงเฟอร์นิเจอร์เมืองไทยมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ในฐานะ "นักธุรกิจ" ผู้ก่อตั้ง "บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค หรือ อีซีเอฟ" ซึ่งเป็นธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ขึ้นด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจจนขณะนี้บริษัทได้ทำการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไปเมื่อปี 2555 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
"พ่อผมทำธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ส่งประเทศญี่ปุ่นมาก่อน จากนั้นพอผมเรียนจบจึงคิดอยากทำธุรกิจของตัวเอง จึงได้ชวนพี่ชาย น้องสาว มาเริ่มทำธุรกิจแรกคือ โรงเลื่อย โรงอบไม้ยางพารา ขายวัตถุดิบโรงงานเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป หลังจากนั้นก็ขยับมาทำธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ส่งโรงงานในประเทศสักระยะหนึ่ง ก็ได้ขยายมาทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราสำเร็จรูปส่งออกต่างประเทศ คือ ยุโรป ญี่ปุ่น และตอนนั้นจากการที่เราได้ทำเฟอร์นิเจอร์เกี่ยวกับไม้ยางพาราทั้งหมด จึงเริ่มเห็นว่ามันต้องใช้แรงงานเยอะ วัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นต่อไปการทำธุรกิจจะลำบาก อาจทำให้ธุรกิจอยู่ได้ไม่นาน หลังจากนั้น จึงตัดสินใจไปดูงานที่ญี่ปุ่นทำให้เราได้แนวคิดใหม่ว่าจะต้องใช้เทคโนโลยีมาเป็นตัวช่วยการทำงาน และต้องหาไม้ใหม่ๆ มาทำธุรกิจ จึงได้ตัดสินใจทำโรงงานที่ผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้ปาร์ติเกิลบอร์ด, เอดีเอฟบอร์ด และยางพาราร่วมด้วย ซึ่งในช่วงแรกเราทำส่งออกต่างประเทศอย่างเดียว"
ผู้บริหารหนุ่มเล่าต่อว่า ตอนนั้นการทำธุรกิจส่งออกอย่างเดียวทำให้ผมเห็นถึงปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างทั้งอัตราแลกเปลี่ยน สงคราม ภัยพิบัติ ที่จะเกิดขึ้น จึงได้เริ่มหันมาทำตลาดในประเทศไทยโดยการสร้างแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ของตัวเองขึ้นภายใต้ชื่อ "ELEGA" โดยเริ่มแรกได้เปิดโชว์รูมในห้างซีคอนสแควร์, เซ็นทรัลพระราว 3 และเดอะมอลล์ เป็นต้น จนปัจจุบันนี้มีโชว์รูมอยู่ 15 แห่งแล้ว ซึ่งในตอนแรกการทำตลาดก็ค่อนข้างยาก เพราะคนไทยยังไม่เข้าใจคุณภาพของไม้ยางพาราเท่าไหร่นัก มองว่าเป็นไม่มีคุณภาพ ทำให้ช่วงแรกการทำตลาดเมืองไทยเราต้องสร้างความเข้าใจและการรับรู้ใหม่ในเรื่องคุณภาพที่แข็งแรงของไม้ยางพาราว่ามันดีอย่างไร พร้อมกับขายความแตกต่างในเรื่อง ของดีไซน์ ในสินค้าของเราที่สามารถปรับไปใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์ได้หลายรูปแบบตามความต้องการ จนปัจจุบันเรามีสินค้าเฟอร์นิเจอร์ในบ้านครบทุกไลน์แล้วที่วางขายในประเทศไทย และตอนนี้ก็ได้ขยายไลน์ไปเป็น ไม้โอ้ค ไม้สน ไม้บีส มาทำตลาดเพื่อเพิ่มแวลูให้กับบริษัทมากขึ้น
