นางสาวสิริวรรณ นิจกิจจาทร ผู้จัดการทั่งไปกลุ่มธุรกิจ Personal Health บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กปัจจุบันมีมูลค่าราว 20,000 ล้านบาท โดยปีนี้คาดว่าโตขึ้นได้อีก 2-3% เทียบกับปีที่ผ่านมา แบ่งสัดส่วนเป็นตลาดพัดลม ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท ส่วนตลาดเครื่องปั่นมีมูลค่าถึง 1,503 ล้านบาท และเติบโตราว 16% เนื่องมาจากข้อมูลวิจัยจะเห็นได้ว่าผู้บริโภคชาวไทยหันมาให้ความสำคัญกับการรับประทานผักและผลไม้มากขึ้น เทรนด์การรับประทานน้ำปั่นสมูทตี้ก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากรับประทานได้ง่าย อร่อยและสะดวก ซึ่งเราเห็นได้จากอัตราการเติบโตของตลาดเครื่องปั่นที่เติบโตขึ้นทุกปี เมื่อเทียบกับช่วงปีที่ผ่านมาตลาดเครื่องปั่นในปี 2560 มีมูลค่า 1,328 ล้านบาท เติบโต 7% จากปี 2559 สัดส่วนใหญ่สุดคือในระดับราคา 1,000-1,500 บาท มีสัดส่วน 45% แต่ในระดับราคา 3,500 บาทขึ้นไป หรือในระดับพรีเมียม และซูเปอร์พรีเมียม มีสัดส่วน 8.5% มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด โดยในปี 2560 เติบโตในระดับสูงกว่า 30% และในครึ่งปีที่ผ่านมา เติบโตไปแล้วกว่า 34%
ล่าสุด บริษัทจึงได้เปิดตัว นวัตกรรมเพื่อสุขภาพเพื่อรับเทรนด์ตลาดสุขภาพ รุ่นใหม่ล่าสุด “Philips High Speed Vacuum Blender” ซึ่งเป็นเครื่องปั่นความเร็วสูงระบบสุญญากาศ ที่สามารถช่วยลดการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นขณะปั่น ช่วยคงคุณค่าสารอาหารและความสดใหม่ไว้ได้ถึง 8 ชั่วโมง
“ด้านแผนการตลาด เพื่อทำการสื่อสารไปยังกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย ซึ่งเราจะเน้นไปยังกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพโดยเฉพาะ โดยเราจะใช้ผู้เชี่ยวชาญหรือนักโภชนาการมาช่วยให้ความรู้ผู้บริโภคผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ และเรายังจะมีการจัดกิจกรรมออนกราวน์เพื่อสาธิตผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคได้เห็นถึงประโยชน์ของนวัตกรรมเครื่องปั่นสุญญากาศฟิลิปส์ ที่ช่วยตอบโจทย์ทั้งด้านรสชาติ ความสดใหม่ การคงคุณค่าสารอาหาร และความสะดวกสบาย ตอบรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง”
สำหรับในครึ่งปีแรกของปีหน้าบริษัทมีแผนเปิดสินค้าใหม่ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก อีก 20 SKU ซึ่งเป็นทั้งสินค้าโมเดลใหม่ และสินค้าเดิมที่นำไปพัฒนาเพิ่มเติม อาทิ ตลาดเครื่องฟอกอากาศ และแปรงสีฟันไฟฟ้า เพื่อบาลานซ์พอร์ตรายได้ ให้มาจากสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น โดยจะไปโฟกัสเซ็กเมนต์บน-พรีเมี่ยมมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็กระดับแมส-กลาง มีการแข่งขันด้านราคาอย่างดุเดือดมาโดยตลอด ดังนั้น เราจึงมองว่าควรหับไปจับในกลุ่มระดับบนเนื่องจากเป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับฟังก์ชั่น นวัตกรรม สุขภาพมากกว่าราคา ตลอดจนเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ในขณะที่คู่แข่งยังมีจำนวนไม่มากนัก โดยบริษัทคาดว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะผลักดันให้กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนมีรายได้เติบโตมากขึ้น