แพทย์เผยอย่าอคติ“หน้าจอ” ชี้มีทั้งคุณและโทษ

วันจันทร์ที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2563

แพทย์เผยอย่าอคติ“หน้าจอ” ชี้มีทั้งคุณและโทษ


สสส.หนุนขับเคลื่อนสร้างสมดุลใหม่หน้าจอ-โลกจริงของครอบครัวยุคดิจิทัล แนะพ่อแม่ปรับบทบาทเป็น “นักจัดการสื่อ”ไม่ใช่ควบคุม กำกับ แต่ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์การใช้สื่อ-กำหนดกติการ่วมสร้างวินัย ย้ำอย่าอคติมอง “หน้าจอ” เป็นยาพิษ หรือมองข้อดีจนขาดการใช้อย่างระมัดระวัง

 

               เมื่อวันที่ 5  กันยายน 2563  ที่ศูนย์การเรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ได้จัดให้มีการเสวนาสาธารณะ “The Art Screen Time –หน้าจอ-โลกจริง : สมดุลใหม่ของครอบครัวยุคดิจิทัล” ภายใต้โครงการขับเคลื่อนความรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาวะเด็กและครอบครัว และการพัฒนาศักยภาพเยาวชน สสส. ร่วมกับ สำนักพิมพ์ bookscape โดยมีดร.วิลาสินี  พิพิธกุล ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย(ส.ส.ท.) ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี และเจ้าของเพจ เลี้ยงลูกนอกบ้านร่วมเสนวนา

               โดยดร.วิลาสินี กล่าวว่า ข้อมูลของประเทศอังกฤษได้สำรวจสถานะการใช้สื่อของเด็กอังกฤษ เปรียบเทียบปี 2015 กับ 2019 พบว่า อัตราการดูรายการโทรทัศน์ของเด็กไม่ได้น้อยลงในเรื่องของการดูเนื้อหา แต่ไม่ได้ดูผ่านหน้าจอโทรทัศน์เท่านั้น เป็นดูผ่านอุปกรณ์อื่น อย่างแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน และเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นจะดูผ่านสมาร์ทโฟนมากขึ้น หากเปรียบเทียบกับเด็กไทยพบว่า ไม่แตกต่าง ยังมีการดูเนื้อหาที่นำเสนอ แต่ไม่ดูผ่านหน้าจอโทรทัศน์ เพราะไม่อยากต้องนั่งดูตามผังเวลา อยากเป็นคนเลือกการดูด้วยตนเอง จึงมีประเด็นที่น่าสนใจคือ เด็กมีอำนาจในการเป็นผู้เลือกดูสื่อตามความสนใจและความสะดวก

               “พ่อแม่ไม่ควรที่จะปฏิเสธการใช้สื่อของเด็กอย่างสิ้นเชิง รวมถึงไม่ควรปล่อยตามใจ แต่พ่อแม่จะต้องทำหน้าที่เป็นนักจัดการสื่อ ไม่ใช่คนควบคุม หรือบังคับให้ลูกเล่นหรือไม่ให้เล่น การคัดเลือกเนื้อหาไม่สำคัญเท่ากับการรู้จักสร้างปฏิสัมพันธ์ในการใช้สื่อ เพราะจะทำให้เกิดความรู้สึกเข้าอกเข้าใจ ทำให้เด็กไม่ลุกขึ้นมาใช้ความรุนแรง ดังนั้น การสร้างสมดุลในการใช้จะเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการห้ามเด็ดขาด หรือการปล่อยอิสระ” รศ.ดร.วิสาลินี กล่าว

               ผศ.พญ.จิราภรณ์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าสื่อมีผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบ มีงานวิจัยจำนวนมากที่พูดถึงผลกระทบจากหน้าจอ เช่น ปัญหาวิตกกังวล ซึมเศร้า  กรณีเด็กจะเป็นเรื่องพัฒนาการทางภาษา แต่สาเหตุของปัญหาแท้จริงแล้ว ไม่ใช่จากสื่ออย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งเนื้อหาที่ได้รับจากสื่อ ความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบจากการติดจอเกิดขึ้นได้ เพียงแต่เด็กจะมีโอกาสความเสี่ยงมากกว่า หากไม่มีการเข้าไปแก้ปัญหาจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ติดจอและเลิกยากมากกว่า

               “ในโลกปัจจุบันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงหน้าจอไม่ได้ แต่จะต้องอยู่กับมันอย่างเป็นมิตร ระมัดระวังในเรื่องของเนื้อหา ระยะเวลาที่ใช้งานหน้าจอไม่มากจนเกินไปหรือปิดกั้นมากเกินไป โดยที่ต้องสร้างสัมพันธ์ระหว่างโลกจริงกับโลกในหน้าจอ เพราะโลกจริงสามารถใช้ประโชน์จากหน้าจอได้  เช่น  พ่อแม่สามารถใช้หน้าจอเพื่อการเรียนรู้และเข้าใจร่วมไปกับลูกได้  ไม่อยากให้มีอคติมองการใช้หน้าจอเป็นยาพิษ หรือคิดว่ามีประโยชน์มหาศาลจนขาดการใช้อย่างระมัดระวัง”ผศ.พญ.จิราภรณ์กล่าว

               ด้านน.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. กล่าวว่า  โครงการนี้เป็นการดำเนินการเป็นปีที่ 2  โดยคัดเลือกหนังสือด้านการพัฒนาเด็กเยาวชน และครอบครัวที่เขียนโดยมีการรวบรวมข้อมูลเชิงวิชาการจากงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เพื่อเป็นองค์ความรู้ที่นำมาตอบโจทย์ชีวิตครอบครัวยุคดิจิทัลที่ต้องเผชิญประเด็นปัญหาใหม่ๆ หลากหลายรูปแบบ ซึ่งข้อสรุปของการเสวนาในครั้งนี้ จะช่วยให้แต่ละครอบครัวสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจเป็นทางเลือก เพื่อให้มีชีวิตที่มีสุขภาวะในสังคมยุคดิจิทัลอย่างรู้รอดปลอดภัยและมีสุขภาวะในครอบครัว




บริษัท สยามธุรกิจ แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด เลขที่​ 423 ถนนบอนด์สตรีท​ ต.บางพูด​ อ.ปากเกร็ด​ จ. นนทบุรี​ 11120
โทรศัพท์ 02-0377423 , 02-0477243 ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