
นายจักรพล จันทวิมล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันส่งผลให้บริษัทต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินธุรกิจในช่วงปีนี้บ้างแต่เราไม่ได้มีการปรับเป้าหมายในเรื่องของการเงิน แต่เราจะไปปรับในเรื่องระบบการทำงานภายในบริษัทมากกว่า โดยเราได้วางแผนดำเนินงานไว้เป็น 3 ช่วง ได้แก่1.ช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ยังอยู่จะทำอย่างไร อย่างเช่นตั้งแต่ในช่วงเดือนเมษาที่ผ่านมาบริษัทได้ผลกระทบพอสมควรเพราะมีการสั่งปิดร้านค้าทั่วไปและปิดห้างสรรพสินค้า ประกอบกับมีการเลื่อนการเปิดเทอมออกไปอีกด้วย
ดังนั้น ในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้เราก็ต้องทำการหาช่องทางในการช่วยเหลือและพัฒนาศักยภาพพนักงาน โดยได้มีการส่งเสริมให้พนักงานได้เรียนเสริมเพิ่มเติมความรู้ใหม่ ๆในหลายๆด้านเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความสามารถกับให้กับพวกเขามากขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อให้พนักงานไม่ต้องมีความกังวลและมีสติกันในสถานการณ์แบบนี้ว่าให้มองวิกฤตินี้สามารถสร้างให้เป็นโอกาสได้ ส่วนในช่วงที่ 2 ถ้าโควิด-19 หมดไปแล้วทางบริษัทจะรับมืออย่างไรหรือถ้าสถานการณ์มันอยู่ไปยาวๆกว่าเราที่เราคาดการณ์ไว้เราจะทำอย่างไรและส่วนช่วงที่ 3 คือการปรับธุรกิจให้เข้ากับวิถี New Normal ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต โดยบริษัทก็ต้องเตรียมวางแผนเป็นขั้นตอนไปตามสถานการณ์ที่เราแบ่งไว้ว่าแต่ละช่วงจะบริหารอย่างไรในการดึงจุดแข็งของเรามาใช้และแก้ไขจุดอ่อนในแต่ละช่วงในเหมาะสมกับสถานการณ์ให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ธุรกิจเดินไปได้ต่อไป
“ในปีนี้ถือเป็นปีที่ท้าทายตั้งแต่ก้าวแรกของปีโดยนันยางเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ที่ต้องเผชิญ ดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ ละเอียด และรวดเร็ว ตั้งมั่นในความไม่ประมาทที่สำคัญต้องเรียนรู้ที่จะแสวงหาโอกาสจากปัญหา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลาอย่างเหมาะสม โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าการเติบโตในปีนี้ไว้ที่ 5% และไม่มีแผนปรับลดเป้าลงแต่อย่างใดเนื่องจากสินค้าของนันยางไม่ใช่สินค้าแฟชั่นหรือสินค้าฟุ่มเฟือย แต่เป็นสินค้าสำหรับใช้งานและเป็นรองเท้าที่ผู้บริโภคใช้งานได้อย่างคุ้มค่าทำให้ในทุกสภาวะเศรษฐกิจนันยางก็สามารถรักษาตลาดไว้ได้อย่างเหนียวแน่นโดยไตรมาสแรกที่ผ่านมามีอัตราเติบโตอยู่ที่ 3%เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 สาเหตุมาจากการอ่อนตัวของค่าเงินบาทส่งผลให้การส่งออกดีขึ้นโดยเฉพาะประเทศพม่าที่เป็นช่วงไฮซีซั่นและมีเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต ซึ่งปัจจุบันนี้บริษัทเรามีการส่งออกสินค้าอยู่ภายในประเทศแถบเพื่อนบ้าน ได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา เวียตนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เป็นต้นและแน่นอนจากสถานการณ์โควิด-19 ยอดขายส่งออกในช่วงไตรมาสที่ 4 ก็ได้รับผลกระทบเพราะได้มีการหยุดชะงักไปเนื่องจากแต่ละประเทศก็มีการปิดประเทศเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสดังกล่าว”
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 นันยางจึงได้พลิกวิกฤติเป็นโอกาสมอบโซลูชันที่ตอบโจทย์ให้แก่ทั้งผู้ปกครองและเด็กนักเรียนประถมด้วยการเปิดตัว “รองเท้าผ้าใบนักเรียน Nanyang Have Fun” ที่มาพร้อมเชือกยืดหยุ่น ไม่ต้องผูก ลดการสัมผัสเชื้อโรคจากรองเท้าเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ เพิ่มความอุ่นใจให้ผู้ปกครองและเพิ่มความปลอดภัยต่อเด็กนักเรียนโดยจะแถมฟรีเชือกยืดหยุ่นมูลค่า 69 บาทจนกว่า COVID-19 จะหมดไปจากประเทศไทย
