นายสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสื่อโฆษณา บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณาในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2562 ที่ผ่านมามีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 87,034 ล้านบาท เติบโตลดลง 0.62% โดยที่สื่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์มีส่วนแบ่งตลาด 7,052 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 16.24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และถือเป็นสื่ออันดับ 2 ที่เติบโตรองจากสื่อทีวีที่มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 56,226 ล้านบาท แต่เติบโตลดลง 0.58 % สำหรับธุรกิจสื่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์ของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป นั้น กลับมีทิศทางเป็นบวก เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสวนทางกับภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณา โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ที่มีรายได้ 369 ล้านบาท โต 30% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสาเหตุมาจากการต่อสัญญาใหม่ของลูกค้าเดิม และเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ที่เพิ่มมามากขึน รวมถึงการขยายสาขาโรงภาพยนตร์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายสาขาในต่างจังหวัด
“ถ้ามองในภาพรวมตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นปีนี้บริษัทคาดว่าปีนี้ทางเมเจอร์แอดจะมีรายได้อยู่ที่ 1,165 ล้านบาท เติบโตไม่ต่ำกว่า 15-20% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งถ้าประมาณการณ์รายได้ปีนี้เป็นยอดขายตั๋วชมภาพยนตร์รวมน่าจะอยู่ที่ 40 ล้านใบ ซึ่งเพิ่มจากในปีก่อนที่มียอดขายอยู่ที่ 35 ล้านบาทใบ โดยปัจจุบันเมเจอร์เองก็ยังถือว่ามีแชร์เป็นเบอร์ 1ด้วยสัดส่วน 70 % ของตลาดรวมออุตสาหกรรมโฆษณาในโรงภาพยนตร์ในประเทศไทย”
ทั้งนี้ สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสื่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์ยังเป็นที่น่าสนใจ เกิดจากการขยายสาขาและจำนวนโรงภาพยนตร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดตลาดใหม่ ๆ ขึ้น สิ้นปี 2562 เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ จะมีสาขารวมทั้งสิ้น 170 สาขา 812 โรง ครอบคลุม 60 จังหวัด ตั้งเป้าขยายโรงภาพยนตร์ให้ครบ 1,200 โรง มีสาขาครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศในปี 2025 ซึ่งสะท้อนถึงธุรกิจโรงภาพยนตร์ไม่ได้ถูกดิสรัปต์ จากบริการสตรีมมิ่ง (Streaming) บนอินเทอร์เน็ต ที่หลายคนกังวล ทั้งเน็ตฟลิกซ์, ไลน์ทีวี และ ดิสนีย์พลัส เนื่องจากบริการสตรีมมิ่งไม่สามารถมาทดแทนโรงภาพยนตร์ได้ เพราะคอนเทนต์ที่แตกต่าง จุดเด่นของโรงภาพยนตร์คือคนต้องการดูหนังใหม่ ไม่ชอบรอ แต่สตรีมมิ่ง คือ หนังซีรีย์ หนังที่ผ่านการเข้าฉายในโรงมาแล้ว อีกทั้งบริการสตรีมมิ่งยังเหมาะกับคนเมืองมากกว่าคนต่างจังหวัด ส่วนโรงภาพยนตร์ตลาดส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนต่างจังหวัด จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่แสดงว่าโรงภาพยนตร์ไม่ถูกดิสรัปต์ด้วยเทคโนโลยี
ผู้บริหาร กล่าวต่อว่า ในส่วนของลูกค้าที่นิยมใช้งบซื้อโฆษณาในสื่อโรงภาพยนตร์ปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 5 กลุ่มหลัก คือ 1. สถาบันการเงิน 238 ล้านบาท 2.อาหารและเครื่องดื่ม 216 ล้านบาท 3.ยานยนต์ 178 ล้านบาท 4. โทรคมนาคม 138 ล้านบาท และ 5. คอนซูเมอร์โปรดักต์ 81 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันเรามีฐานลูกค้ารวมทั้ง 5 กลุ่มที่เลือกใช้บริการจากเราอยู่ประมาณ กว่า 100 ราย ในปัจจุบัน โดยในปีหน้าบริษัทเองเราก็มีแผนจะขยายไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆเพิ่มขึ้น อาทิ กลุ่มธุรกิจอสังหาฯ และธุรกิจกลุ่มแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ จากต่างประเทศ ที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เป็นต้น
นอกจากนี้ นายสุรเชษฐ์ ยังกล่าวถึงทิศทางในการขับเคลื่อนธุรกิจสื่อโฆษณาในเมเจอร์ปี 2563 ว่า ในปีหน้ายังมองว่าภาพรวมธุรกิจสื่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์ยังคงมีทิศทางเติบโตที่ดีเหมือนปีนี้ และยังคงเชื่อมั่นว่าลูกค้ากลุ่มหลัก ๆ จำนวน 5 กลุ่มยังคงใช้งบทำการโฆษณาเท่าเดิมไม่น่ามีแนวโน้มลดงบโฆษณาลง เพราะเรายังมองไม่เห็นปัจจัยลบอะไรที่คาดว่าจะรุนแรงขนาดที่จะส่งผลให้ลูกค้าลดงบโฆษณาหรือลดการซื้อโฆษณาลง แต่อาจจะมีบ้างในการรอบคอบและระวังมากขึ้น แต่ในที่สุดลูกค้าก็ยังต้องคงเดินหน้าในการผลักดันธุรกิจของพวกเค้าให้เติบโตเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ในปีหน้า 2563 เมเจอร์เอดเอง เราก็ได้วางแผนในการดำเนินธุรกิจภายใต้ 5 กลยุทธ์ ดังนี้ 1. การบริหารโฆษณาแบบมีเดียโซลูชัน อย่างเต็มรูปแบบ ศึกษาความต้องการที่แท้จริงของพันธมิตรและเชื่อมโยงการตลาดจากออนไลน์ไปสู่ออนกราวนด์ ทำให้ลูกค้ามีประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์มากยิ่งขึ้น 2. เน้นการทำออนกราวนด์มาร์เกตติ้ง เพื่อสร้างประสบการณ์สุดพิเศษให้แก่พาร์ตเนอร์และลูกค้า ในการจัดอีเวนต์ให้ลูกค้า โดยตั้งเป้าปีหน้าจะเพิ่มจัดอีเวนต์ใหญ่เป็น 5 ครั้ง จากเดิมจัดปีละ 3 ครั้ง 3. นำข้อมูล Big Data มาวิเคราะห์เพื่อสร้างแผนการตลาดที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกกลุ่ม 4. ทำงานร่วมกับ Agency โฆษณามากขึ้น มุ่งเน้นเพิ่มฐานลูกค้าโกลบอลแบรนด์ และ 5. จับมือร่วมกับพาร์ตเนอร์ในการเพิ่มมูลค่าให้แพกเกจการขายมากยิ่งขึ้น