เศรษฐี รุ่นเยาว์คลั่ง{apos}ยอชต์{apos}ของเล่นคนรวยยังแรง

วันพุธที่ 06 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เศรษฐี รุ่นเยาว์คลั่ง{apos}ยอชต์{apos}ของเล่นคนรวยยังแรง


แม้นักธุรกิจเกือบทุกค่ายกล่าวเป็นเสียงเดียวว่า กำลังซื้อโดยทั่วไปในปีนี้ค่อนข้างอืด แต่อีกฝั่งของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐี ก็ยังไปได้ด้วยดี แต่ก็ต้องอาศัยการสร้างประสบการณ์เพื่อจูงใจในการซื้อด้วย
กูรูในวงการแฟชั่นท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า การที่ "หลุยส์ วิตตอง" ในไทยมีสาขาที่ใกล้กันไม่เกิน 1 กิโลเมตร ทั้งในเกษรพลาซ่าและสยามพารากอน เป็นสิ่งที่พบเจอได้ไม่ง่ายนักในต่างประเทศ ระบุได้ว่า แนวโน้มของแฟชั่นหรูในเมืองไทยยังไปได้สวย
ด้านนายนนทิวัช ประภานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แม็คโครริช เมโทร จำกัด ได้ประกาศ ไปเมื่อเร็วๆ นี้ว่า บริษัทได้นำเข้าแบรนด์นาฬิกาแบรนด์หรู "อะเทลิเยร์ เดอ โมนาโค" มาวางจำหน่ายในเมืองไทย จากที่ทำตลาดอยู่แค่ 9 ประเทศโดยเหตุผลที่ตัดสินใจเลือกให้บริษัททำตลาดประเทศไทย เนื่องจากมองเห็นว่า เมืองไทยมีกลุ่มสะสมนาฬิกาอยู่มาก มีบุคคลระดับเศรษฐีจำนวนไม่น้อยทั้งชาวไทยและต่างชาติ
และหนทางจากนี้ไปก็จะสื่อสารแบรนด์ตรงกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนักธุรกิจ เจ้าของธุรกิจ หรือนักการ เมือง โดยจะมีอีเวนต์หรูเฉพาะกลุ่มทุกเดือน
+ ห้างหรูเสริมกำลังมัดใจวีไอพี
ไม่นานมานี้ศูนย์การค้าเกษร แหล่งรวมสินค้าลักชัวรี่ก็ประกาศ กลยุทธ์ซีอาร์เอ็มเอาใจกลุ่มลูกค้าระดับไดมอนด์ ที่มีอัตราการซื้อสูง ด้วยการเนรมิตพื้นที่บริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ "Gaysorn Diamond Lounge" (เกษร ไดมอนด์ เลานจ์) ผนึก 2 พันธมิตรแบรนด์หรูเปิดบริการบาร์เครื่องดื่มแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทยกับ "โมเอ็ท บาร์" (MOET Bar) และบริการนวดผ่อนคลายโดย THANN Sanctuary พร้อมบริการห้องแต่งตัวแบบวอล์ก-อิน-โคเซต และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มั่นใจสามารถขยาย ฐานลูกค้าระดับไดมอนด์เพิ่มขึ้นเป็น 25%
สำหรับลูกค้าที่จะได้รับอภิสิทธิ์ของ "Gaysorn Diamond Member" นั้น ต้องช็อปปิ้งประมาณ 1 ล้าน ภายใน 3 เดือน หรือเป็นลูกค้าระดับวีไอพีที่ได้รับเชิญจากศูนย์การค้าเกษร ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกระดับไดมอนด์ทั้งสิ้น 2,500 คน หรือคิดเป็น 12% ของกลุ่มลูกค้าทั้งหมด ซึ่งกลุ่มลูกค้าดังกล่าวมียอดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครั้งประมาณ 200,000 บาท/บิล/คน โดยกลุ่มนี้ยังนิยมสินค้าแฟชั่นและนาฬิกา
+ อีเวนต์หันควักกระเป๋าเศรษฐี
ในฝั่งของผู้จัดกิจกรรม ก็สร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อเอาใจกลุ่มผู้มีกำลังซื้อรอบด้าน อาทิ การจัดงานมหกรรมแสดงเรือนานาชาติ "โอเชี่ยน มารีน่า พัทยา โบ๊ท โชว์" ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 22-24 พฤศจิกายนนี้ ที่โอเชียน มารีน่า
นางสุพัตรา อังควินิจวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเชี่ยน พรอพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมางานนี้สร้างรายได้กว่า 90 ล้านบาท ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จมาก จึงมีการจัดงานในปีนี้ขึ้น จัดแสดงสินค้าและบริการเรือและธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเล กีฬาทางน้ำ และไลฟ์สไตล์ที่เกี่ยวข้องกว่า 100 ราย อาทิ กลุ่มเรือยอชต์หรูนำเข้า เรือยอชต์รุ่นใหม่ รถยนต์นำเข้า กลุ่มบิ๊กไบค์ นาฬิกาแบรนด์หรู แฟชั่นลักชัวรี่ โรงแรมและอสังหาริม ทรัพย์ระดับไฮเอนด์ เป็นต้น
กระแสความนิยมการเข้ามาแล่นเรือยอชต์ในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตที่ดี โดยเฉพาะกลุ่มซูเปอร์ยอชต์ที่เข้ามาหรืออยู่ในเมืองไทย เพิ่มขึ้นถึง 60% ในปีนี้ ส่วนจำนวนเรือโดยรวมเติบโตที่ 30% ทั้งนี้ ประมาณการว่าปัจจุบันมีเรือยอชต์ที่อยู่ในเมือง ไทยประมาณ 1,500 ลำ โดยมีท่าเรือยอชต์ 12 แห่งคอยรองรับ
