นายยศสรัล แต้มคงคา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไว กล่าวว่า ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทยถือเป็นตลาดที่ใหญ่โดยปีนี้คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 5% หรือมูลค่าตลาดรวมกว่า 17,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามีอัตราการเติบโตสูงมากกว่าปีที่ผ่านมาโตอยู่ที่ 3% และถือว่าเติบโตสูงสุดในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากอานิสงส์จากโครงการชิม ช้อป ใช้ของรัฐบาลที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อให้กลับมาคึกคักและส่งผลที่ดีให้กับตลาดรวมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ประกอบกับด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคปัจจุบันที่มีวิถีชีวิตที่เร่งรีบส่งผลให้สินค้ากลุ่ม Ready To Eat เป็นที่นิยมมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ก็ยิ่งส่งผลให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบชามขนาด 70 กรัม ของไวไวที่ได้ออกมาวางจำหน่ายเมื่อไม่นานที่ผ่านมาได้รับการตอบที่ดีเกินคาดหมายไว้ ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในเครือบริษัทเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 23 – 24 % และจากการได้รับผลตอบรับที่ดีมาก ล่าสุด บริษัทได้ลอนช์ผลิตภัณฑ์ไวไวชนิดชาม 2 รสชาติ ได้แก่ รสต้มยำ (สูตรดั้งเดิม) และหอยลายผัด ราคา 25 บาท จำหน่ายที่ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าทั่วไป เพื่อเพิ่มทางเลือกใหม่ ๆ ให้กับลูกค้ามากขึ้น
ผู้บริหาร กล่าวต่อว่า สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2563 บริษัทจะเดินหน้าเจาะตลาดบะหมี่พรีเมี่ยมมากขึ้น ด้วยการพัฒนารสชาติใหม่ของบะหมี่ชนิดชาม และจะลอนช์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไวอีก 3 รสชาติ พร้อมเตรียมงบฯการตลาดอีก 10% ของยอดขายรวมเพื่อใช้ในการสื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ด้วยการใช้อินฟลูเอนเซอร์เป็นตัวแทนในการสื่อสารถึงผู้บริโภคมากขึ้น ควบคู่กับการจัดแคมเปญและโปรโมชั่นใหม่ ๆ ในช่องทางจำหน่ายโมเดิร์นเทรดและร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีกทั่วไปเพิ่มขึ้น เพื่อดึงความสนใจและกระตุ้นการซื้อของผู้บริโภคมากขึ้น อีกทั้ง ยังได้ปรับสูตรผลิตภัณฑ์ลดปริมาณโซเดียมให้ได้รับสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ 3 รสชาติ ได้แก่ ไวไว ปรุงสำเร็จ ไวไว รสหอยลายผัดฉ่า และรสชาติต้มยำกุ้ง สูตรดั้งเดิม เพื่อเตรียมรับมือกับนโยบายของภาครัฐที่จะพิจารณาเก็บภาษีความเค็มในอนาคตด้วย
“จากแผนการตลาดที่เราได้วางไว้ดังกล่าวในการรุกตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดชามในปีนี้ และได้ตั้งเป้าว่าปีหน้าไวไวจะมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น 1% จากปัจจุบัน ไวไวมีส่วนแบ่งการตลาด 24% โดยมาม่ายังคงเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 50% ตามด้วยยำยำ 22% และแบรนด์อื่น ๆ 4%”