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้มอบเชือกยืดหยุ่นให้แก่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายรองเท้านันยางทั่วประเทศอีก 120,000 ขุด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้เด็กไทยมีสุขอนามัยที่ดีห่างไกลโรค “จากโปรเจควิจัยเฉพาะกิจ ‘นันยาง X ฮัมมิ่งเบิร์ด Inside Thai Kids’เพื่อเจาะลึกแนวคิดของเด็กไทยวัยประถมทำให้นันยางพบโอกาสในการพัฒนา Nanyang Have Fun ใหม่ในครั้งนี้ขึ้นและเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับดีแน่นอน เพราะจากผลสำรวจระบุว่า ปัญหาใหญ่ของเด็กประถมคือการผูกเชือกรองเท้าโดยเฉลี่ยเด็กๆจะต้องผูกเชือกมากกว่าคนละ 10 ครั้งต่อวัน ซึ่งมีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคจากรองเท้าเชือกยืดหยุ่นจึงช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวได้ รวมถึงเพิ่มความสะดวกให้แก่ทั้งตัวเด็กและผู้ปกครองอีกด้วย โดยบริษัทตั้งเป้าสินค้าตัวนี้จะผลักดันรายได้ให้เติบโตอยู่ราว 20-25 %
“รองเท้าผ้าใบนักเรียน Nanyang Have Fun ใหม่ ไม่ต้องผูกเชือก ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อนักเรียนชั้นประถมโดยเฉพาะ ราคา 285 บาท แถมเชือกยืดหยุ่นมูลค่า 69 บาทจนกว่าโควิด-19จะหมดจากประเทศไทยมีความเบาและนุ่ม จากพื้นสีฟ้า Spring Soft Support™มีให้เลือกตั้งแต่เบอร์ 28 – 36เหมาะสำหรับเด็กอายุระหว่าง 4 – 10 ปี มี 3 สีให้เลือก ได้แก่ สีขาว ดำ และน้ำตาล พร้อมเชือกผูกรองเท้าปกติโดยสินค้าทยอยเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือน พ.ค.นี้เป็นต้นไปที่ร้านรองเท้ากว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ บิ๊กซี โลตัส และช่องทางออนไลน์ Lazada Shopee JDCentral”

ผู้บริหารหนุ่ม กล่าวต่อว่า สำหรับในปี 2562 ที่ผ่านมานันยางมีผลประกอบการสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง10% เติบโตสูงสุดนับแต่ก่อตั้งบริษัทฯสาเหตุจากยอดขายที่เติบโตของรองเท้าผ้าใบนักเรียนในช่วงครึ่งปีแรก โดยยังครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่งที่ 43% และช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้สูงขึ้นจากการส่งออกไปจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้านจากการอ่อนตัวของค่าเงินบาท และการทำการตลาดที่โดนใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปิดตัวสินค้ารุ่นพิเศษได้แก่ รองเท้าผ้าใบ Nanyang RED limited edition 2019 และรองเท้าแตะ KHYA™ (ขยะ) ซึ่งผลิตจากขยะทะเลที่ได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของนันยางที่สามารถสร้างการรับรู้ การยอมรับและกระแสนิยมให้แก่แบรนด์ได้ชั่วข้ามคืน
ปัจจุบันตลาดรวมรองเท้านักเรียนไนไทยมีมูลค่าอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท ปีนี้คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตคงที่อยู่ที่ 1% แบ่งสัดส่วนออกเป็นรองเท้าผ้าใบ 60% รองเท้านักเรียนแบบหนัง 35% และรองเท้าอื่น ๆ 5% สำหรับนันยางเราครองส่วนแบ่งการตลาดในตลาดรองเท้าผ้าใบเป็นเบอร์ 1 อยู่แล้วที่แชร์ 43% และปัจจุบันมีช่องทางการจัดจำหน่ายส่วนใหญ่อยู่ที่ช่องทางร้านค้าแบบดั้งเดิม หรือร้านค้าตัวแทนจำหน่าย (Traditional Trade) สัดส่วน 75%, ช่องทางการจัดจำหน่ายแบบสมัยใหม่ (Modern Trade)ที่ 20 % และช่องทางออนไลน์ที่ 5 %
“แม้ว่าในช่วงที่มีวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19อาจส่งผลให้มีการเลื่อนเปิดเทอมและเริ่มอาจมีการปรับเปลี่ยนมาให้มีการเรียนผ่านออนไลน์กันบ้างโดยในส่วนตรงนี้ทางบริษัทเราไม่ได้มีความกังวลว่าต่อในการเรียนการสอนจะปรับเปลี่ยนไปเรียนออนไลน์ 100 %ในอนาคต ซึ่งเรามองว่าการเรียนทางออนไลน์จะเป็นเพียงอีกหนึ่งทางเลือกในสถานการณ์ช่วงเวลานี้เท่านั้น แต่มั่นใจว่าไม่ส่งผลกระทบกับภาพรวมตลาดในสินค้าเกี่ยวกับนักเรียนเพราะอย่างไรก็ตามโรงเรียนก็ต้องมีการเปิดการเรียนสอนแน่นอน โดยทางกระทรวงศึกษาธิการก็ได้ประกาศยืนยันแล้วว่าจะมีการเปิดเทอมในเดือนกรกฏาคมนี้”
นายจักรพล กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับมุมมองภาพรวมเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง 2563 นั้นบริษัทคาการณ์ว่าโดยรวมตลาดจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาสู่ภาวะปกติเพียงแต่รอเวลาที่เหมาะสม ส่วนตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนนั้นจะเป็นการชะลอการตัดสินใจซื้อเท่านั้น พอถึงฤดูกาลเปิดเทอมกำลังซื้อก็จะกลับมาปกติแต่ผู้บริโภคจะมองหาซื้อสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้นและเราเชื่อว่า Nanyang Have Fun จะสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้แก่ตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนเมืองไทยได้แน่นอน