ปัจจุบัน โอเชียน พรอพเพอร์ตี้ เป็นท่าจอดเรือยอชต์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถรองรับเรือได้ 330 ลำ โดยมีแผนเพิ่มที่จอดเรืออีก 45 ลำ ภายในต้นปีหน้า ภายใต้งบประมาณกว่า 80 ล้านบาท ปัจจุบันมีผู้เป็นสมาชิกอยู่ในระบบการเช่าที่จอดเรือประมาณ 400 ราย โดยลูกค้าทั้งหมดแบ่งเป็นคนไทย 80% ต่างชาติ 20% เป็นสัดส่วนคนไทยที่สูงขึ้น 38% เนื่องจากคนไทยหันมาเป็นเจ้าของเรือยอชต์มากขึ้น
+ เผยท่าเรือเมืองไทยพร้อมสุด
นางสุพัตรา กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจเรือยอชต์มีอัตราการเติบโตสูง เนื่องจากมีกลุ่มคนรุ่นใหม่หันมาสนใจซื้อเรือยอชต์เป็นกิจกรรมพักผ่อนสุดสัปดาห์ มากขึ้น โดยปัจจุบันอัตราเริ่มต้นของเรือยอชต์อยู่ที่ลำละประมาณ 5 ล้านบาท ส่วนผู้ที่มีเรือยอชต์เดิมก็มีความต้องการเปลี่ยนขนาดเรือที่ใหญ่ขึ้น จากขนาด 35-50 ฟุต เป็น 70-80 ฟุต
นอกจากนั้น ยังพบว่า สถานที่จอดเรือยอชต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในสิงคโปร์และฮ่องกง มีปริมาณรองรับที่จำกัด อีกทั้งยังมีค่าเช่าและค่าบริการอื่นๆ ที่สูงกว่าเมืองไทย 50% ดังนั้น คาดว่า เจ้าของเรือยอชต์จะหันมาใช้บริการท่าเรือยอชต์ในเมืองไทยมากขึ้น โดยกลุ่มหลักที่นิยมแล่นเรือยอชต์เข้ามาท่องเที่ยวและใช้บริการในแถบนี้คือ อังกฤษและออสเตรเลีย ทั้งกลุ่มคนทำงานและเกษียณอายุ โดยจะใช้เวลาอยู่ในเมืองไทยเป็นเดือน ขณะที่กฎระเบียบในการขอจอดเรือยอชต์ในประเทศไทย สามารถอยู่ได้ 2 สัปดาห์-2 เดือน หากสามารถผลักดันให้จอดได้ยาวกว่านี้ ประมาณ 6 เดือน-1 ปี จะทำให้เมืองไทยเป็นที่สนใจของกลุ่มแล่นเรือยอชต์มากขึ้น
นอกจากการเป็นเจ้าของเรือยอชต์มีอัตราที่สูงขึ้นแล้ว กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาพัทยายังนิยมเช่าเรือยอชต์เพื่อการท่องเที่ยว ทั้งคนไทยและต่างชาติ อัตราค่าเช่าประมาณ 30,000-50,000 บาท สำหรับครึ่งวัน
ทั้งนี้ กลุ่ม Yacht Broker ในประเทศไทย ได้คาดการณ์ว่าจำนวนเรือยอชต์ที่เดินทางเข้าประเทศไทย มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างน้อย 31.5% หรือมีเรือยอชต์ประมาณ 2,100 ลำ เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยในปี 2558
นางสุพัตรา กล่าวว่า เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนเหล่านี้ อีกทั้งยังมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อท่าเรือยอชต์ในสิงคโปร์และฮ่องกง ไม่สามารถรองรับได้เพียงพอต่อความต้องการ จะทำให้เมืองไทยได้รับอานิสงส์เหล่านั้นมากขึ้น
+ จับตากลุ่มไฮโซหนุนเที่ยวไทย
ด้านนางวิไลวรรณ ทวิชศรี รองผู้ว่าการ ด้านสินค้าและธุรกิจการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในแต่ละปีจะมีเรือซูเปอร์ยอชต์ มาท่องเที่ยวในไทยปีละ 110 ลำ ซึ่งนับได้ว่า เป็นนักท่องเที่ยวที่มียอดการใช้จ่ายทางด้านการท่องเที่ยวมากที่สุด โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 190 ลำ ภายในปี 2558 ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงถึง 72.72%
การท่องเที่ยวโดยเรือยอชต์นับเป็นการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงมาก เริ่มจากตัวเรือที่ต้องใช้เงินสูงมากในการซื้อและบำรุงรักษา รวมทั้งค่าเช่าที่จอดเรือ ส่วนเจ้าของเรือ เป็นกลุ่มบริโภคสินค้าหรู ตั้งแต่ที่พักไม่ต่ำกว่า 5 ดาว ซื้อสินค้าแบรนด์หรู นั่งเครื่อง บินชั้นบิสิเนสคลาสเฟิร์สคลาส รวมทั้งบินมาโดยเครื่องบินส่วนตัว นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มที่เดินเรือมาเที่ยวโดยเรือส่วนตัวอีกด้วย
ระยะเวลาการอยู่ในเมืองไทยของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ประมาณ 60 วัน โดยกิจกรรมที่นิยมทำต่อเนื่องจากกิจกรรมทางทะเล คือ บริการด้านสุขภาพ ซึ่งเมืองไทยมีความพร้อมในเรื่องนี้อยู่แล้ว
และนี่คือพลังของกลุ่มสินค้าระดับบน ที่แม้ว่าจะอยู่ในท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจที่ไม่น่าไว้วางใจ แต่ก็ยังหวังได้ว่ากลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงยังพร้อมจ่ายเพื่อความสุข ตามสไตล์ของคนมีเงิน


บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