"ภาพรวมธุรกิจปีนี้ของเราถือว่าดีมาก เพราะครึ่งปีแรกเราเติบโตไปแล้ว 15 % และคาดว่าทั้งปีจะโตไม่น้อยกว่า 15% โดยคาดว่าสิ้นปีนี้จะมีรายได้ราว 1,200 กว่าล้านบาท และจากการที่บริษัทได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้เราได้วางแผนปีหน้า ไว้ 2 ตลาด คือตลาดต่างประเทศจะขยายไปทำตลาดที่ ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น พร้อมจะทำอะไรใหม่ๆ ร่วมกับพาร์ตเนอร์ เดิมที่เราร่วมทำธุรกิจอยู่อย่างประเทศ ญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง ส่วนตลาดในประเทศไทยเตรียมจะขยายโชว์รูมอีก 2-3 สาขาในปีหน้า และจะขยายฐานเข้าไปทำตลาดในกลุ่มโมเดิร์นเทรด อย่าง บิ๊กซี โลตัส โฮมเวิร์ค โฮมโปร เป็นต้น พร้อมลุยทำตลาดดีลเลอร์อย่างร้านค้าปลีกย่อยในต่างจังหวัดมากขึ้น ภายใต้แบรนด์ Costa ซึ่งตอนนี้ได้ทำการขยายไปหลายจังหวัดแล้ว อาทิ บริเวณภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง ภาคอีสานและภาคใต้ตอนบน ซึ่งเราตั้งเป้าว่าปี 57 จะสามารถขยายตลาดในกลุ่มนี้ได้ครอบคลุมไม่น้อยกว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศ"
จากจุดเริ่มต้นการทำธุรกิจแบบเล็กๆ จนสามารถเติบโตมาจวบจนปัจจุบันนี้ได้นั้น อารักษ์ ได้เล่าว่า หลักการทำงานของผม คือ ความซื่อสัตย์ ในการสร้างเครดิตที่ดีในการค้าสำคัญที่สุดที่นักธุรกิจทุกคนจะต้องยึดถือเป็นอันดับหนึ่ง และสิ่งต่อมาคือการให้ความสำคัญกับทีมงาน ทุกหน้าที่ในบริษัทให้ทัดเทียมกัน เพราะที่บริษัทเติบโตมาได้จะต้องมาจากการทำงานเป็นระบบ ไม่ใช่ ผมคนเดียวจะทำได้สำเร็จ อีกทั้งการบริหารธุรกิจต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ห้ามหยุดนิ่ง เพราะถ้าหยุดนิ่งเมื่อไหร่เราก็จะถอยหลังลงคลองเมื่อนั้น
"ตอนแรกที่ผมทำธุรกิจขายเดือนแรกได้มา 1 ล้าน ดีใจมากจากนั้นพอทำไปมันเติบโตขึ้นจนได้มา 50 ล้าน ก็เริ่มคิดว่าจะพอแล้ว หยุดแล้ว จะไม่ทำอะไรต่อแล้ว แต่พอมานึกถึงพนักงานที่อยู่กับเราเขาก็ต้องกินต้องใช้ มีครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ เขาจะทำอย่างไร ถ้าเราพอ ดังนั้นแปลว่าการที่เขายังอยู่กับเรา ฝ่าฟันมากับเรากว่า 10-20 ปี เพราะเขาอยากมีชีวิตที่ดี จึงทำให้ผมรู้สึกว่าพวกเขาจะมีชีวิตที่ดีไม่ได้ถ้าเจ้านายขี้เกียจ ไม่รู้จักพัฒนา ดังนั้นในฐานะเราเป็นผู้บริหารเราต้องขยันและพัฒนาให้ธุรกิจเติบโตไม่ใช่แค่เราเองแต่เพื่อคนอื่นด้วย"
และจากการที่ "อารักษ์" มุ่งมั่น ขยัน อดทน ฝ่าฟัน นำธุรกิจให้เติบโตมาได้ถึงทุกวันนี้ ถามว่ารู้สึก "ท้อ" บ้างมั้ย เจ้าตัวตอบกลับมาพร้อมกับ "เสียงหัวเราะ" ว่า บอกเลยตั้งแต่ทำธุรกิจมาผมไม่เคยท้อ เพราะรู้อย่างเดียวและคิดเสมอว่าบริษัทต้องเติบโต ดังนั้นเราห้ามท้อ เพราะถ้าเราท้อลูกน้องคงจะท้อกว่าเรา สำหรับผู้บริหารในความคิดของผมเลย "เหนื่อยได้ แต่ห้ามท้อ" ซึ่งผมไม่เคยท้อนะ แต่ถามว่าถ้าเคยเครียดมั้ย แน่นอนคนเราทำงานต้องมีความเครียดบ้างเป็นเรื่องปกติ แต่ผมจะแบ่งเลยถ้าทำงานเต็มที่ แต่หลังจากนั้นแล้วปล่อยวางเลย หยุด เลิกคิด เลิกเครียด เพราะคิดว่าจะเครียดไปทำไม จะได้อะไรจากการนั่งเครียด ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็แค่นี้
"ผมเคยทำงาน ร่วมงาน มากับนักธุรกิจคนรุ่นเก่าๆ มาเยอะ ที่เวลาประชุมจะเครียดมาก ที่เขี่ยบุหรี่ลอย แก้วเหล้าลอยเต็มห้อง ทำให้ผมคิดว่าจะไปเอาตัวอย่างการทำงานแบบนั้นมาทำไม ให้ตัวเองเสียสุขภาพ ดังนั้นผู้บริหารที่มีแนวคิดทำงานดีผมก็จะนำมาปรับใช้ในการนำแบบคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่มาผสมกันเพื่อให้เหมาะสมกับตัวเอง ทำให้การบริหารงานของเราไม่ตึงจนเกินไปด้วย"
นอกเหนือจากหลักการทำงานให้มีความสุขแล้ว การใช้ชีวิตก็ต้องมีความสุขควบคู่ไปด้วย ซึ่ง อารักษ์ ก็สามารถทำให้ทั้ง 2 อย่างสอดคล้องไปด้วยกันได้อย่างดี โดยเขาได้เล่าต่อว่า การใช้ชีวิต ส่วนตัวของผมนั้นจะมีความสุขได้ต้องมาจาก 3 ส่วน ด้วยกันคือ ส่วนแรก คือ การมีครอบครัวที่ดี อบอุ่น เข้าใจซึ่งกันและกันส่วนที่ 2 คือ มีเพื่อนที่ดี เพราะถ้าไม่มีเพื่อนเลยชีวิตก็คงเหงา และสุดท้ายคือการมีเวลาให้กับตัวเอง ซึ่งผมทำงานทุกวันแต่จะต้องหาเวลาออกกำลังกายเข้าฟิตเนสให้ได้อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 วัน เพราะการออกกำลังกายมันจะทำให้ผมได้ผ่อนคลายกับตัวเอง ไม่ต้องคิดอะไรมาก ทำให้เราสดชื่น มีพลัง นอกจากออกกำลังกายผมจะชอบขับรถเล่น เปิดเพลงดังๆ แนวฮิพฮอพฟังในรถ เพื่อให้จิตใจเพลิดเพลิน อีกทั้งยังชอบใส่นาฬิกา จึงมีของสะสมเป็นนาฬิกาแนวสปอร์ตจำนวนมากอีกด้วย
"สุดท้ายชีวิตผมมองว่านอกจากการให้ความสุขกับตนเองแล้ว การให้ความสุขกับคนรอบข้าง โดยการรู้จักให้ ให้ใครก็ได้ อะไรก็ได้ ในสิ่งที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเป็นเงิน เป็นทอง มากมาย แต่การที่เราได้ให้ความคิด คำปรึกษา กำลังใจที่ดี ก็ถือ เป็นการให้แล้ว ถ้าเขาและเรามีความสุขที่เป็นผู้ให้และได้รับ"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
The Associated Press
MALEE โชว์กลยุทธ์ปี 69 ลุย 'Malee Applie...
...
ไฮเออร์ ประเทศไทย อัดงบปี 69 กว่า 1.2 พั...
...
บิ๊กซี ผนึก พันธมิตรธุรกิจ จัด แคมเปญ “ร...
...
“ส.ขอนแก่น” ทุ่มงบ 50 ล้านบาทเปิดแคมเปญใ...
...
ถอดกลยุทธ์ "ป่าล้อมเมือง" "Yes Yang" แบร...
...
บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ
×
เว็บไซต์ “สยามธุรกิจ” ใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และ นโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)
กดยอมรับ